ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 94 หลานสาวของคุณ และลูกสาวของฉัน
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 94 หลานสาวของคุณ และลูกสาวของฉัน
ขณะที่คุณตาซูกำลังจัดการเอกสารสำคัญอยู่ในห้องหนังสือ พ่อบ้านก็เดินมารายงานว่ามีแขกมาขอพบ
“ใครกัน?” ท่านถามโดยไม่เงยหน้าจากกองงาน
“ไม่แน่ใจครับท่าน แต่เขาแจ้งว่าเป็นคนจากกองทัพ มาพบด้วยเรื่องเกี่ยวข้องกับคุณหนูซู่เป่าครับ” คุณตาซูขมวดคิ้วฉับ
คนจากกองทัพงั้นหรือ?
ในใจของท่านพลันนึกไปถึงพละกำลังมหาศาลเกินมนุษย์ที่ติดตัวซู่เป่ามาแต่เกิด ทั้งการหักราวระเบียงด้วยมือเปล่า และการเหวี่ยงค้อนยักษ์ได้หน้าตาเฉย หรือว่าความลับเรื่องพลังพิเศษของหลานสาว จะรั่วไหลจนไปเข้าตากองทัพเข้าเสียแล้ว?
“ให้เขาเข้ามา” สีหน้าของคุณตาซูหม่นลงทันที ท่านเอ่ยเสียงเรียบ
ไม่นานนัก พ่อบ้านก็นำชายในชุดเสื้อหนังสีดำสนิทเข้ามาในห้อง เบื้องหลังของเขามีผู้ติดตามท่าทางทะมัดทะแมงหนึ่งคน ทั้งคู่แผ่กลิ่นอายความแข็งกร้าว อันเป็นเอกลักษณ์ของคนในกองทัพออกมาด้วยความชัดเจน
ทว่าชายผู้นำหน้ากลับให้ความรู้สึกยากจะบรรยาย
ใบหน้าของเขานั้นเรียกได้ว่าหล่อเหลา แต่กลับแฝงไว้ด้วยความร้ายกาจ
เส้นผมสีดำหยักศกผสานกับดวงตาแสนเย็นชาลึกล้ำมาแต่กำเนิด ต่อให้พยายามปกปิดเพียงใด ทว่ากลิ่นอายความอำมหิตกระหายเลือดที่แผ่ออกมานั้น ก็ยากจะมองข้าม
มันรุนแรงเสียจนทำให้คนนึกไปถึง หัวหน้าอาชญากร มากกว่าชายชาติทหาร
“สวัสดีครับคุณซู” เขายิ้มบาง ๆ พลางยื่นมือออกมาตามมารยาท
“หากคนแก่อย่างฉันจับมือกับเธอ หลานของฉัน…ยังจะปลอดภัยอยู่ไหม?” คุณผู้เฒ่าซูจ้องมองมือนั้นก่อนถามกลับเสียงแข็ง
“ท่านมีอารมณ์ขันดีนะครับ” มู่กุยฝานชะงักไปเล็กน้อย ก่อนหลุดหัวเราะแผ่วเบาพลางดึงมือกลับ
“ไม่จำเป็นต้องอ้อมค้อม ได้ยินว่าเธอมาหาหลานสาวของฉัน ไม่ทราบว่ามีธุระอะไรกับเด็กตัวเล็ก ๆ อย่างนั้น?” ชายชราปั้นยิ้มไม่จริงใจนัก
มู่กุยฝานสัมผัสได้ถึงความระแวดระวัง และท่าทีปฏิเสธชัดเจนจากอีกฝ่าย คล้ายกับว่าคุณซูกำลังมองเขาเป็นพวกโจรลักพาตัวเด็กอย่างไรอย่างนั้น เขาจึงตัดสินใจเปิดเผยตัวตนตรง ๆ
“ผมคือมู่กุยฝาน ผู้บัญชาการสูงสุดแห่งเขตสงครามชายแดนครับ”
คุณซูรู้สึกสะท้านไปถึงขั้วหัวใจ
นี่คือบุคคลระดับ ‘เทพสงคราม’ สั่นสะเทือนวงสังคมในเมืองหลวง และสร้างแรงกระเพื่อมใต้น้ำในช่วงที่ผ่านมาคนนั้นหรือ?
คนระดับนี้ถึงกับออกโรงเอง ถ้าไม่ใช่เรื่องพลังวิเศษของซู่เป่า เขาก็คิดไม่ออกเลยว่าเป็นเรื่องอะไรได้
“ที่แท้ก็คือท่านผู้นำมู่” คุณซูเอ่ย “ต้องขออภัยที่ไม่ได้ต้อนรับขับสู้ให้ดีกว่านี้”
มู่กุยฝานเลิกคิ้วเล็กน้อย คนคนนี้ปากก็บอกว่าขอโทษที่ไม่ได้ต้อนรับ ทว่าในแววตากลับยิ่งทวีความระแวดระวังขึ้นเป็นเท่าตัว เขายกยิ้มมุมปาก เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชาอันเป็นเอกลักษณ์
“ที่ผมมาตามหาซู่เป่า เพราะว่า…” มู่กุยฝานหยิบซองเอกสารรายงานการตรวจดีเอ็นเอออกมาวางตรงหน้า “หลานสาวของท่าน… แท้จริงแล้วคือลูกสาวของผมเองครับ”
ทุกคนในห้องหนังสือต่างตกตะลึงจนแทบลืมหายใจ! ทั้งตรงไปตรงมาและรวดเร็วขนาดนี้เชียวหรือ? เขาไปแอบตรวจดีเอ็นเอมาตั้งแต่เมื่อไหร่กัน?!
“คุณ…” ชายชราตัวสั่นด้วยความตกใจ ท่านรีบคว้าใบรายงานมาอ่านอย่างละเอียดอยู่นานครึ่งค่อนชั่วโมง กว่าจะดึงสติกลับมาได้ “เรื่องระหว่างเธอกับจิ่นอวี้… มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่?” ท่านถอดแว่นสายตาออก เผยให้เห็นแววตาดุดันทรงอำนาจ
มู่กุยฝานก้มหน้าลงเล็กน้อย รอยยิ้มจาง ๆ ประดับมุมปากขณะเอ่ยตอบกำกวม “ผมกับจิ่นอวี้เคยมีความสัมพันธ์ที่แสนหวานทว่าไม่คาดฝันในช่วงเวลาหนึ่งครับ ส่วนรายละเอียดเจาะลึก… ผมเกรงว่ามันอาจจะไม่เหมาะนักที่จะเล่าให้ท่านฟัง”
เมื่อเห็นแววตาไม่เชื่อถือของอีกฝ่าย มู่กุยฝานจึงเลือกเล่าเรื่องราวในอดีตนั้นผ่านการ ‘ตกแต่ง’ ให้ฟังเพียงสั้น ๆ ว่ามันคือการพบกันโดยบังเอิญ ความรู้สึกมันลงตัว แต่เขากลับได้รับภารกิจเร่งด่วนจากองค์กรจนต้องจากไปโดยไม่มีทางเลือก และไม่สามารถติดต่อเธอกลับมาได้อีก
คำพูดนี้ไม่ได้เป็นเรื่องโกหกเสียทั้งหมด เพราะหากในตอนนั้นกลุ่มมืดรู้เรื่องของซูจิ่นอวี้ขึ้นมา เขาก็ไม่อาจรับประกันความปลอดภัยของเธอได้เลย
มู่กุยฝานไม่ใช่คนยึดติดในพิธีการ เขาไม่มีทางเล่าความจริงอันแสนโหดร้ายให้ครอบครัวซูรู้สึกแย่ และสร้างความลำบากใจให้ทั้งสองฝ่ายเด็ดขาด พูดความจริงเรื่องยาเสพติดไปแล้วจะได้อะไร? มันจะช่วยกู้อดีตที่พังทลายกลับมาได้งั้นหรือ?
ครึ่งชั่วโมงต่อมา มู่กุยฝานก็เดินออกมาจากคฤหาสน์ตระกูลซู
“หลายวันก่อน ซู่เป่าไปคฤหาสน์ตระกูลมู่มาใช่ไหม?” มู่กุยฝานถามผู้ติดตาม
ไม่อย่างนั้นเด็กน้อยที่ดูร่าเริงดี จะพูดออกมาได้อย่างไรว่า ‘ไม่ต้องการพ่อ’
“ใช่ครับ ตระกูลมู่ไล่คุณหนูซู่เป่าให้อยู่เพียงแค่หน้าประตูบ้านครับ” ลูกน้องรายงานตามตรง
“พวกเขาสมควรต้องเสียใจไปตลอดชีวิต” มู่กุยฝานหรี่ตาลง แววตาฉายร่องรอยการเยาะหยัน
“แล้วพวกตระกูลหลินล่ะ…” มู่กุยฝานเอนหลังพิงเบาะรถยนต์ ดวงตาฉายแววอำมหิตน่าขนลุก “ไปขุดหลุมศพของหลินเฟิงขึ้นมา แล้วโปรยเถ้ากระดูกของมันทิ้งไปซะ”
“แบบนี้… มันคงไม่เหมาะมั้งครับท่าน เมื่อพิจารณาจากตำแหน่งและสถานะของท่านในตอนนี้…” ลูกน้องถึงกับเหงื่อตก พูดตะกุกตะกัก
“หืม? ฉันมีสถานะอะไร? ฉันทำในฐานะหัวหน้าตระกูลมู่ ไม่ใช่ในนามองค์กรสักหน่อย” มู่กุยฝานแค่นหัวเราะ
“อีกอย่าง ถ้าแกไม่พูด ฉันไม่พูด ใครจะรู้ว่าเป็นฝีมือของมู่กุยฝานคนนี้กันล่ะ?”
มู่กุยฝานหลับตาลงพักผ่อนครู่หนึ่งก่อนสำทับ “อ้อ… ตระกูลหลินยังเหลือคนแก่ ๆ อีกสองคนใช่ไหม?”
“ท่านครับ! คนแก่ ๆ ปล่อยพวกเขาไปเถอะครับ…”
“ในเมื่อพวกเขากล้าทารุณลูกสาวของฉัน มันก็ถูกกำหนดไว้แล้วว่าบั้นปลายชีวิตของพวกมันจะไม่มีวันพบเจอกับความสุข” มู่กุยฝานหัวเราะเยาะด้วยความเลือดเย็น
คนแก่แล้วยังไง? ลูกสาวของเขายังตัวเล็กนิดเดียวเอง
ลูกน้องได้แต่ปวดหัวตุบ หัวหน้าของเขาคนนี้ช่างสุดโต่ง ทั้งความดีและความชั่วล้วนรวมอยู่ในคนเดียวกัน องค์กรสั่งให้เขามาตรวจสอบพฤติกรรม แต่เขากลับไม่ตรวจสอบอะไรเลยสักอย่าง…
จังหวะนั้นโทรศัพท์มือถือดังขึ้น ลูกน้องรับสาย และพูดคุยอยู่ครู่หนึ่ง แล้วรายงานผ่านกระจกมองหลัง “นายท่านครับ เบื้องบนสั่งให้ท่านเข้าร่วมประชุมด่วนในวันนี้ครับ”
“ไม่ไป ฉันจะไปตามหาลูก” มู่กุยฝานส่งเสียงฮึดฮัดผ่านจมูกเบา ๆ
“ครั้งนี้ ต้องไปจริง ๆ ครับ!” ลูกน้องเน้นย้ำน้ำเสียงหนักแน่น “คนคนนั้นต้องการพบท่านด้วยตัวเอง”
หากแม้แต่บุคคลสำคัญที่สุดของประเทศหงส์ยังมาเยือนด้วยตนเอง แล้วเขายังเพิกเฉยไม่ไปตามนัด นั่นคงไม่ต่างอะไรกับการท้าทายอำนาจฟ้าดินเลยทีเดียว!
ทว่าในอีกด้านหนึ่ง เมื่อซูอีเฉินพาซู่เป่ามาถึงหมู่บ้านของซินจื่อเหมิงอาศัยอยู่ พวกเขากลับพบว่าครอบครัวของเธอยังไม่กลับมาจากข้างนอก
“กลับไปก่อนดีไหม?” ซูอีเฉินเอ่ยถามหลานสาว
“ซู่เป่า ลองคำนวณดูหน่อยสิ” จี้ฉางยืนพิงไหล่อยู่อีกด้านเอ่ยขึ้น
“คุณลุงใหญ่รอแป๊บนึงนะคะ ซู่เป่าต้องขอนับนิ้วก่อน” ซู่เป่านอนคว่ำแนบกระจกหน้าต่างรถพลางทอดสายตามองออกไปข้างนอก
เด็กน้อยวัยกระเตาะพูดจบก็ก้มมองนิ้วป้อม ๆ ของตัวเองด้วยความจริงจัง ใบหน้าจิ้มลิ้มฉายแววเคร่งขรึมราวกับปรมาจารย์ตัวน้อย
ซูอีเฉินสั่งให้คนขับรถจอดพักริมถนนนอกหมู่บ้าน เขามองดูท่าทางของซู่เป่าด้วยสายตาขบขันแฝงความเอ็นดู “ซู่เป่าเก่งขึ้นขนาดนี้แล้ว เดี๋ยวนี้ไม่ต้องพลิกกระดองเต่าทำนายแล้วเหรอ?”
“อ้าว! วันนี้หนูลืมพาคุณตาเต่าออกมาด้วยซะแล้วค่ะ!” ซู่เป่าทำหน้าเสียดายทันควัน
ซูอีเฉินยิ้มพลางส่ายหน้าเบา ๆ มีเพียงเวลาอยู่ต่อหน้าซู่เป่าเท่านั้น ที่เขาจะเผยด้านอ่อนโยนออกมา ทันทีที่เขาเปิดโน้ตบุ๊กเพื่อเริ่มการประชุมออนไลน์ ใบหน้าเขากลับเปลี่ยนเป็นเย็นชาและเข้มงวดตามเดิมในชั่วพริบตา
ซู่เป่ารอได้ไม่นานนัก การประชุมชั่วคราวของซูอีเฉินเพิ่งเสร็จสิ้น เธอก็เหลือบไปเห็นเงาร่างคุ้นเคย กำลังเดินคอตกกลับมาทางหน้าหมู่บ้านด้วยสีหน้าหม่นหมอง
รอยคล้ำใต้ตาของซินจื่อเหมิงดูเข้มกว่าเมื่อวาน และแผ่นหลังของเธอก็ดูค่อมลงอีกเล็กน้อยราวกับแบกของหนักเอาไว้
“อ้าว กลับมาเร็วกว่าที่คิดนะเนี่ย” จี้ฉางเอ่ยทัก
“คุณป้าซินจื่อเหมิงคะ!” ซู่เป่าชะโงกหัวออกไปนอกหน้าต่างรถพลางโบกมือน้อย ๆ
ซินจื่อเหมิงชะงักไปครู่หนึ่ง เมื่อมองดูชัด ๆ ก็พบว่าเป็นเด็กน้อยน่ารักที่เจอกันในสวนสนุกนั่นเอง “เป็นหนูนี่เอง!” เธอรีบเดินเข้ามาหาพลางฝืนยิ้มทักทาย “หนูมานี่ได้ยังไงกันจ๊ะ?”
“ซู่เป่ามีเรื่องอยากจะคุยกับคุณป้าค่ะ!” เด็กน้อยเอ่ยเสียงใส
ซินจื่อเหมิงอุทานด้วยความแปลกใจ แม้จะรู้สึกถูกชะตากับเด็กคนนี้แต่เธอก็ยังนึกไม่ออกว่าเด็กตัวเล็ก ๆ จะมีธุระสำคัญอะไรกับเธอ
ในขณะที่ซู่เป่าและจี้ฉางจ้องมองมานั้น เจ้า “ผีขี้ขลาด” ก็พยายามขดตัวซ่อนอยู่บนไหล่ของซินจื่อเหมิง และพยายามลบตัวตนให้เหลือน้อยสุด มันเริ่มมีสีหน้าระแวดระวังอย่างเต็มกำลัง
พักนี้แว่วข่าวจากพวกผีแถวนี้มาว่า มีนักพรตฝีมือฉกาจ เก่งเรื่องจับผีปรากฏตัวขึ้น… เขาคงไม่โชคร้ายขนาดที่ต้องมาเจอเข้ากับตัวหรอกนะใช่ไหม!?