ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 81 ไม่รู้ว่าจะได้อยู่เคียงข้างเธออีกนานเท่าไร
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 81 ไม่รู้ว่าจะได้อยู่เคียงข้างเธออีกนานเท่าไร
บทที่ 81 ไม่รู้ว่าจะได้อยู่เคียงข้างเธออีกนานเท่าไร
มู่ชิ่นซินพ่นวาจาสาปแช่งด้วยความพยาบาท “ในเมื่อแกมันก็แค่ลูกนอกคอกที่ทั้งต่ำตมและสกปรก! ต่อให้ตอนนี้ ได้เป็นคุณหนูเล็กของตระกูลซูแล้วยังไง? เลือดที่ไหลเวียนอยู่ในกายแกก็ยังเป็นเลือดชั้นต่ำวันยังค่ำ!”
คำพูดเหล่านั้นทั้งร้ายกาจและหยาบโลน มู่ชิ่นซินในตอนนี้ไม่สนผิดชอบชั่วดีใด ๆ อีกต่อไป
จี้ฉางขมวดคิ้วมุ่น เคาะนิ้วเบา ๆ ก่อนจะสะบัดยันต์สีเหลืองออกไป ปิดปากมู่ชิ่นซินไว้ทันที!
“ปากคอช่างสกปรกโสมมเสียจริง” จี้ฉางเอ่ยด้วยความรังเกียจ
มู่ชิ่นซินไม่สามารถด่าทออะไรได้อีก ทำได้เพียงส่งเสียงอู้อี้อยู่ในลำคอด้วยความอัดอั้น
“ซู่เป่า ไปอาบน้ำนอนเถอะ เดี๋ยวอาจารย์จะจัดการยัยคนนี้เอง” อาจารย์หันไปสั่งศิษย์น้อย
พลังอาถรรพ์ของมู่ชิ่นซินถูกน้ำเต้าอาคมดูดกลืนจนเหือดแห้ง ร่างวิญญาณของเธอคงอยู่ได้อีกไม่นาน แม้ไม่กำจัดตอนนี้เธอก็ทำอันตรายใครไม่ได้อีก แต่ทางที่ดีควรตัดไฟแต่ต้นลมเสียดีกว่า ซึ่งเรื่องพรรค์นี้แน่นอนว่าจี้ฉางย่อมไม่อยากให้มือของซู่เป่าต้องแปดเปื้อน
ซู่เป่าอยากเอ่ยถามบางอย่างสุดท้ายก็เปลี่ยนใจพยักหน้าว่าง่าย “ได้ค่ะอาจารย์”
พูดจบเธอก็อุ้มกระต่ายตัวน้อยวิ่งเข้าห้องนอนไปหยิบชุดนอน แล้วเดินตรงเข้าห้องน้ำทันที
“ฉันล่ะสงสัยนัก… ว่าเธอตายอย่างไร?” จี้ฉางหันไปจ้องมองมู่ชิ่นซินพลางลูบคางด้วยความสนใจ “เมื่อครู่เธอบอกว่าจัดการหลินเฟิงเรียบร้อยแล้ว แล้วเขาล่ะ ตายอย่างไร?”
มู่ชิ่นซินเบือนหน้าหนีอย่างถือดี
จี้ฉางเลิกคิ้วขึ้น “หึ ยังจะแข็งข้ออยู่อีกงั้นหรือ” เขาขยับนิ้วเพียงนิด พลังมหาศาลก็บดขยี้วิญญาณของมู่ชิ่นซิน จนแทบแตกสลายไปครึ่งหนึ่งในทันที
วิญญาณหญิงครางประท้วงด้วยความเจ็บปวดแสนสาหัส
“ฉันแค่ถามเพราะความอยากรู้เท่านั้น ไม่ได้จำเป็นต้องฟังขนาดนั้นหรอก ในเมื่อไม่ยอมพูด ฉันก็จะส่งเธอไปลงนรกเสียเดี๋ยวนี้เลย”
เธอก็อยากจะพูดอยู่หรอก… แต่ช่วยแกะแผ่นยันต์ที่แปะปากเธอออกก่อนได้ไหม!
“อ้อ ลืมไปว่าปากยังมียันต์แปะอยู่” จี้ฉางนึกขึ้นได้
เมื่อแผ่นยันต์ถูกลอกออก มู่ชิ่นซินก็แทบไม่เหลือเรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายแล้ว เธอนอนแผ่อยู่บนพื้นเหมือนปลาขาดน้ำ แววตาหม่นแสงลงขณะนึกย้อนถึงอดีต “ฉันถูกหลินเฟิงเตะจนตาย…”
ในวันงานวันเกิดของซู่เป่า พวกเขาอุตส่าห์ดั้นด้นมาจากชนบททางใต้เพื่อหวังเข้าบ้านตระกูลซู ทว่ากลับถูกซูอีเฉินหักหน้า และถูกส่งตัวขึ้นรถตำรวจไปทันที
บนรถคันนั้น หลินเฟิงเอาแต่สาปแช่งว่าเธอเป็นต้นเหตุของความวิบัติทั้งปวง ในความคลุ้มคลั่งนั้นเขาเตะเข้าที่ศีรษะของเธอสุดแรง
“รถตำรวจคันนั้นเป็นรถขังนักโทษโดยเฉพาะ ข้างในล้อมด้วยลูกกรงเหล็ก และมีกุญแจล็อคแน่นหนา… คุณพอจะนึกภาพออกใช่ไหม?”
แรงเตะมหาศาลทำให้ศีรษะของเธอไปกระแทกเข้ากับกุญแจเหล็กพอดี กุญแจนั้นทิ่มทะลุกะโหลกจนเส้นเลือดในสมองแตก เธอจบชีวิตลงจากการถูกเตะเพียงครั้งเดียว
“หากฉันไม่ตาย อย่างมากก็คงถูกขังไม่กี่วัน พอออกมาฉันก็วางแผนไปศัลยกรรมใบหน้าใหม่…”
ซูโล่วนักแสดงชื่อดังของตระกูลซูคือเทพบุตรในดวงใจของเธอ เธอฝันไว้ว่าหากเปลี่ยนหน้าตาให้สะสวยแล้ว จะอาศัยจังหวะเดบิวต์เข้าวงการเพื่อได้ใกล้ชิดกับเขา หรือแย่ที่สุดก็ไปสมัครเป็นแม่บ้านในคฤหาสน์ตระกูลซู
ขอเพียงได้เข้าหาคุณชายสี่… การพิชิตใจผู้ชายคงไม่ใช่เรื่องยากเกินความสามารถของเธอเลย
ยิ่งเด็ก ๆ ยิ่งหลอกง่าย หลังจากคว้าใจซู่เป่าได้ และเข้าบ้านไปหาทางขึ้นเตียงซูโล่ว เมื่อนั้นเธอก็จะได้เป็นสะใภ้สี่แห่งตระกูลซูอย่างสมบูรณ์!
แต่ฝันกลางวันเหล่านั้นกลับพังทลาย เพราะเธอต้องมาตายด้วยความอัปยศเช่นนี้!
“แล้วหลินเฟิงล่ะ ตายอย่างไร?” จี้ฉางหัวเราะเยาะพลางถามต่อ
มู่ชิ่นซินยิ้มเยือกเย็น “จะตายอย่างไรได้อีกล่ะ ในเมื่อฉันกลายเป็นวิญญาณร้าย การหลอกล่อคนขวัญอ่อนมันช่างง่ายนัก”
หลินเฟิงต้องเผชิญกับนรกบนดินในเรือนจำ ตระกูลซูส่งคนไปดูแลเขาเป็นอย่างดี จนถูกรังแกสารพัด ต้องดื่มน้ำจากโถส้วม และได้กินเพียงเศษอาหารที่ถูกถ่มน้ำลายใส่ ยามจิตใจเขาทรุดโทรม มู่ชิ่นซินก็ปรากฏกายหลอกหลอนจนหลินเฟิงขวัญกระเจิง ถึงขั้นกลั้นปัสสาวะ อุจจาระไม่อยู่ สุดท้ายเขาก็คว้าก้อนอิฐขึ้นมาทุบหัวตัวเองจนตายคาที่
จี้ฉางพยักหน้าพลางเหลือบเห็นซู่เป่ากำลังออกจากห้องน้ำจึงเอ่ยตัดบท “พูดจบแล้วใช่ไหม? เช่นนั้นก็หมดประโยชน์แล้ว”
“เดี๋ยวก่อน! ฉันบอกทุกอย่างแล้ว ทำไมคุณยังไม่ปล่อยฉันไปอีก!?” มู่ชิ่นซินตะโกนสุดเสียง
“หืม… ฉันเคยบอกตอนไหนว่าจะปล่อยเจ้าไป?” จี้ฉางเลิกคิ้ว แววตาแฝงความเจ้าเล่ห์
ก่อนที่มู่ชิ่นซินจะได้ทันประท้วง จี้ฉางก็ดีดนิ้ว ร่างวิญญาณของเธอก็สลายกลายเป็นเถ้าธุลีไปในพริบตา ตั้งแต่นี้สืบไป ทั้งสามภพจะไม่มีดวงวิญญาณที่ชื่อมู่ชิ่นซินอยู่อีกต่อไป
ทารกผีบนพื้นคลานไปมาด้วยความงุนงง
ซู่เป่าอาบน้ำเสร็จพอดี เธอสวมชุดนอนลายเชอร์รี่สีขาวสะอาดตา โผล่หน้ามาถามด้วยความฉงน “อ้าว… คุณป้าไปไหนแล้วคะ?”
“ไปแล้วล่ะ” จี้ฉางตอบสั้น ๆ
“ไม่ต้องจับเหรอคะ?” ซู่เป่าชะงัก
“เธอไม่มีทางทำร้ายใครได้อีกแล้ว ถึงไม่จับ อีกเพียงไม่กี่วันวิญญาณก็จะสลายไปเอง ไม่ต้องไปสนใจหรอก แต่เจ้าทารกผีพวกนี้ต้องเก็บไว้ก่อน ฉันจะเอาเข้าไปไว้ในน้ำเต้าอาคมชั่วคราว รอโอกาสให้พวกเขาไปเกิดใหม่” จี้ฉางเอ่ยปลอบ
“ได้ค่ะ” ซู่เป่าพยักหน้าเข้าใจ
จังหวะนั้นมีเสียงเคาะประตู คุณยายซูเดินเข้ามาบ่นกระปอดกระแปดพลางชวนซู่เป่านอน “ทำไมยังไม่นอนอีก ยายจะเล่านิทานให้ฟังนะ”
เด็กน้อยปีนขึ้นเตียงพร้อมกับห่มผ้าห่มผืนหนา นั่งฟังเรื่องเล่าจากคุณยายเงียบ ๆ ก่อนจะค่อย ๆ เคลิ้มหลับไปในที่สุด
คุณยายซูลูบศีรษะหลานสาวด้วยความเอ็นดู เธออยากจะก้มลงจูบหน้าผากเด็กน้อยสักครั้ง แต่ว่าร่างกายกลับลุกไม่ไหว ทำได้เพียงมองดูซู่เป่าที่นอนหลับสนิทอยู่กลางเตียง
“เฮ้อ… แก่แล้ว ไร้ประโยชน์จริง ๆ” คุณยายซูมองซู่เป่าด้วยสายตาอาลัยอาวรณ์ “ไม่รู้ว่ากระดูกแก่ ๆ นี่ จะอยู่เป็นเพื่อนหนูไปได้อีกนานแค่ไหน…”
จี้ฉางยืนพิงผนังห้องอยู่อีกด้านเงียบ ๆ สายตาก้มมองเด็กน้อยผู้กำลังจมดิ่งสู่ห้วงนิทรา
“เจ้าตัวเล็กคนนี้… เมื่อครู่คงอยากถามสินะว่าพ่อแท้ ๆ ของตัวเองเป็นใคร?”
การถูกตราหน้าด้วยวาจาร้ายกาจว่าเป็นเพียงลูกนอกคอก ต่อให้เป็นเด็กที่ไม่เดียงสาต่อโลกเพียงใด ในใจย่อมต้องรู้สึกเจ็บปวดรวดร้าวอยู่ดี
“ตามหาพ่องั้นหรือ…” จี้ฉางหยิบสมุดบันทึกวิญญาณของตนออกมา “เรื่องแค่นี้ง่ายมาก อาจารย์ใช้เวลาเพียงสิบวินาทีก็หาคำตอบให้ได้แล้ว”
เขาเริ่มรวบรวมสมาธิ สมุดบันทึกที่ปกติจะเปิดออกได้เพียงครึ่งเดียว บัดนี้เขากลับพยายามฝืนเปิดมันไปจนถึงช่วงครึ่งหลัง
เส้นเลือดบนหน้าผากของจี้ฉางปูดนูนขึ้นเล็กน้อยจากการใช้พลัง ท้ายสุด เขาก็สามารถเปิดมาถึงหน้าบันทึกเรื่องราวของซู่เป่าได้สำเร็จ
“น่าเจ็บใจนัก… หากมันไม่เปิดออกเองตามลิขิต การฝืนเปิดแต่ละครั้งช่างสูบพลังวิญญาณไปมหาศาลเหลือเกิน…”
ทว่าหลังจากทุ่มเทแรงกายแรงใจอย่างหนักเพื่อเปิดสมุดเล่มนั้นออก เขากลับพบว่าในช่องข้อมูลบุพการีของซู่เป่าระบุไว้เพียงว่า
[มารดา : ซูจิ่นอวี้]
[บิดา : ไม่ระบุ]
ไอ้สมุดเฮงซวย!
เขารีบปิดสมุดลงทันควันพลางลูบจมูกโด่งของตนแก้เก้อ ก่อนกระแอมไอเบา ๆ แล้วพึมพำว่า “ช่างเถอะ จะตามหาพ่อไปทำไมกัน? พวกเราไม่จำเป็นต้องมีพ่อหรอก”
ขณะนั้นเอง ซู่เป่ากำลังหลับสนิท
ในความฝัน… เธอท่ามกลางหมอกขาวโพลนปกคลุมไปทั่ว มองเห็นเงาตะคุ่มอยู่ไกลออกไปคล้ายกับเป็นผืนป่าแห่งหนึ่ง
“ซู่เป่า… มานี่สิ” เสียงทุ้มต่ำทรงพลังดังแว่วมา
“คุณพ่อหรือคะ?” ซู่เป่าขานเรียกโดยอัตโนมัติ พลางขยับขาสั้น ๆ วิ่งเตาะแตะมุ่งหน้าเข้าไปในป่าแห่งนั้นอย่างไม่ลดละ
แต่ไม่ว่าเธอจะพยายามเดินไปไกลเพียงใด ก็ดูเหมือนไม่สามารถเข้าใกล้เงานั้นได้เลยสักที
ซู่เป่าเหนื่อยหอบจนต้องทรุดตัวลงนั่งกับพื้น ทันใดนั้นเธอก็ได้ยินเสียงหัวเราะคิกคักดังขึ้นข้างหู “ฮิฮิ…”
เด็กน้อยสะดุ้งสุดตัว เมื่อหันไปมองก็พบหญิงชรานางหนึ่งสวมชุดกี่เพ้าสีเขียวเข้ม นั่งยอง ๆ อยู่ตรงหน้าพลางจ้องมองเธอเขม็ง พร้อมกับอ้าปากหัวเราะเสียงแหลม “ตามหาพ่ออยู่หรือจ๊ะ? ยายรู้นะ… ยายบอกให้เอาไหม…”
หญิงชราในชุดจีนโบราณยื่นมือเหี่ยวย่นออกมาหา…
ซู่เป่าไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้น ทันใดนั้นความหวาดกลัวก็จู่โจมจนเธอสะดุ้งตื่นขึ้นมาด้วยความตกใจ เด็กน้อยลืมตาโพลงขึ้นในความมืดทันที!