ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 91 ฉันตามใจเขา มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 91 ฉันตามใจเขา มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?
บทที่ 91 ฉันตามใจเขา มีปัญหาอะไรหรือเปล่า?
หลังจากพิชิตสไลเดอร์ยักษ์ได้สำเร็จ สี่พี่น้องก็มุ่งหน้าไป ตะลุยรถไฟเหาะเวอร์ชันเด็กกันต่อ
ซู่เป่าและหานหานประสานเสียงร่าเริง “วู้ววว!” “ฮ่า ๆ ๆ!” ตลอดการเล่น ขณะที่ซูเหอเหวินยังคงรักษาใบหน้านิ่งเฉยไร้อารมณ์ตั้งแต่ต้นจนจบ
แค่นี้เองเหรอ?
“สมมติว่าความเร็วของรถไฟเหาะคือ… อัตราเหวี่ยงหนีศูนย์กลางในส่วนครึ่งวงกลมคือ… อยากรู้จริง ๆ ว่าต้องมีแรงเหวี่ยงเท่าไหร่ถึงจะเหวี่ยงให้เจอผีได้?” ซูเหอเวิ่นพึมพำกับตัวเอง
ถัดมาคือเครื่องเล่นดรอปทาวเวอร์ที่มีความสูงเพียงสามสี่ชั้นและความเร็วไม่ได้หวือหวานัก
“ว้าววว~” ซู่เป่าร้องออกมาพลางแกว่งขาไปมากลางอากาศ ดวงตากลมโตเบิกกว้างด้วยความตื่นตาตื่นใจ
“สนุกจังเลย!” หานหานตะโกนแข่งกับเสียงลมพลางหัวเราะร่า
ซูเหอเหวินยังคงไร้อารมณ์เช่นเคย ทว่าในใจกลับเริ่มคล้อยตาม…
เขาไม่เคยเล่นอะไรที่ดูเด็กน้อยขนาดนี้มาก่อน แต่มันก็… ไม่เลวเหมือนกัน
ซูเหอเวิ่นลองตั้งโจทย์ขึ้นมาบ้าง “สมมติว่าความเร็วในการตกของเครื่องดรอปทาวเวอร์คือ X และอัตราการเต้นของหัวใจคือ Y ความเร็วในการตกควรเป็นเท่าไหร่ถึงจะเห็นผีได้?”
สุดท้ายผลลัพธ์ที่เขาคำนวณได้คือต้องเร็วกว่าความเร็วแสง ซึ่งถ้าตกลงมากระแทกพื้นด้วยความเร็วขนาดนั้น คนคงไม่เหลือซาก แล้วจะไม่เห็นผีได้อย่างไร?
หลังจากตระเวนเล่นทั้งม้าหมุน รถบั๊มป์ ชิงช้าสวรรค์ และเครื่องเล่นสำหรับเด็กจนครบทุกอย่าง ซู่เป่าและหานหานก็นั่งหอบแฮ่ก ต่างคนต่างถือแก้วน้ำผลไม้จิบดับกระหายอย่างกระหืดกระหอบ
ซูเหอเวิ่นสรุปในใจว่าการอาศัยความเร็วนั้นใช้ไม่ได้ผล ทฤษฎีสนามแม่เหล็กดูจะมีความเป็นไปได้มากกว่าในการเจอผี แม้ใบหน้าเขาจะยังเรียบเฉย แววตากลับสั่นไหว แฝงความตื่นเต้นเล็กน้อย และมีสีเลือดฝาดจาง ๆ ปรากฏบนแก้ม
“พี่ชาย สนุกไหมคะ?” ซู่เป่าเอียงคอถาม
“ก็… งั้น ๆ แหละ!” ซูเหอเวิ่นตอบ
“พี่เหอเวิ่นนี่เหมือนลาคาบลูกตุ้มเลย ปากแข็งชะมัด!” หานหานแผดเสียงหัวเราะ
“ฮิฮิฮิ! ปากแข็งจริง ๆ ด้วย!” ซู่เป่าหัวเราะร่า
“ฟันกัดตะปู แข็งข้อ! เป็ดต้มเจ็ดสิบสองวัน เหลือแต่ปากที่แข็งนี่แหละ!” เมื่อเห็นซู่เป่าขำ หานหานก็ยิ่งได้ใจ
“ฮ่า ๆๆ! เป็ดต้มเจ็ดสิบสองวัน เหลือแต่ปากที่แข็งแล้ว!” ซู่เป่ารีบท่องตาม
ซูเหอเวิ่นขมวดคิ้วจนหน้าผากแทบจะมีเส้นสีดำพาดผ่าน ยัยเด็กพวกนี้รู้ความหมายจริง ๆ หรือเปล่าเนี่ย?
ในฐานะนักเรียนดีเด่นสายวิทยาศาสตร์ เขาอดไม่ได้ที่จะช่วยแก้ไขให้ถูกต้อง “เขาเรียกว่าเป็ดต้มน้ำเดือดเจ็ดสิบสองครั้ง เหลือแต่ปากที่แข็ง ไม่ใช่เจ็ดสิบสองวัน”
“ใช่ ๆๆ!” ซู่เป่าและหานหานขานรับพร้อมกัน
เขากลายเป็นคนด่าตัวเองไปซะอย่างนั้น?
ขณะที่พวกเขากำลังหัวเราะกันสนุกสนาน หญิงสาวชุดแดงคนหนึ่งก็เดินเข้ามาด้วยท่าทางเหมือนวิญญาณล่องลอย ฝีเท้าดูแผ่วเบาจนแทบไม่ติดพื้น…
ซูเหอเวิ่นกำลังครุ่นคิดเรื่องความสัมพันธ์ระหว่างสนามแม่เหล็กกับการเจอผี พอเงยหน้าขึ้นมาเห็นหญิงชุดแดงในสภาพราวกะวิญญาณก็เกือบจะกระโดดเหยงด้วยความตกใจ เมื่อจ้องมองดูดี ๆ อีกครั้งถึงพบว่าเป็นคน จึงถอนหายใจออกมาด้วยความโล่งอก
หญิงสาวคนนั้นนั่งลงบนเก้าอี้ข้าง ๆ เขา ใบหน้าของเธอฉายแววอ่อนเพลีย เธอเอนกายพิงพนักถอนหายใจยาว
“คุณป้า เจอกันอีกแล้วนะคะ” ซู่เป่าร้องทักด้วยความแปลกใจ
“ใครเหรอ?” หานหานมองตามแล้วถามอย่างงุนงง ยามปกติแล้ว หานหานมักจะไม่จดจำใครหากไม่สำคัญพอ
“ก็ผู้ปกครองของเด็กน่ารำคาญที่แซงคิวเราเมื่อกี้ไง” ซูเหอเวิ่นหรี่ตาพลางบอก
“อ๋อ… พวกหนูเองเหรอ” หญิงชุดแดงหันมามอง เมื่อเห็นพวกซู่เป่าเธอก็ชะงักไปครู่หนึ่งก่อนเอ่ย
ซู่เป่าจ้องเขม็งไปยังผีร้ายซึ่งยังคงเกาะอยู่บนบ่าของเธอ ซูเหอเวิ่นสังเกตเห็นว่าน้องสาวมองไปผิดที่ผิดทางจึงถามขึ้นโดยสัญชาตญาณ “มีอะไรหรือเปล่า?”
“พี่ชายคะ… บนไหล่ของคุณป้ามีผีเกาะอยู่ตัวหนึ่งละ…” เด็กน้อยประกบมือเข้าหากันแล้วเขย่งเท้ากระซิบข้างหูพี่ชาย
พี่ชายคนรองจึงรีบย้ายที่นั่งทันควัน จนซู่เป่าต้องถามอย่างสงสัย “พี่ชายเป็นอะไรไปคะ?”
“เปล่าหรอก ตรงนั้นลมมันแรงไปหน่อย” ซูเหอเวิ่นตอบเลี่ยง ๆ
“ขอโทษเรื่องเมื่อกี้อีกครั้งนะจ๊ะ…” หญิงชุดแดงยิ้มเศร้า ๆ แล้วเอ่ย
“ไม่เป็นไรค่ะ คุณป้าชื่ออะไรคะ?” ซู่เป่าส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก
“ป้าชื่อซินจื่อเหมิงจ้ะ” หญิงชุดแดงนั่งหลังค่อม ร่างกายดูทรุดโทรมเหมือนคนหมดแรง
“คุณป้าคะ ทำไมคุณป้าถึงพาเด็กนิสัยไม่ดีคนนั้นมาเล่นด้วยล่ะคะ?” หานหานถามด้วยความแปลกใจ
ในสายตาหานหาน คุณป้าคนนี้ดูใจดี และคุยง่ายมาก ไม่น่าเข้ากับเด็กและย่าจอมแสบพวกนั้นได้
“ใช่ค่ะ ทำไมล่ะคะ? ปกติเราควรจะพาแต่เพื่อนสนิทมาเล่นด้วยกันไม่ใช่เหรอ ถ้าเราไม่ชอบใคร เราจะไปเล่นกับเขาทำไม” ซู่เป่าพยักหน้าเห็นด้วย
ซินจื่อเหมิงเม้มริมฝีปาก แววตาหม่นหมอง “ป้าก็ไม่อยากพามาหรอกจ้ะ แต่นั่นเป็นญาติฝั่งสามี พวกเขาเรียกร้องมาเที่ยวสวนสนุกให้ได้…”
“ให้ตายสิ… ลูกสาวตัวเองแท้ ๆ ป้ายังไม่เคยพาสวนสนุกเลย แต่กลับต้องมาพาคนพวกนี้มาแทน”
“แล้วเราปฏิเสธไม่ได้เหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามอย่างซื่อตรง
“ก็เพราะเห็นว่าเป็นญาติกันนี่แหละจ้ะ มันเลยลำบากใจตอนพูดคำว่าไม่” ซินจื่อเหมิงถอนหายใจ
ซู่เป่าส่ายหัวดุ๊กดิ๊ก โลกของผู้ใหญ่ช่างซับซ้อนและเข้าใจยากจริง ๆ!
ในเมื่อไม่ชอบใจ เหตุใดถึงไม่ปฏิเสธไปเสียล่ะ?
ทำไมต้องฝืนทำในสิ่งที่ตนเองไม่มีความสุขด้วย? ความสุขไม่ใช่สิ่งสำคัญสุดหรอกหรือ?
“ในเมื่อเป็นญาติทางฝั่งสามีของคุณป้า ทำไมสามีคุณป้าถึงไม่พาเขามาเองล่ะครับ?” ซูเหอเหวินผู้ยึดมั่นในเหตุผลถามขึ้นด้วยความสงสัย
“เขาบอกว่าจะไปตกปลา ไม่มีเวลามาน่ะสิ!” ซินจื่อเหมิงเอ่ยด้วยน้ำเสียงกรุ่นโกรธ
เด็ก ๆ ทุกคนถึงกับตะลึงงัน
ไปตกปลาเนี่ยนะ?
การตกปลาดูอย่างไรก็ไม่ใช่เรื่องคอขาดบาดตายเสียหน่อย! ในเมื่อไม่ได้ติดงานสำคัญ แล้วเหตุใดถึงมาไม่ได้?
“ถ้าอย่างนั้นคุณป้าก็ไม่ต้องมาสิคะ! อย่าไปตามใจเขามากนัก” หานหานขมวดคิ้วมุ่น
เหมือนที่คุณย่าเคยดัดนิสัยเธอ ถ้าเธอไม่ยอมกินข้าวก็ไม่ต้องให้กิน ไม่ต้องตามใจ สุดท้ายเธอก็เรียนรู้วิธีการกินข้าวให้เรียบร้อยจนได้ไม่ใช่หรอกหรือ…
“ช่างมันเถอะจ้ะ ป้าไม่อยากทะเลาะกับเขา ป้ายังมีงานต้องทำ ถ้าทะเลาะกันขึ้นมามันจะเสียสุขภาพจิตจนไม่มีสมาธิทำงาน” ซินจื่อเหมิงถอนหายใจพลางส่ายหน้า
“บ้านป้าเป็นคนหาเงินคนเดียว ถ้าป้าทำงานไม่ได้ แล้วบ้านเราจะเอาเงินที่ไหนมาใช้จ่ายล่ะจ๊ะ… เพราะอย่างนั้นป้าเลยไม่อยากมีปัญหา”
พวกเด็ก ๆ ถึงกับอึ้งไปตาม ๆ กัน
คุณป้าเป็นคนหาเงินงั้นเหรอ?
ตรรกะบ้านนี้มันแปลกประหลาดเกินไปแล้ว…
ปกติควรจะเป็นว่าคนทำงานก็ตั้งใจทำงานไป ส่วนคนไม่ต้องทำงาน ก็ควรรับหน้าที่จัดการเรื่องในบ้านให้มากกว่าคนอื่นไม่ใช่หรอกหรือ?
“แล้ววันนี้คุณป้าไม่ต้องไปทำงานเหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถาม
“ป้าเป็นนักเขียนนิยายน่ะจ้ะ เป็นงานอิสระ เดี๋ยวตอนกลางคืนกลับไปค่อยนั่งปั่นงานต่อก็ได้” ซินจื่อเหมิงส่ายหัว
ซูเหอเหวินถึงกับพูดไม่ออก เดิมทีเขานึกว่าคุณป้าคนนี้คงเป็นแม่บ้าน ต้องพึ่งพาเงินของสามี จึงต้องคอยเกรงใจและยอมทนรองมือรองเท้าญาติฝั่งนั้น ไม่นึกเลยว่าเธอนั้นเป็นเสาหลัก หาเงินเลี้ยงครอบครัวเสียเอง
คนหาเงินแท้ ๆ แต่ทำไมต้องยอมอึดอัดขนาดนี้ด้วย?
เขาไม่เข้าใจจริง ๆ ว่าทำไมถึงต้องเป็นแบบนี้
จังหวะนั้นเอง คุณป้าจอมแทรกคิวคนเดิมก็จูงเด็กเกเรเดินย้อนกลับมา พอเห็นซู่เป่าและเพื่อน ๆ ก็นิ่วหน้าส่งเสียงฮึดฮัดทันที
“ซวยจริง ๆ ไปทางไหนก็เจอ” เธอกวาดสายตามองไปรอบ ๆ เห็นว่าเก้าอี้ในพื้นที่พักผ่อนมีคนนั่งจนเต็มหมดแล้ว เดิมทีซูเหอเวิ่นนั่งอยู่ทางซ้ายของซู่เป่า หลังจากเขาย้ายหนีผี จึงทำให้ซู่เป่าและซินจื่อเหมิงนั่งติดกันแต่ก็ยังมีช่องว่างเล็ก ๆ เหลืออยู่
“เฮ้! ขยับไปอีกนิดสิ แบ่งให้พวกเรานั่งบ้าง!” ป้าคนนั้นจึงโพล่งขึ้น
“ไม่ค่ะ พี่ชายพี่สาวของหนูนั่งอยู่อีกด้านหนึ่ง ขยับไปไม่ได้แล้ว” ซู่เป่าปฏิเสธทันควัน
“เด็กตัวกะเปี๊ยกไม่กี่คน ก้นจะใหญ่สักแค่ไหนเชียว? เบียด ๆ กันเข้าไปก็พอนั่งแล้วไม่ใช่หรือไง!” ป้าคนนั้นถลึงตาใส่
“ฉัน-ไม่-ให้! พวก-เรา-ไม่-ให้-ที่-เด็ด-ขาด!” หานหานขมวดคิ้วขึงขัง
“คุณเป็นฮองเฮาหรือครับ? ถึงคิดว่าสั่งให้พวกเราลุกแล้วพวกเราจะต้องยอมทำตามน่ะ?” ซูเหอเหวินกอดอกพลางแค่นยิ้มหยัน
“ใช่ค่ะ พวกเราไม่ให้หรอก ต่อให้หนูลุกขึ้นยืน ที่มันก็ยังไม่พอให้คุณนั่งอยู่ดี!” ซู่เป่าพยักหน้าหงึกหงักเห็นด้วย ม้านั่งตัวนี้มีพื้นที่จำกัด แม้เธอจะลุกออกไป ที่เหลือก็ไม่มีทางพอสำหรับผู้ใหญ่และเด็กโตอย่างแน่นอน
“นี่มันเด็กอะไรกัน ไร้มารยาทสิ้นดี ไม่รู้พ่อแม่สั่งสอนมายังไง!” ป้าคนนั้นโกรธจนหน้าแดงก่ำ บ่นพึมพำหยาบคาย
ประจวบเหมาะกับซูอีเฉินถือถังป๊อปคอร์นเดินกลับมาพอดี เมื่อได้ยินคำพูดนั้น ใบหน้าของเขาก็เคร่งขรึมมืดมนลงทันที
“ผมเป็นคนตามใจแกเอง คุณมีปัญหาอะไรหรือเปล่า?”
ป้าคนนั้นเป็นประเภทเก่งกับเด็กแต่ขลาดกลัวคนจริง พอเห็นซูอีเฉินในชุดสูทเนี้ยบกริบ ทั่วทั้งร่างแผ่ซ่านกลิ่นอายความน่าเกรงขาม และแววตาคมดุราวกับจะกินเลือดกินเนื้อ เธอถึงกับอึกอักพูดไม่ออก ได้แต่หันไปพ่นไฟใส่ซินจื่อเหมิงแทน
“ดูสิ! เธอพาฉันมาที่ไหนกันเนี่ย? ไหนบอกว่าเป็นสวนสนุกดีที่สุดในปักกิ่งไง แค่ที่นั่งพักก็ยังไม่มีสักที่!”
ซินจื่อเหมิงถอนหายใจอย่างอ่อนแรง เธอรีบลุกขึ้นยืนแล้วบอกตัดรำคาญ “นั่งเถอะค่ะ อย่าเถียงกันเลย… พอเถอะนะคะ…”