ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด - บทที่ 95 ซินจื่อเหมิง ผู้อัดอั้น
- Home
- ซู่เป่าสามขวบครึ่ง: หนูน้อยอาคมเต๋ากับยอดคุณลุงทั้งแปด
- บทที่ 95 ซินจื่อเหมิง ผู้อัดอั้น
บทที่ 95 ซินจื่อเหมิง ผู้อัดอั้น
ซูอีเฉินหาร้านกาแฟเงียบสงบในบริเวณใกล้เคียง และขอเปิดห้องรับรองส่วนตัว ไม่ว่าซู่เป่าอยากทำอะไร เขาก็พร้อมตามใจไปเสียทุกอย่างโดยไม่เคยเอ่ยปากถามถึงเหตุผล
ขณะที่ซูอีเฉินนั่งลงข้างหลานสาว ทันใดนั้นสายตาของเขาก็พลันมืดดับลงวูบหนึ่ง เขาพยายามฝืนรักษาความสงบนิ่งไว้ พร้อมกับหยิบขวดยาออกมาด้วยความมิดชิด เทตัวยาออกมาห้าเม็ดแล้วส่งเข้าปากไปอย่างรวดเร็ว
ซู่เป่าขมวดคิ้วมุ่นด้วยความกังวล
“เขาซ่อนอาการได้เก่งมาก แต่เธอก็ยังเห็นสินะ… คุณลุงของเธอร่างกายไม่ค่อยแข็งแรงเท่าไหร่หรอก จัดการเรื่องตรงหน้าให้เสร็จก่อน แล้วค่อยกลับไปคุยเรื่องนี้กันต่อ” จี้ฉางที่ลอยอยู่ข้าง ๆ เอ่ยเสียงเรียบ
ซู่เป่าจำใจละสายตาจากลุงใหญ่แล้วหันไปหาแขก “สวัสดีค่ะคุณป้า! หนูชื่อซู่เป่าค่ะ”
ซินจื่อเหมิงรู้สึกแปลกพิลึกอยู่ไม่น้อย
ผู้ชายตัวโตท่าทางน่าเกรงขามคนนั้นนั่งกินยาอยู่ข้าง ๆ เธอควรจะเข้าไปทักทายดีไหมนะ?
“สวัสดีจ้ะซู่เป่า… หนูมีธุระอะไรกับป้าหรือเปล่าจ๊ะ?” เธอหันมาส่งยิ้มให้เด็กน้อย
“คุณป้าคะ ซู่เป่ามาช่วยจับ…” ใบหน้าจิ้มลิ้มของซู่เป่าดูจริงจังขึ้นมาทันที
“เกือบหลุดปากแล้วไหมล่ะ? ต้องบอกว่ามาขจัดโชคร้ายต่างหาก!” จี้ฉางที่อยู่ข้าง ๆ รีบเอามือปิดปากเด็กน้อยไว้แทบไม่ทัน
“ซู่เป่ามาช่วยคุณป้าขจัดโชคร้ายค่ะ!” ซู่เป่ากลั้นหายใจฮึบหนึ่งก่อนแก้คำพูดใหม่
หืม? เดี๋ยวนี้วงการหมอผีเขาแข่งขันกันสูงขนาดนี้เลยเหรอ?
เด็กตัวแค่นี้ก็ต้องออกมาทำมาหากินแล้วหรือนี่?
เธอเหลือบมองซูอีเฉินที่นั่งอยู่ข้าง ๆ ท่าทางดูภูมิฐานขนาดนั้น ไม่น่าพาเด็กมาทำเรื่องหลอกลวงได้เลย
“เอ่อ… คงไม่จำเป็นหรอกจ้ะ ป้าก็สบายดีนะ…” ซินจื่อเหมิงจึงเอ่ยแบ่งรับแบ่งสู้
“คุณป้าคะ ช่วงนี้คุณป้ารู้สึกเหนื่อยล้ามากหรือเปล่า หรือทำอะไรก็ดูหมดเรี่ยวหมดแรงไปหมดไหม?” ซู่เป่าถามสวนกลับไปตรง ๆ
“มันก็… ใช่นะจ๊ะ” ซินจื่อเหมิงชะงักไปครู่หนึ่งก่อนตอบ
แต่แหม คนเมืองสมัยนี้ใครเขาก็เหนื่อยกันทั้งนั้นไม่ใช่เหรอ?
“แล้วตอนนอนล่ะคะ คุณป้าเคยนอน ๆ อยู่แล้วต้องสะดุ้งตื่นขึ้นมากลางดึกเพราะความหนาวสั่นบ้างไหม?” ซู่เป่าถามต่ออย่างรวดเร็ว
ซินจื่อเหมิงดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกตะลึง
“ตาพร่ามัว สมองมึนงง ทุกอย่างดูไม่เป็นใจไปหมด แม้แต่เรื่องการขับถ่ายก็ยังไม่สะดวก
สีหน้าหม่นหมอง รอยคล้ำใต้ตาเพิ่มหนาขึ้น ทานข้าวก็ไม่รู้รสชาติ
แถมข้างหลังยังหนักอึ้ง… รู้สึกเหมือนแบกผีตัวใหญ่ ๆ เอาไว้ตลอดเวลาเลยใช่ไหมคะ?”
ซินจื่อเหมิงถึงกับพูดไม่ออก
เรื่องอื่นยังพอเดาได้ แต่เรื่องที่มักจะตื่นเพราะความหนาวตอนกลางคืน หรือเรื่องท้องผูก…
เรื่องส่วนตัวพวกนี้ซู่เป่ารู้ได้อย่างไรกัน?
หรือว่าเด็กคนนี้… จะไม่ได้โกหก?
“ใช่จ้ะ… ตอนนี้เดือนเมษายนแล้ว อุณหภูมิข้างนอกเกือบยี่สิบองศา ไม่น่ามีทางตื่นเพราะความหนาวได้เลย แต่ป้าก็ยังหนาวสั่นจนตื่นตลอด เปลี่ยนผ้านวมกี่ผืนก็ยังไม่หาย” ซินจื่อเหมิงลังเลครู่หนึ่งก่อนยอมเปิดปาก
เธอถึงขั้นต้องเปิดฮีตเตอร์ช่วยด้วยซ้ำ จนสามีหาว่าเธออาการหนัก อากาศร้อนขนาดนี้ นอกจากจะห่มผ้านวมหนาเตอะแล้ว ยังเปิดเครื่องทำความร้อนอีก สุดท้ายเขาก็ไล่ให้เธอไปนอนในห้องหนังสือคนเดียว
“หา? ทำไมเขาถึงให้คุณป้าไปนอนที่ห้องหนังสือล่ะคะ?” ซู่เป่าอุทาน
“ก็เพราะตอนกลางคืนป้าต้องนั่งพิมพ์งานยังไงล่ะจ๊ะ ไหน ๆ ก็ต้องอยู่ในนั้นอยู่แล้ว เขาก็เลยบอกให้ไปนอนที่นั่นซะเลย” ซินจื่อเหมิงตอบเสียงเศร้า
จี้ฉางส่งเสียง ในลำคออย่างนึกรำคาญใจ
ซินจื่อเหมิงเริ่มพรั่งพรูความอัดอั้นออกมามากขึ้น “บ้านที่พวกเราอยู่ตอนนี้ แม้จะไม่เล็กแต่ก็มีแค่สามห้องนอน แม่สามีป้าจองไปห้องหนึ่ง ป้ากับสามีและลูกอยู่อีกห้อง ส่วนห้องสุดท้ายเป็นห้องทำงานของป้าเอง”
“สามีไล่ให้ไปนอนห้องทำงาน เธอก็ยอมไปจริง ๆ น่ะเหรอ” จี้ฉางเสริมขึ้นมา
“สามีคุณป้าให้ไปนอนห้องทำงาน คุณป้าก็ไปจริงๆ เหรอคะ?” ซู่เป่าเอ่ยถามอย่างไม่เข้าใจ
“เฮ้อ ช่างมันเถอะจ้ะ ป้าไม่อยากพูดถึงมันแล้ว อีกอย่างลูกก็ต้องนอนกับพวกเราด้วย ถ้าป้าเปิดฮีตเตอร์ลูกก็จะร้อนจนนอนไม่หลับ ป้าเลยต้องยอมถอยออกมาเอง” ซินจื่อเหมิงทำหน้าจนปัญญาพลางแค่นยิ้มขื่น
เพราะเหตุนี้เอง เธอจึงตัดสินใจที่จะซื้อบ้านหลังใหม่ให้ใหญ่กว่าเดิม
ซินจื่อเหมิงเขียนนิยายมาหลายปี รายได้อาจไม่สม่ำเสมอ แต่เงินจากการขายลิขสิทธิ์นิยายไปทำละคร ก็ทำให้เธอมีเงินเก็บสะสมหลายล้านหยวน
ในเมืองระดับเล็กอย่างเมืองฮั่นแห่งนี้ เงินเพียงหนึ่งล้านกว่าหยวนก็เพียงพอซื้อบ้านหลังใหญ่โตได้แล้ว เธอใฝ่ฝันอยากมีบ้านกว้างขวางมานาน แต่แม่สามีกลับไม่อนุญาต โดยอ้างว่าบ้านเดิมก็ดีอยู่แล้ว
เงินทองควรเก็บไว้ให้หลานในอนาคต แถมยังค่อนแคะว่าเงินที่เธอหามาได้ไม่ใช่ของเธอคนเดียว และไม่ควรทำตัวอวดรวยเพราะเดี๋ยวญาติพี่น้องจะแห่มาขอยืมเงิน
“หลังจากที่ป้ายืนกรานอย่างหนัก เธอก็ยอมให้ซื้อบ้านอย่างไม่เต็มใจ แต่รู้ไหมจ๊ะว่ามันน่าหงุดหงิดยิ่งกว่าเดิมเสียอีก วันนี้สามีป้าพาคนนี้ไปดูบ้าน วันพรุ่งนี้ก็พาคนนั้นไป ล้วนแต่เป็นญาติฝั่งเขาทั้งนั้น! คนนั้นก็ติว่าที่นี่ไม่ดี คนนี้ก็ว่าที่นั่นไม่เข้าท่า พวกเขามีความเห็นมากกว่าป้าที่เป็นคนควักเงินจ่ายเสียอีก!”
“เมื่อกี้ก็เหมือนกัน พอไปดูบ้านเข้าหน่อย พวกเขาก็รุมพูดกรอกหูจนป้ารู้สึกเหมือนเป็นส่วนเกิน เหมือนมีหน้าที่แค่เดินไปจ่ายเงินเท่านั้นเอง”
แบบบ้านที่เธอไปดูมาล่าสุดมีพื้นที่กว่าสองร้อยตารางเมตร ราคารวมอยู่ที่สองล้านหยวน ซึ่งเธอเห็นว่าคุ้มค่าเพราะจะได้มีห้องทำงานเป็นสัดส่วน ลูก ๆ โตขึ้นก็จะได้มีห้องส่วนตัว และยังมีห้องนอนแขกเหลือไว้อีกห้อง
ทว่าพอป้าสะใภ้ของสามีได้ยินเข้า ก็แผดเสียงบอกว่ามันแพงเกินไป!
บอกว่าซื้อใหญ่โตไปทำไม แค่ร้อยสี่สิบตารางเมตรสี่ห้องนอนก็เหลือเฟือแล้ว ลูกสองคนก็ให้นอนคนละห้อง แม่สามีอีกห้อง เธอกับสามีอีกห้อง ส่วนห้องทำงานจะเอาไปทำไม แค่มีโต๊ะสักตัวตั้งไว้มุมไหนก็ทำงานได้แล้ว!
ส่วนเรื่องเขตโรงเรียนดี ๆ ป้าสะใภ้ก็บอกว่าอย่าไปหลงเชื่อ มันก็แค่อสังหาริมทรัพย์ปั่นราคา ดูอย่างหลานสาวที่บ้านสิ เรียนโรงเรียนธรรมดาในเมืองก็ยังเก่งได้ เด็กจะดีอยู่ที่ตัวเด็ก ไม่ใช่ที่โรงเรียน!
สุดท้าย ยังมาชี้นิ้วสั่งให้เธอไปซื้อบ้านในหมู่บ้านสำหรับผู้ถูกเวนคืนที่ดิน ซึ่งรอบ ๆ มีแต่ไซต์งานก่อสร้างฝุ่นตลบ แต่แม่สามีกลับหูเบาเชื่อตามนั้น และอยากจะไปดูให้ได้ เธอโกรธจัดจนทนไม่ไหวต้องหนีกลับมาคนเดียว
“แล้วตอนนี้พวกเขาไม่ได้กลับมาด้วยกันเหรอคะ?” ซู่เป่ายู่จมูกพลางเอ่ยถาม
ซินจื่อเหมิงฟุบหน้าลงบนโต๊ะอย่างหมดอาลัยตายอยาก “พวกเขาไปดูกันเองต่อแล้วจ้ะ… ทุกอย่างพวกเขาตัดสินใจกันหมด ไม่เคยเห็นหัวป้าเลยสักนิด ป้าเริ่มไม่แน่ใจแล้วว่านี่คือบ้านที่ป้าซื้อจริง ๆ หรือเปล่า”
“วันแรกป้าไปดูบ้านกับสามีแค่สองคน พอวันที่สองเขาก็ยืนกรานจะพาแม่ไปด้วย พอแม่เขาไปเห็นก็เริ่มลากญาติ ๆ คนอื่นมาวุ่นวายไปหมด”
“ก่อนหน้านี้พี่สาวเขาก็มาทำตัวเป็นเจ้ากี้เจ้าการ บอกว่าอันนั้นใช้ไม่ได้ อันนี้ไม่สวย และรู้ไหมจ๊ะว่าเธอพูดว่าอะไร? เธอบอกว่าถ้าซื้อบ้านแล้วป้าควรประหยัดเงิน ไม่ต้องไปซื้อครีมบำรุงผิว เครื่องสำอางให้เปลือง เพราะคนหน้าตาแบบป้า ต่อให้ประโคมครีมลงไปก็คงไม่สวยขึ้นมาหรอก!”
จี้ฉางถึงกับอึ้งจนพูดไม่ออก “ถ้าไม่พอใจก็บอกไปสิ! ถ้าไม่ชอบก็ต้องปฏิเสธ!” เขาส่งเสียงบอกซู่เป่า
“ถ้าไม่พอใจก็ต้องบอกสิคะ! ถ้าไม่ชอบก็ต้องพูดออกไป!” ซู่เป่าจึงรีบพูดตามทันที
“ช่างมันเถอะจ้ะ ป้าไม่อยากมีเรื่อง…” ซินจื่อเหมิงถอนหายใจยาว
แบบนี้ถ้าไม่เรียกว่าหาเรื่องใส่ตัวแล้วเรียกว่าอะไร?
ตัวเองไม่มีความสุขแต่ก็ไม่ยอมอ้าปากพูด แล้วมานั่งอมทุกข์เพื่ออะไรกัน?
“สุดท้ายเงินที่หามาได้แทบตายก็ไม่ใช่ของป้าสินะ ซื้อบ้านเองก็ไม่ได้ตัดสินใจ แถมยังมาห้ามไม่ให้ป้าใช้เงินตัวเองอีก…” ซินจื่อเหมิงพึมพำต่อ
แม้แต่ซูอีเฉินที่นั่งฟังอยู่ข้าง ๆ ยังเริ่มหมดความอดทนกับความใจอ่อนของเธอ
“และยังมีอีกนะ…” ซินจื่อเหมิงตั้งท่าจะเล่าความอัดอั้นต่อ
“พอแล้วค่ะคุณป้าซิน ไม่ต้องพูดแล้วค่ะ!” ซู่เป่ากลับยกมือขึ้นปิดปากเธอไว้ทันที
แปลกจริง ๆ ยิ่งซู่เป่าฟังเธอก็ยิ่งรู้สึกโกรธจนหน้าแดง แม้ว่าเด็กอย่างเธอจะไม่เข้าใจเรื่องซับซ้อนของผู้ใหญ่ แต่ฟังแล้วมันช่างน่าโมโหเสียให้ได้!
จี้ฉางเองก็ส่ายหัวอย่างระอา ตามหลักการแล้วสามีของเธอไม่ทำงาน ไม่หาเงิน เธอต้องหาเลี้ยงทั้งคนแก่และเด็ก แล้วเหตุใดเธอถึงต้องมายอมให้อีกฝ่ายโขกสับจนน่าอึดอัดขนาดนี้?
“แล้วทำไมคุณป้าไม่คุยกับคุณลุงให้รู้เรื่องล่ะคะ?” ซู่เป่านิ่งคิดครู่หนึ่งก่อนจะถาม
“สามีป้าเป็นพวกชายเป็นใหญ่จ้ะ เวลากลับบ้านเกิด คนอื่นมักคิดว่าเขาเป็นคนหาเงินเลี้ยงบ้าน เขาชอบแอบอ้างว่าตัวเองเงินเดือนเป็นล้านแล้วก็ไม่เคยคิดอธิบายความจริงให้ใครฟัง” ซินจื่อเหมิงบ่นอุบ
“เขาต้องเป็นคนตัดสินใจทุกเรื่อง ถ้าไม่ยอมตามใจ เขาก็จะอาละวาดไม่พอใจ”
“ตอนปีใหม่เราไปบ้านเกิดเขา แค่เรื่องเล็กน้อยเขาก็หาเรื่องทะเลาะ ป้าโกรธเลยบอกว่าจะกลับเข้าเมือง เขาก็ยอมให้ป้าไปจริง ๆ นะ”
“ป้าต้องเดินเท้าจากหมู่บ้านท่ามกลางความมืดตอนเกือบเที่ยงคืน เดินอยู่คนเดียวสองชั่วโมงเต็ม ๆ กว่าจะถึงตัวเมืองก็ปาเข้าไปตีหนึ่งตีสอง ช่วงปีใหม่ไม่มีรถวิ่งเลยสักคัน…”
ซู่เป่าเบิกตากว้าง คล้ายเข้าใจอะไรบางอย่างขึ้นมาทันที
คาดว่าคงเป็นตอนนั้นเองสินะ… ที่เจ้าผีขี้ขลาดตัวร้ายฉวยโอกาสตอนที่คุณป้าอ่อนแอ เข้าสิงสู่และหลอกหลอนจนถึงทุกวันนี้!