ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 121 ทูตมารที่กระโดดออกมา!
บทที่ 121 ทูตมารที่กระโดดออกมา!
ขณะนั้นเอง ภายในหยดเลือดนั้นพลันมีเงาสีม่วง และเงานั้นก็กระโจนออกมา!
ภาพนี้ทำให้หลวงจีนหวาดกลัวยิ่งนัก “นี่มัน…”
เงาเลือดสีม่วงยืนอยู่ตรงนั้น ดูราวกับมีท่าทางโกรธเคืองยิ่งนัก ทั้งยังกล่าวเตือนหลวงจีนออกมาด้วย “หรือว่าพวกเจ้าลืมกฎของตำหนักวิญญาณสวรรค์ไปแล้ว?”
“มาร…ทูตมาร…” หลวงจีนผู้นี้เอ่ยออกมาอย่างตะกุกตะกัก
“ยังดีที่ข้ายังทิ้งพลังบางส่วนไว้ในเลือดของพวกเจ้า มิเช่นนั้น…” ผู้ที่ถูกเรียกว่าทูตมารกล่าว
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจอีกฝ่ายสักนิด กลับเอาเลือดของหลวงจีนวางไว้เหนือป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ และดูดเอาเลือดของหลวงจีนอีกหยดหนึ่งซึ่งอยู่ภายในนั้นออกมา!
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้หลวงจีนที่เห็นดังนั้นรู้สึกตกใจปนยินดี
ส่วนทูตมารก็ตะโกนออกมาอย่างโกรธเคือง “รนหาที่ตาย!”
ทูตมารเอ่ยจบก็ได้ส่งฝ่ามือสีม่วงขนาดใหญ่ออกมา ก่อนที่ฝ่ามือนั้นจะแยกออกเป็นกระแสปราณรูปฝ่ามือสีม่วงสามสายที่พุ่งตามติด ๆ กันมา!
“หัตถ์มารไตรภาคี!” เพียงพริบตาเดียว ลู่เฉินก็รู้ถึงที่มาของฝ่ามือนี้
“ใช่ ฉีกเนื้อ หักกระดูก หลั่งเลือด! นี่คือหนึ่งในสิบวิชาฝ่ามือของสำนักวิถีมารทั้งหลาย!” ทูตมารเอ่ยด้วยความภูมิใจ แต่เมื่อฝ่ามือทั้งสามนั้นกระแทกกับ ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉิน มันก็ทำลายกำแพงไปได้เพียงหกสิบกว่าชั้นเท่านั้น!
ทูตมารที่เดิมทีรู้สึกพึงพอใจ ทว่ามาตอนนี้กลับตกตะลึง “นี่ เป็นไปได้เช่นไร!”
ลู่เฉินจึงเอ่ยว่า “อวตารของเจ้า อ่อนแอเกินไป!”
“อ่อนแอ? อวตารร่างนี้ของข้าเป็นขั้นก่อกำเนิด ถึงแม้จะได้รับผลกระทบจากแดนวิญญาณ แต่พลังก็ยังแกร่งเทียบเท่าขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม!”
ลู่เฉินกลับเอ่ยอย่างดูถูกว่า “ไม่ต้องพูดถึงขั้นหลอมแก่นแท้สมบูรณ์พร้อมของเจ้า แม้เจ้าจะเป็นขั้นก่อกำเนิด ข้าก็กล้าต่อต้าน!”
“จองหอง!” ทูตมารผู้นี้ไม่เชื่อ จากนั้นจึงเริ่มโจมตีอย่างบ้าคลั่ง ส่วนหลวงจีนที่อยู่อีกด้านก็ได้แต่ตกตะลึง เขาพูดออกมาด้วยความสับสัน “นี่มัน… เก่งกาจยิ่ง!”
ในใจของทูตมารตอนนี้ยุ่งเหยิงนัก มันคิดไม่ถึงว่าการโจมตีของตนนั้น แม้แต่การป้องกันของลู่เฉินก็ไม่สามารถทำลายได้! ดังนั้นจึงโมโหจนเบิกตากว้าง ปากก็ส่งเสียงก้องกังวาน “แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใคร เหตุใดถึงต่อต้านตำหนักสวรรค์ของข้า!”
“ข้าไม่ได้ต่อต้าน ก็เพียงแค่สงสัย!”
“สงสัย สงสัยถึงขนาดที่ทำให้กลุ่มกองกำลังของพวกเราแตกสลายไปมากมาย?” ทูตมารผู้นี้โมโหลู่เฉินจนแทบบ้า ทว่าชายหนุ่มเอ่ยออกมาเบา ๆ ว่า “แท้จริงแล้วมันเป็นเพราะข้าเห็นลูกหลานของสหายผู้หนึ่ง ดังนั้นจึงลงมือเพื่อทำให้เขาเป็นอิสระเท่านั้น!”
“เถียงข้าง ๆ คู ๆ!” ทูตมารผู้นี้ไม่เชื่อ และเพิ่มการโจมตีไปยังลู่เฉินต่อไป
ทว่าลู่เฉินก็เพียงส่ายหัวไปมา “อย่าสิ้นเปลืองพลังนักเลย!”
“เจ้า…. ไอ้บัดซบช่างรนหาที่ตาย!” ทูตมารลอยตัวเองขึ้นมา จากนั้นก็พุ่งหัตถ์มารไตรภาคีออกไปไม่ยั้ง
จนกระทั่งลู่เฉินรู้สึกว่ามันน่าเบื่อเกินไป เขาจึงกล่าวว่า “พอได้หรือยัง?”
“เฮอะ! วันนี้ข้าต้องจัดการเจ้าให้ได้!” ทูตมารผู้นี้เอ่ยอย่างมั่นใจ แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับหยิบเงามารออกมา “ข้าคิดว่าขอนั่งพักจะดีกว่า!”
อึดใจถัดมา ลู่เฉินก็ดึงคันธนู พร้อมเรียกให้ศรมารสวรรค์ปราฏออกมา
เมื่อเห็นเช่นนั้น ทูตมารผู้นั้นจึงเบิกตากว้าง “ศรมารสวรรค์!”
ฟิ้ว ฟิ้ว ฟิ้ว!
ปราณศรนับสิบซ้อนทับกันและพุ่งออกไป บีบให้ทูตมารคิดป้องกัน แต่พลังที่มีชั้นรากฐานถึงหกสิบหกชั้นของลู่เฉินนั้นรุนแรงยิ่งนัก!
ดังนั้นเมื่อศรนี้ทะลุผ่านเงานั้นไป ทูตมารจึงเจ็บปวดจนก่นด่าออกมา “เจ้า… จงรอข้าก่อนเถอะ!”
จากนั้นเงานี้ก็ดูค่อย ๆ จางลงและหายไปในที่สุด
ลู่เฉินที่เห็นดังนั้นจึงเก็บคันธนู ก่อนจะมองไปยังหลวงจีนที่กำลังตกตะลึงอยู่ “ตอนนี้เจ้าเป็นอิสระแล้ว”
หลวงจีนที่พึ่งได้สติกลับมาจึงกล่าวอย่างสุภาพว่า “ข้าหลวงจีนเต๋าผู้น่าสงสาร นามว่า ฟาเทียน!”
“ฟาเทียนงั้นหรือ?”
“ใช่!”
“ได้ เช่นนั้นข้าจะถามเจ้าหนึ่งเรื่อง และเจ้าต้องบอกความจริงกับข้า!” ลู่เฉินจ้องมองไปยังหลวงจีนผู้นั้นพลางเอ่ยถามด้วยความคาดหวัง
“ข้าจะบอก!” สีหน้าของฟาเทียนเต็มไปด้วยความสงสัย
“ข้อแรก เม็ดยาไร้เทียมทานมีที่มาเช่นไร?”
ฟาเทียนอธิบายว่า “เม็ดยาไร้เทียมทานนี้ เป็นสิ่งที่บรรพชนของข้าหลงเหลือไว้”
“บรรพชน? หรือว่าเป็นปรมาจารย์แห่งการปรุงยา?”
“ใช่ บรรพชนปรมาจารย์ปรุงยาหลงเหลือบางส่วนไว้!”
“เจ้าจงเล่าเกี่ยวกับปรมาจารย์ปรุงยาผู้นี้เสียหน่อย”
ฟาเทียนสงสัย “อันใดนะ?”
“สำนักที่นางสร้างขึ้นนั้นมีนามว่าอะไร และตอนนี้นางอยู่ที่ใด?” จู่ ๆ ลู่เฉินก็เกิดความสงสัย เพราะมันก็ผ่านมานานนับแสนปีแล้ว และเขาเองก็ไม่รู้ว่านางกลายเป็นเซียนไปแล้วหรือไม่
ฟาเทียนขานรับทันที แล้วจึงอธิบายว่า “สำนักของพวกเราชื่อว่าสำนักสุญญตา! บรรพชนปรมาจารย์ปรุงยาเป็นผู้สร้างมันขึ้นมา ซึ่งมันถือเป็นสำนักวิถีพุทธสำนักแรกของมหาทวีปจิ่วโหยว แต่ยุครุ่งเรืองนั้นอยู่ได้เพียงไม่นาน บรรพชนปรมาจารย์ปรุงยาไปเข้าร่วมการประชุมครั้งหนึ่ง ทว่าก็ไม่กลับมาอีกเลย และสำนักสุญญตาของพวกเราก็ค่อย ๆ เหี่ยวเฉาลง จนสุดท้ายก็กลายเป็นเพียงสำนักวิถีพุทธธรรมดา ๆ ในแดนทักษิณา!”
“ประชุม?”
“ใช่ ประมาณเจ็ดถึงแปดหมื่นปีที่แล้ว เรื่องราวโดยละเอียดข้าก็หลงลืมไปบ้างแล้ว”
ลู่เฉินที่ได้ฟังมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นมาทันที “ไม่มีผู้ใดรู้หรือว่าครั้งนั้นเป็นการประชุมอันใด?”
“เรื่องนี้น่าจะต้องไปถามกับผู้อาวุโสในสำนัก แต่เกรงว่าจะค่อนข้างยาก” ฟาเทียนส่ายหัว
“ช่วยข้าเรื่องหนึ่ง”
“ช่วยเรื่องหนึ่ง?” ฟาเทียนสงสัยว่าลู่เฉินหมายความว่าอย่างไร
“ตอนนี้เจ้าจงกลับไปยังสำนักวิถีพุทธของเจ้า สืบหาเกี่ยวกับบรรพชนของเจ้า ถ้าหากได้ข่าวคราวของนาง เจ้าจงนำส่งมายังสำนักเก้าสุขสงบ ตามหาหมอฉินหลินและมอบให้เขา บอกเขาว่าข้าให้เจ้าไปหาเขา!”
“เหตุใดท่านถึงต้องการสืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับบรรพชนของข้า?” ฟาเทียนไม่เข้าใจ
“หรือว่า เจ้าไม่อยากรู้ว่าบรรพชนของเจ้าไปที่ใดแล้ว?” ลู่เฉินย้อนถาม แต่ฟาเทียนกลับยิ้มเจื่อน “เรื่องนี้พวกเราหลายคนต่างก็อยากรู้ ถึงกระนั้น พวกเราก็เคยอยู่ในยุครุ่งเรือง แต่มันผ่านมานานมากแล้ว ดังนั้น…”
“ไม่ว่าจะผ่านไปนานแค่ไหน ข้าก็อยากรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น!” ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น
ฟาเทียนยังคงไม่เข้าใจ เหตุใดลู่เฉินจึงสนใจบรรพชนของเขานัก ซึ่งเมื่อลู่เฉินเห็นเขาสงสัย ชายหนุ่มจึงเอ่ยต่อ “ถ้าหากเจ้าต้องการให้ข้าช่วยกำจัดไอมาร เจ้าต้องช่วยข้าเรื่องนี้!”
“ท่านมีวิธีกำจัดไอมารจริงหรือ?”
“มี!”
ฟาเทียนรีบตอบรับ “เช่นนั้นย่อมได้!”
“เช่นนั้นจงมานั่งตรงนี้ ข้าจะช่วยเจ้ากำจัดไอมาร!”
ฟาเทียนขานรับ จากนั้นจึงนั่งลง แต่ลู่เฉินกับบอกเขาให้เอาลูกประคำมาให้ตนยืมใช้
ฟาเทียนไม่รู้ว่าลู่เฉินต้องการจะทำอะไร แต่ก็ยังคงมอบลูกประคำให้
หลังจากนั้นลู่เฉินพลันหลับตาลง ก่อนจะเริ่มสื่อสารกับจิตวิญญาณภายในลูกประคำนี้
จิตวิญญาณนั้นถูกไอมารล้อมไว้มากมาย แต่ดูเหมือนว่ามันจะรังเกียจไอมารเหล่านี้มาก จึงทำให้มันพยายามจะหลบซ่อนตัว จนกระทั่งลู่เฉินปรากฏตัวออกมา และใช้วิชาหมื่นวิญญาณดูดซับไอมารพวกนี้
เมื่อเห็นภาพนี้ จิตวิญญาณของลูกประคำก็พลันประหลาดใจ ก่อนที่มันจะแปลงกายเป็นเงามนุษย์พร้อมเอ่ยถามด้วยความสงสัย “เจ้าเป็นใคร?”
“ข้าเป็นสหายของนายเจ้า”
“สหาย?” จิตวิญญาณของลูกประคำสงสัย ลู่เฉินจึงจ้องมองมันพลางกล่าวว่า “ถ้าหากเจ้าต้องการให้นายของเจ้าฟื้นคืนร่างเป็นผู้ฝึกวิถีพุทธต่อไป เช่นนั้นเจ้าก็ต้องทำตามที่ข้าบอก!”
“เขายังสามารถฟื้นคืนได้?” จิตวิญญาณของลูกประคำเอ่ยออกมาด้วยความตื่นเต้น
“ได้!”
จิตวิญญาณของลูกประคำที่ได้ฟังคำยืนยันก็ดีใจขึ้นมาทันที “เช่นนั้นเจ้าต้องการให้ข้าทำอันใด?!”
ลู่เฉินจึงสั่งการออกไปทันที ซึ่งจิตวิญญาณของลูกประคำก็ขานรับอย่างรวดเร็ว “ได้ ข้าเชื่อเจ้า!”
จากนั้นลู่เฉินจึงคืนสติกลับมา และค่อย ๆ ลืมตา โดยที่มือหนึ่งจับลูกประคำ ส่วนอีกมือหนึ่งวางบนแผ่นหลังของฟาเทียน
อึดใจถัดมา จิตของลู่เฉินก็ได้แทรกเข้าไปยังจุดตันเถียนของฟาเทียน!
รอบด้านของตันเถียนนี้เต็มไปด้วยไอมาร และใจกลางไอมารนั้นมีผลึกแก้วขนาดเล็กที่เปล่งแสงสีม่วงออกมา!
เมื่อเห็นผลึกแก้วนี้ ลู่เฉินจึงแสยะยิ้มกว้าง ก่อนที่เขาจะกล่าวอย่างมีความสุขว่า “เป็นเจ้านั่นเอง!”