ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 88 มุ่งหน้าสู่บ้านสกุลมู่
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 88 มุ่งหน้าสู่บ้านสกุลมู่
บทที่ 88 มุ่งหน้าสู่บ้านสกุลมู่
ภายในห้องหับซึ่งไร้การเปิดไฟ มีเพียงแสงจันทร์สาดส่องพอให้เห็นชายชุดดำผู้หนึ่ง ดวงตาของเขาลุ่มลึกดุจบ่อน้ำไร้ก้นบึ้ง เส้นผมสีดำหยักศกระลงมาปรกใบหน้า ทว่าแววตาสะท้อนประกายภายใต้แสงนวลนั้นกลับคมกริบดุจใบมีด
ทันใดนั้น เสียงโทรศัพท์ก็ดังขึ้นทำลายความเงียบ เขาเปิดลำโพงรับสาย เสียงปลายทางรายงานแว่วมาอย่างเลือนราง
“คุณกวนเสียชีวิตเมื่อเวลาบ่ายสามโมงห้าสิบนาทีครับ ถังเถียนเถียนซึ่งเป็นเพื่อนบ้านเป็นผู้ไปพบศพ…”
“กลุ่มคนที่เดินทางไปคฤหาสน์ตระกูลกวนในเวลาใกล้เคียงกันคือ ซูอีเฉินและซูเหอเวิ่น สองพ่อลูกตระกูลซู พร้อมด้วยหลานสาวของซูอีเฉินที่ชื่อซู่เป่า และผู้ช่วยอีกหนึ่งคนชื่อชวี่เซี่ยงครับ…”
“ส่วนเรื่องโครงกระดูกใต้สนามกีฬาโรงเรียนนานาชาติอู่เซี่ยง… บันทึกการรับแจ้งเหตุระบุว่าคุณกวนฟื้นคืนสติในช่วงวาระสุดท้าย แล้วยืนยันด้วยตนเองว่ามีศพฝังอยู่ใต้โรงเรียนแห่งนั้นครับ…”
ชายชุดดำเค่นยิ้มหยันออกมาอย่างเย็นชา
คุณกวนฟื้นคืนสติมาช่วยคลี่คลายคดีอย่างนั้นหรือ? เขาไม่มีวันเชื่อเรื่องเหลวไหลเช่นนี้เด็ดขาด
“แล้วคนตระกูลซูมาทำอะไรที่นั่น?”
“เดิมทีคนตระกูลซูตั้งใจจะไปหาคนตระกูลถังครับ…” ปลายสายรีบตอบ
เมื่อสิ้นเสียงรายงาน ชายชุดดำจึงสั่งการด้วยน้ำเสียงเย็นเยียบ “ตรวจสอบทุกคนที่ไปคฤหาสน์ตระกูลกวนในวันนี้ แล้วส่งข้อมูลพร้อมรูปถ่ายทั้งหมดมาให้ฉัน”
เขาวางสายพลางยัดโทรศัพท์ลงกระเป๋ากางเกงอย่างไม่ใส่ใจ ชายผู้นี้มีนามว่า มู่กุยฝาน นามซึ่งคุณปู่ตั้งให้ด้วยความหวังอยากให้เขามีชีวิตเรียบง่ายและธรรมดาสามัญ ทว่าคุณปู่กลับจากโลกนี้ไปตั้งแต่เมื่อสิบแปดปีก่อน
หลังการจากไปของคุณปู่ ท่านได้ฝากฝังความหวังไว้กับคุณลุงกวน พ่อค้าที่พบกันโดยบังเอิญ เพื่อขอให้ช่วยตามหาเขาให้พบ แม้เขาจะพยายามดิ้นรนสืบหาความจริงจนรู้เรื่องทั้งหมดในที่สุด
ก็น่าเสียดายเพราะเขากลับมาช้าเกินไป เขามีเรื่องสำคัญยิ่งยวดต้องถามคุณลุงกวน แต่บัดนี้โอกาสนั้นได้สูญสิ้นไปตลอดกาลแล้ว
มู่กุยฝานลุกขึ้นยืน ก่อนเร้นกายหายเข้าไปในความมืดมิดของราตรีอย่างรวดเร็ว
*
คืนนี้ซู่เป่าหลับฝันดีเหลือเกิน
เด็กน้อยฝันเห็นผู้ชายตัวสูงใหญ่กว่ากรอบประตูเสียอีก เขาบอกว่าเป็นพ่อของเธอ แต่พอจะเดินเข้าห้อง หัวกลับโขกเข้ากับขอบประตูเสียงดัง ตึง! จนซู่เป่าหลุดหัวเราะคิกคักออกมาในฝัน
จี้ฉางซึ่งเพิ่งกลับมาจากข้างนอกเห็นเจ้าตัวน้อยนอนหลับปุ๋ยพลางเผยยิ้มจนเห็นลักยิ้มแสนหวาน ไม่รู้ว่ากำลังฝันดีเรื่องอะไรอยู่
จี้ฉางในอาภรณ์สีขาวสะอาดยืนมองด้วยใบหน้าขาวซีดที่แฝงความเย้ายวน เขายิ้มอ่อนโยนอย่างหาได้ยากพลางลูบศีรษะซู่เป่าเบา ๆ
“เจ้าเด็กโง่เอ๊ย”
เช้าวันรุ่งขึ้น
ซู่เป่าหลับยาวจนถึงเก้าโมงเช้า คุณยายซูค่อย ๆ แง้มประตูเข้ามาดูด้วยความไม่วางใจ กลัวว่าหลานรักจะหายไปอีก กลับพบว่าซู่เป่าแปรงฟัน ล้างหน้า และเปลี่ยนเสื้อผ้าชุดใหม่เรียบร้อยแล้ว เด็กน้อยกำลังนั่งขะมักเขม้นสวมรองเท้าอยู่พอดี
“คุณยาย สวัสดีตอนเช้าค่ะ!” ซู่เป่าฉีกยิ้มสดใส
คุณยายซูรู้สึกเหมือนมีแสงอาทิตย์สาดส่องเข้ามาในใจจนอุ่นซ่าน เธอยิ้มกว้างจนรอยเหี่ยวย่นบนหางตาปรากฏชัด “หลานรักของยาย ทำไมวันนี้ตื่นเช้านักล่ะจ๊ะ?”
“เสี่ยวอู่เรียกหนูตื่นค่ะ!” ซู่เป่าชี้ไปทางระเบียง
เสี่ยวอู่ที่เกาะอยู่บนมุ้งลวดนอกระเบียงกำลังส่ายหัวส่ายหางพลางแผดเสียงร้องเพลงอย่างครื้นเครง
“ตึ่ง ตั่ง ล่าง ตึ่ง ลี่ ตึ่ง ลี่ กั๋ว ลี่ กั๋ว หลง… หน้าสะพานใหญ่ข้างประตู มีเป็ดฝูงหนึ่งว่ายผ่านไป ฝูงหนึ่งเลยนะ! เร็วเข้ามานับดูสิ ทำไมหายไปสามตัว… ก๊าบ ก๊าบ ไม่ใช่สิ นั่นมันเสียงกบ! ฉันนับไม่ถ้วนว่ามีเป็ดกี่ตัวกันแน่ กี่ตัวกันแน่! โอ๊ย ตายล่ะ!”
มุมปากของคุณยายซูกระตุกวูบ
เดิมทีตอนที่ซูอีเฉินเสนอให้ปรับปรุงห้องข้าง ๆ เป็นโซนป่าเขตร้อนโดยมีเพียงระเบียงกั้น เธอก็ไม่เห็นด้วยแต่แรก เพราะเกรงว่าพวกนกจะส่งเสียงดังรบกวนเวลาพักผ่อนของหลานรัก ซึ่งกำลังอยู่ในช่วงวัยเจริญเติบโต หากนอนไม่พอ หรือสะดุ้งตื่นกลางดึกเพราะเสียงนกจะทำอย่างไร?
คุณยายซูบ่นซูอีเฉินไม่หยุดที่โตจนป่านนี้แล้วยังคิดไม่รอบคอบ
“คุณยายคะ เสี่ยวอู่ไม่ส่งเสียงดังตอนนอนหรอกค่ะ” ซู่เป่าหัวเราะน้อย ๆ กุมมือคุณยายซูและเดินตามรถเข็นออกไป
นกแก้วก็เหมือนกับคนนั่นแหละ เมื่อถึงยามค่ำคืนไร้แสงไฟพวกมันจะมองไม่เห็นสิ่งใด และจะเข้านอนทันที เงียบสงบไปตลอดทั้งคืน ยกเว้นเสียแต่ว่ามีใครไปแหย่ หรือตกอยู่ในอันตราย ถึงจะแผดเสียงร้องออกมา
ณ ห้องอาหารชั้นล่าง
ซูอีเฉิน ซูเหอเหวิน และซูเหอเวิ่น พ่อลูกทั้งสามคนกำลังนั่งรับประทานอาหารเช้ากันอย่างพร้อมหน้า
คนหนึ่งกำลังจดจ่ออยู่กับแท็บเล็ตเพื่อจัดการเรื่องงาน อีกคนถือหนังสือพิมพ์อ่านข่าวเช้าอย่างตั้งใจ ส่วนคนสุดท้ายถือสมุดโจทย์คณิตศาสตร์พลางตักอาหารเข้าปากและขบคิดหาคำตอบไปพร้อมกัน ต่างคนต่างทำหน้าที่ของตนเองโดยไม่ก้าวก่ายกัน
คุณซูวางถ้วยชาลงเสียงดัง ทำหน้าเคร่งขรึม “เวลากินข้าวก็ควรกินให้เต็มที่สิ ทำไมต้องทำอะไรหลายอย่างพร้อมกันให้วุ่นวายขนาดนี้?”
ตั้งแต่ซู่เป่ากลับมา ตระกูลซูก็ไม่ได้จัดการประชุมเช้าอย่างเป็นทางการมานานแล้ว ปกติคุณผู้เฒ่าซูเป็นคนเจ้าระเบียบและเคร่งครัดมาก แทบไม่ยอมพูดเล่นกับใคร ทว่าพอเขาเอ่ยปากขึ้นมา ทุกคนในตระกูลต่างต้องรีบสำรวมตัวลงทันที
ซูอีเฉินวางแท็บเล็ตลง ส่วนซูเหอเวิ่นและซูเหอเวิ่นก็รีบพับเก็บสมุดและหนังสือพิมพ์ในมือ ทันใดนั้นเสียงฝีเท้า ตึง ตึง ตึง ก็ดังมาจากทางบันได ซูเหอเวิ่นคิดว่าเป็นซู่เป่าจึงรีบหันไปมองด้วยความตื่นเต้น
ทว่าคนทีกำลังลากรองเท้าแตะวิ่งลงมากลับเป็นหานหาน
เด็กสาวมองไปรอบ ๆ ห้องอาหารด้วยแววตาหงุดหงิดพลางถามเสียงขุ่น “ซู่เป่าอยู่ไหน?”
หานหานแอบโมโหอยู่ในใจ
นี่เธอมาไม่ทันอีกแล้วหรือ? เมื่อวานทั้งวันก็แทบไม่ได้เห็นหน้ายัยเด็กนั่น วันนี้ตั้งใจจะตื่นมาดูแต่เช้ากลับคลาดกันไปอีกแล้ว!
“เฮอะ วันนี้ปลุกโรคเจ้าหญิงขึ้นมาอาละวาดแต่เช้าเลยนะ!” ซูเหอเวิ่นหัวเราะเยาะ
หานหานแค่นเสียงอย่างโกรธจัด ใบหน้าบึ้งตึงหมุนตัวกลับเตรียมตัวขึ้นห้องไปโดยไม่นึกอยากแตะต้องอาหารเช้าแม้แต่นิด
“ไม่รู้จักทักทายผู้ใหญ่เหรอ? กินข้าวเสร็จค่อยไปนอน!” คุณปู่ซูขมวดคิ้วดุ
“พ่อครับ อย่าเข้มงวดนักเลย” ซูอีเฉินเอ่ยขัดเรียบ ๆ
“ฉันก็เข้มงวดกับทุกคนแบบนี้แหละ!” คุณปู่ซูแค่นหัวเราะเย็นชา
หานหานลากเท้าเดินกลับมาที่โต๊ะอย่างเหนื่อยหน่าย เธอไม่มีนิสัยกินมื้อเช้าแต่แรก จึงได้แต่นั่งหน้าบูดบึ้งอยู่อย่างนั้น ประจวบเหมาะกับประตูลิฟต์เปิดออก ซู่เป่าและคุณยายซูเดินเคียงข้างกันออกมาพอดี
ดวงตาของหานหานเปล่งประกายขึ้นทันที แต่ว่าเธอรีบตีหน้าตายทำเป็นไม่สนใจ หยิบซาลาเปาขึ้นมากัดคำโต
“พี่หานหานสวัสดีค่ะ พี่ชายสวัสดีค่ะ คุณลุงใหญ่สวัสดีค่ะ คุณตาสวัสดีค่ะ!” ซู่เป่าร้องทักเสียงใส
“ซู่เป่า…” คุณตาซูพยักหน้ารับในลำคอ ก่อนเอ่ยด้วยน้ำเสียงอ่อนโยนอย่างไม่เคยเป็นมาก่อน
ซูเหอเหวินและซูเหอเวิ่นหันขวับไปมองคุณปู่ของตัวเองทันที แม้แต่ซูอีเฉินยังต้องเงยหน้าขึ้นมามอง
ไหนว่าเข้มงวดกับทุกคนเหมือนกันหมดไง?
“ซู่เป่า เก้าโมงแล้วนะ ต่อไปต้องตื่นให้เช้ากว่านี้หน่อย เข้าใจไหม?” ชายชรากระแอมไอแก้เก้อพร้อมกับมองนาฬิกาข้อมือ
คุณยายซูควบคุมรถเข็นเข้ามาใกล้พลางตักข้าวส่งให้ซู่เป่า แล้วตวัดสายตามองสามีตัวเองอย่างนึกรำคาญ “แต่เช้าตรู่จะมาปั้นหน้ายักษ์ใส่ใครกัน? คุณคิดว่าตัวเองยังเป็นประธานกลุ่มบริษัทอยู่หรือไง!”
คุณตาซูหุบปากฉับทันที
“ทราบแล้วค่ะคุณปู่ ต่อไปซู่เป่าจะตื่นให้เช้ามาก ๆ เช้ากว่าไก่ตัวผู้เลยค่ะ!” ซู่เป่าฉีกยิ้มกว้างตอบรับ
“ก็… ไม่จำเป็นต้องตื่นเช้าขนาดนั้นหรอกจ้ะ” คุณตาซูรีบเบรก
ซูอีเฉินและหลานชายทั้งสองต่างหันไปมองเขาเป็นตาเดียว
*
หลังมื้ออาหาร ซูอีเฉินเตรียมตัวพาซู่เป่ามุ่งหน้าไปยังบ้านสกุลมู่
สืบเนื่องจากเมื่อวานที่คุณกวนบอกว่าพ่อของซู่เป่านามสกุลมู่ หลังจากสมาชิกตระกูลซูปรึกษากันอย่างเคร่งเครียด จึงตัดสินใจว่าควรไปเยี่ยมเยียนเพื่อพิสูจน์ความจริง หากซู่เป่ามีสายเลือดตระกูลมู่ไหลเวียนอยู่จริง พวกเขาก็ไม่มีเหตุผลในการปกปิด หรือเห็นแก่ตัวตัดสินใจแทนเด็กน้อย
บังเอิญว่าในตระกูลมู่มีชายหนุ่มอายุราว 25-26 ปีพอดี ทราบว่าเป็นหลานชายจากสาขาย่อยของตระกูลมู่ที่ต้องมาอาศัยพักพิงอยู่ใต้ชายคาบ้านคนอื่น ซึ่งข้อมูลนี้ตรงกับคำบอกเล่าของคุณกวนแทบทุกประการ
บ้านตระกูลมู่นั้นตั้งอยู่ใกล้กับคฤหาสน์ของตระกูลซือ ทว่าย่านที่ตระกูลซืออยู่นั้นเป็นเขตยุทธศาสตร์ทหารเข้มงวด ส่วนพื้นที่ของตระกูลมู่กลับเป็นย่านคนรวย คลาคล่ำไปด้วยเหล่านักการเมือง และพ่อค้าผู้ทรงอิทธิพล
ขณะที่รถยนต์ค่อย ๆ แล่นผ่านท้องถนน ซู่เป่าซึ่งเอนกายพิงกระจกหน้าต่างรถจู่ ๆ ก็อุทานออกมา “เอ๊ะ!”
เบื้องหน้าบนถนนเส้นนั้น มีหญิงสาวในชุดสีแดงเพลิงกำลังยืนรอสัญญาณไฟเขียวอยู่…