ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 89 ถ้าพ่อเป็นแบบนี้ ซู่เป่าไม่เอาแล้ว!
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 89 ถ้าพ่อเป็นแบบนี้ ซู่เป่าไม่เอาแล้ว!
บทที่ 89 ถ้าพ่อเป็นแบบนี้ ซู่เป่าไม่เอาแล้ว!
เหตุที่ซู่เป่าสังเกตเห็นหญิงสาวชุดแดงคนนั้น เป็นเพราะมีดวงวิญญาณตนหนึ่งเกาะหนึบอยู่บนหลังของเธอ
จี้ฉางหรี่ตามองพลางอุทาน “หืม? ผีร้ายอีกตนหนึ่งหรือนี่?”
นับตั้งแต่ผีขี้แงที่หนีหายไป จนถึงผีบ้าแบรนด์เนมที่สิงอยู่กับเสวี่ยเอ๋อร์ “ทำไมช่วงนี้ผีร้ายถึงได้เดินเพ่นพ่านหาง่ายขนาดนี้?” จี้ฉางมองซู่เป่าแวบหนึ่งพลางพึมพำในใจอย่างอดไม่ได้
ดวงชะตาของเจ้าเด็กนี่ไม่ธรรมดาจริง ๆ
เหมือนกับโคนันไปที่ไหนก็ต้องมีคนตาย เด็กตัวน้อยคนนี้ไปที่ไหนที่นั่นก็ต้องมีผี คนอื่นเขาต้องบุกป่าฝ่าดงพลิกแผ่นดินหาผีตามซอกหลืบ แต่ว่าสำหรับซู่เป่าแล้วกลับมีโชคส่งเหล่าวิญญาณมาให้ถึงที่ ราวกับ NPC วิ่งมามอบเควสต์ให้ถึงประตูบ้าน
“สิ่งที่เรียกว่าผีขี้ขลาดพวกนี้ ให้อาจารย์ทำเครื่องหมายไว้ให้ดีกว่า” จี้ฉางเอ่ย
เมื่อประทับตราอาคมไว้แล้ว จะได้ไม่เกิดเหตุการณ์ผีวิ่งหนีไปได้ง่าย ๆ เหมือนคราวก่อน ทว่าซู่เป่ากลับไม่ได้ขานรับสายตาของเธอกำลังจับจ้องไปยังชายหนุ่ม ยืนอยู่ไม่ไกลจากหญิงชุดแดงคนนั้น
ชายคนนั้นรูปร่างสูงสง่า สวมชุดสีดำสนิททั้งตัว เส้นผมหยักศกเล็กน้อยตกลงมาปรกดวงตา แฝงความเย็นชา แต่หล่อเหลาหาตัวจับยาก ซู่เป่ามองเขาพลางรู้สึกประหลาด เธอถึงกับชะโงกหน้าออกไปนอกหน้าต่างรถเพื่อมองให้ชัดขึ้น…
“ซู่เป่า อย่าโผล่หัวออกไปข้างนอกสิคะ มันอันตราย” ซูอีเฉินรีบรั้งตัวหลานสาวกลับเข้ามาพลางปิดหน้าต่างรถทันที
มู่กุยฝานสัมผัสได้ถึงสายตาที่จ้องมองมาด้วยความรวดเร็ว เขารีบเงยหน้าขึ้น กลับเห็นเพียงรถเมย์แบ็คสีดำแล่นผ่านไป พร้อมกับร่างเล็ก ๆ วูบผ่านสายตาไป
*
ณ คฤหาสน์ตระกูลมู่
ภายในห้องอาหารถูกประดับประดาด้วยสีทองอร่ามดูหรูหราจนเกินงาม คุณนายมู่นั่งรับประทานอาหารท่าทีดูสง่า โดยมีลูกชาย ลูกสาว และลูกสะใภ้นั่งล้อมรอบโต๊ะ
ในบรรดาคนเหล่านั้น มีเพียงลูกสะใภ้ต้องยืนปรนนิบัติ คอยส่งผ้าเปียกเช็ดมือ และคอยดูแลความเรียบร้อยรอบกายคุณนายมู่ประหนึ่งบ่าวรับใช้ ส่วนคนอื่น ๆ กลับนั่งดูเฉย ๆ ราวกับเป็นเรื่องปกติสามัญที่ต้องปฏิบัติเช่นนี้
ขณะนั้นเอง คนรับใช้ก็เดินเข้ามารายงาน “คุณท่านครับ มีแขกจากตระกูลซูพาสาวน้อยคนหนึ่งมาขอเข้าพบครับ”
ผู้นำตระกูลมู่ค่อย ๆ เคี้ยวอาหารด้วยความเชื่องช้าก่อนจะกลืนลงคอ แล้วถามเสียงเรียบ “พวกเขามีธุระอะไร?”
“คนจากตระกูลซูบอกว่าคุณชายสี่อาจจะเป็นพ่อของคุณหนูซู่เป่าครับ พวกเขาเลยอยากมาตรวจสอบสถานการณ์ และถ้าสะดวก… อยากให้คุณชายสี่ช่วยตรวจดีเอ็นเอด้วยครับ” คนรับใช้รายงานตามที่ได้ยินมา
คนรับใช้จงใจเน้นคำว่า คนจากตระกูลซู ด้วยท่าทางลำพอง ราวกับตระกูลซูนั้นต่ำต้อยกว่าตระกูลตนนัก
“มาขอตีกินเป็นญาติอีกแล้วหรือ? บอกไปว่าไม่พบ! ไล่พวกเขากลับไปให้หมด!” คุณนายมู่ค้อนขวับ
เธอพอจะรู้จักเด็กจากตระกูลซูคนนั้นมาบ้าง ได้ยินว่าเป็นลูกของซูจิ่นอวี้ ร่างกายอ่อนแอคนนั้น ไม่รู้ว่าไปไข่ทิ้งไว้กับผู้ชายหน้าไหนถึงได้มีลูกออกมา เด็กนั่นเติบโตมาในสภาพแวดล้อมเช่นนั้น ยังกล้าบากหน้ามาขอรับเป็นญาติกับพวกเธออีกหรือ?
ถึงเป็นสายเลือดตระกูลมู่จริง เธอก็ไม่มีวันยอมให้เด็กพันธุ์นั้นก้าวเท้าเข้าบ้านเด็ดขาด
“ลองพบเขาสักครั้งเถิด อย่างไรเสียเขาก็เป็นคนตระกูลซู…” ชายหนุ่มคนหนึ่งนั่งริมโต๊ะเอ่ยทักอย่างลังเล
“ตระกูลซูมันจะยิ่งใหญ่มาจากไหน? ก็แค่พวกมีเงินเหม็น ๆ ไม่กี่ร้อยล้านไม่ใช่หรือไง?” คุณปู่มู่เค่นเสียงเหยียดหยาม
มหาเศรษฐีอันดับหนึ่งของเอเชียแล้วอย่างไร? ในต่างแดน ทุนนิยมอาจซื้อเสียงประธานาธิบดีหรือผูกขาดอำนาจได้ ทว่าในแผ่นดินมังกรแห่งนี้ ไม่ว่าทุนหนาเพียงใดก็เป็นได้แค่พ่อค้า ต่อหน้าผู้มีอำนาจบารมีตัวจริง ถึงจะเป็นมังกรก็ต้องขดกาย เป็นพยัคฆ์ก็ต้องหมอบลง!
ตระกูลซูรวยล้นฟ้าก็แค่พ่อค้า แต่ตระกูลมู่ของพวกเขานั้นต่างออกไป พวกเขาคือ ‘สายเลือดสีแดง’ ผู้มีรากฐานความดีความชอบมั่นคงสืบทอดมาถึงลูกหลานแท้ ๆ แถมยังมั่งคั่งไม่แพ้ใครอีกด้วย
คนรับใช้พยักหน้าพลางเดินออกไปปั้นหน้าจองหองใส่ซูอีเฉิน บอกด้วยน้ำเสียงอวดดีว่าเจ้าของบ้านไม่ว่างคุยด้วย พูดจบก็ปิดประตูใส่หน้าทันทีโดยไม่รอให้แขกได้เอ่ยปากสักคำ
ซูอีเฉินนั่งนิ่งอยู่ในรถ ใบหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ในใจกลับคิดว่า
ตระกูลมู่ไม่ยอมรับซู่เป่าก็ดีเหมือนกัน เพราะเขาก็ไม่อยากแบ่งปันหลานสาวให้ใครอยู่แล้ว
“คุณลุงคะ ทำไมเราต้องมาที่นี่ด้วย?” ซู่เป่าเห็นลุงใหญ่ดูขรึมลงจึงถามเบา ๆ
“ซู่เป่าบอกว่าอยากตามหาคุณพ่อ ลุงเลยพาหนูมาดูที่นี่หน่อยน่ะ” แววตาของซูอีเฉินอ่อนโยนลงทันที
เมื่อวานคุณลุงกวนฝากฝังให้ช่วยหาทายาทของมู่หมิงหยวน บางทีตอนนั้นคุณลุงกวนอาจจะยุ่งอยู่กับการตามหาลูกสาวจนไม่ทันสังเกตตระกูลมู่ที่เพิ่งจะเริ่มสร้างชื่อเสียงขึ้นมา เมื่อห้าปีก่อน
ตระกูลมู่ยังเป็นเพียงนักธุรกิจแถบชายฝั่ง ทว่าหลังจากคดีกวาดล้างแก๊งอาชญากรรมข้ามชาติครั้งใหญ่ มู่หมิงหยวนผู้เป็นสายลับยอมเสียสละชีพและได้รับเกียรติยศชั้นหนึ่ง ซึ่งหาได้ยากยิ่งในยุคสันติสุข
มู่หมิงหยวนไม่มีทายาทสายตรงเหลืออยู่ เกียรติยศและสิทธิพิเศษจากเลือดสีแดงนี้ จึงตกเป็นของมู่จื้อหยวนน้องชายของเขา ซึ่งอาศัยบารมีพี่ชายพุ่งทะยานขึ้นสู่ทำเนียบตระกูลดังในเมืองหลวงได้สำเร็จ เพราะเหตุนี้เอง คนตระกูลมู่จึงพากันยะโสโอหัง มองคนอื่นต่ำต้อยกว่าตนเองเสมอ
ซูอีเฉินยอมลดตัวมาเยือนที่นี่ เพราะเมื่อวานซู่เป่าเผลอพูดว่าพ่อของเธอนามสกุลมู่ แววตานั้นแฝงความคาดหวังเล็ก ๆ ของเด็กน้อย ทำให้เขาใจร้ายไม่ลง แต่เมื่อได้เห็นท่าทีดูถูกคนเช่นนี้ เขาก็ยิ่งมั่นใจ
“ลุงใหญ่คะ เรากลับบ้านกันเถอะค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก
ถ้าพ่อของเธอมีนิสัยแบบคนในบ้านหลังนี้ เธอขอไม่มีพ่อเสียยังดีกว่า!
แค่มีคุณลุง คุณตาคุณยาย และพวกพี่ชายก็เกินพอแล้ว!
“ซู่เป่าไม่อยากหาคุณพ่อแล้วหรือ?” ซูอีเฉินประหลาดใจเล็กน้อย
“ไม่ต้องการพ่อแบบนี้ค่ะ!” ซู่เป่าส่ายหน้าอย่างแน่วแน่
มุมปากของซูอีเฉินกระตุกเป็นรอยยิ้มพอใจ
สมแล้วที่เป็นสายเลือดตระกูลซูของเขา!
ส่วนเรื่องที่คุณกวนฝากฝังไว้นั้น บัดนี้เขายิ่งไม่จำเป็นต้องใส่ใจอีกต่อไป
การหยิบยื่นไมตรีในยามที่พอทำได้นั้น หากช่วยสำเร็จก็นับว่าเป็นเรื่องดี ทว่าหากช่วยไม่ได้ก็ปล่อยให้เป็นไปตามยถากรรม
สำหรับซูอี้เฉินแล้ว ขอเพียงซู่เป่ามีความสุขก็เพียงพอ เหตุใดเขาต้องไปใส่ใจคนนอกให้มากความ?
ลุงใหญ่ยกยิ้มมุมปากด้วยความอารมณ์ดี มือใหญ่ลูบศีรษะเจ้าตัวน้อยเบามือ “ซู่เป่า ลุงใหญ่จะพาหนูไปเที่ยวสวนสนุก หนูอยากไปไหม?”
“ไปค่ะไป! หนูอยากไป!” ดวงตาของซู่เป่าเป็นประกายวิบวับทันที
พูดจบเด็กน้อยก็เริ่มกระตือรือร้นจนเก็บอาการไม่อยู่ เธอชูมือขึ้นพลางบอกว่า “ชวนพี่ ๆ ไปด้วยกันนะคะ!”
“เสี่ยวอู่กับคุณเต่าแก่ก็ต้องไปด้วยนะ!” แล้วยังไม่ลืมสำทับเพิ่มอีกว่า
ในสายตาไร้เดียงสาของเด็กน้อย การได้ไปเที่ยวสวนสนุกพร้อมหน้าพร้อมตาคือสิ่งที่ดีที่สุดในโลกแล้ว
*
ทางด้านคฤหาสน์ตระกูลมู่
หลังจากผู้นำตระกูลและภรรยารับประทานอาหารเสร็จสิ้น ทั้งคู่ก็ใช้ผ้าเช็ดปากด้วยท่าทีสง่างาม ก่อนเอ่ยถามคนรับใช้ “คนจากตระกูลซูยังรออยู่ข้างนอกอีกหรือเปล่า?”
หากคนเหล่านั้นยังดึงดันรออยู่ เห็นแก่ความมุมานะตั้งใจ ตระกูลมู่ก็อาจยอมเจียดเวลาไปพบปะเสียหน่อย
“พวกเขากลับไปแล้วครับ” คนรับใช้ตอบกลับ
“คิดจะบากหน้ามาขอเป็นญาติแท้ ๆ แต่กลับไม่มีความอดทนแม้แต่น้อย” หญิงชราแค่นเสียงหึในลำคอ
นับว่าโชคดีที่ไม่ได้พบกัน ทางที่ดีรีบพายัยดาวข่มตัวน้อยนั่นไปให้ไกล อย่าได้มากล้ำกรายวุ่นวายกับพวกเธออีกเลย
ขณะนั้นเอง คุณปู่มู่หันไปกำชับบุตรชายคนโต “เรื่องคนที่ท่านผู้นำกล่าวถึงน่ะ ติดต่อได้หรือยัง? เขาเองก็นามสกุลมู่เหมือนกัน เป็นถึงเทพสงคราม เพิ่งกลับมาจากเขตสู้รบชายแดน รีบหาวิธีสร้างสายสัมพันธ์กับเขาไว้ให้ได้”
บุตรชายคนโตตระกูลมู่ตอบด้วยสีหน้าลำบากใจ “คุณพ่อครับ คนระดับนั้นพบตัวไม่ง่ายเลยนะครับ! ไม่รู้ว่าเพราะอะไรดูเหมือนเขาจะมีความอคติต่อตระกูลมู่ของเรามาก”
คุณปู่มู่ขมวดคิ้วมุ่น “ไม่เคยพบหน้ากันสักครั้ง จะมาอคติอะไรกัน? คงมีความเข้าใจผิดอะไรกันแน่ ๆ ถึงอย่างไรก็นามสกุลมู่เหมือนกัน เป็นญาติสนิทชิดเชื้อกันทั้งนั้น หาโอกาสนัดกินข้าวสักมื้อแล้วค่อย ๆ ปรับความเข้าใจกันไปก็สิ้นเรื่อง!”
“คุณพ่อครับ การจะเข้าถึงตัวเขามันไม่ใช่เรื่องง่ายเลยนะครับ เขาไม่ใช่แค่เทพสงครามจากชายแดนเท่านั้น แต่ยังมีฐานะเป็นถึงประมุขของตระกูลลึกลับด้วย…”
คุณปู่มู่ถลึงตาใส่ “ประมุขตระกูลลึกลับอะไรของแก อ่านนิยายมากไปหรือเปล่า! ใช้ให้ไปทำอะไรก็อิดออด หาข้ออ้างสารพัด! ฉันว่าแกไม่ได้ไปสืบหาเขาจริง ๆ มากกว่ามั้ง!”
คนตระกูลมู่เริ่มเปิดฉากโต้เถียงกันวุ่นวาย เพียงเพราะบุคคลสำคัญกำลังจะมาถึง ทุกคนต่างอลหม่าน บ้างก็ตื่นเต้นกระวนกระวาย บ้างก็เร่งหาสายสัมพันธ์เพื่อเตรียมการต้อนรับ
ทว่ามีเพียงไม่กี่คนนัก จะล่วงรู้ว่า… ในวันนี้พวกเขาได้ทำสิ่งล้ำค่าหลุดมือไปเสียแล้ว