ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 122 ครึ่งมาร ทำลายมันด้วยพลังทลายมาร!
บทที่ 122 ครึ่งมาร ทำลายมันด้วยพลังทลายมาร!
ผนึกแก้วนี้มีชื่อว่าต้นกำเนิดมาร ปกติแล้วผู้ที่ถูกไอมารครอบงำก็จะได้รับผลกระทบจากมัน ทำให้พลังปราณที่โคจรภายในกลายเป็นไอมาร ส่งผลให้คนผู้นั้นกลายเป็นครึ่งมาร!
ครึ่งมาร มักจะมาจากผู้ฝึกตนที่กำลังขึ้นสู่ฟ้ากลายเป็นเซียน หรือฝึกฝนวิถีหลากหลายจนลมปราณแตกซ่าน ธาตุไฟเข้าแทรก ทว่าคนพวกนี้จะไม่ใช่มารโดยแท้จริง และยังสามารถผันกลับมาได้
แต่เงื่อนไขในการผันกลับนั้นก็คือการทำลายต้นกำเนิดมาร!
ทว่ามันก็เป็นสิ่งที่ทำลายยากมากเช่นกัน หากแต่มีหรือที่ลู่เฉินจะทำไม่ได้? เพราะชาติก่อน ๆ หน้านี้เขาเคยจุติในแดนต้องห้ามหมื่นมาร ชายหนุ่มเคยได้มีโอกาศศึกษาวิชามารชนิดหนึ่ง นามว่า ‘ทลายมาร’ !
เวลานี้พลังภายในร่างกายของลู่เฉินเริ่มเปลี่ยนแปลงเป็นไอมาร จากนั้นเขาก็ใช้ทลายมารส่งคลื่นพลังมหาศาลหลั่งไหลเข้าสู่ต้นกำเนิดมารของฟาเทียน!
ผนึกแก้วค่อย ๆ ลดขนาดลงอย่างเห็นได้ชัด จนสุดท้ายก็หายไปในที่สุด
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็ได้ใช้วิชาหมื่นวิญญาณร่วมกับลูกประคำ เขาค่อย ๆ กำจัดไอมารที่อยู่ในร่างกายของอีกฝ่ายจนหมด
เมื่อทุกอย่างสำเร็จเรียบร้อย ลู่เฉินจึงเก็บมือกลับมา และมองไปยังฟาเทียนผู้เหนื่อยอ่อน “สำเร็จแล้ว!”
ขณะเดียวกัน เขาก็ได้มอบสร้อยลูกประคำคืนแก่ฟาเทียน
จากนั้น ฟาเทียนที่ยังอ่อนแออยู่ก็ได้มองสำรวจร่างกายของตนเอง เมื่อพบว่าต้นเหตุที่ทำให้กลายเป็นมารได้หายไปแล้ว สีหน้าของเจ้าตัวจึงเต็มไปด้วยความดีใจ “หายแล้ว ในที่สุดก็หายแล้ว!”
“แน่นอน เพราะเมื่อข้าบอกว่าได้ มันก็ต้องได้!” ลู่เฉินลุกขึ้นยืนและเปิดผนึกเจดีย์
ฟาเทียนเงยหน้ามองชายหนุ่ม ปากก็กล่าวขอบคุณออกมา “ขอบคุณท่านมาก!”
“หากเจ้าอยากขอบคุณข้าจริง เช่นนั้นจงจำไว้ว่าเมื่อกลับไปแล้วให้สืบหาเรื่องราวเกี่ยวกับบรรพชนของเจ้า ถ้ามีความคืบหน้าก็จงส่งไปยังหมอฉินหลินแห่งสำนักเก้าสุขสงบ” ลู่เฉินเน้นย้ำอีกครั้ง
ฟาเทียนพยักหน้า “ข้าจะต้อง…”
ทว่าลู่เฉินกลับคิดบางอย่างได้ เขาจึงพูดขัดขึ้นมาเสียก่อน “ข้ายังมีอีกคำถาม!”
“โปรดเอ่ยมา!”
ลู่เฉินมองไปยังฟาเทียนด้วยความสงสัย “ศิษย์ขั้นหลอมแก่นแท้ของเจ้า เขาไปที่ใดแล้ว!”
“ตำหนักวิญญาณสวรรค์ ได้สั่งให้ข้าส่งผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ไปยังป่า”
“ป่า?”
“ใช่ ป่ารกร้างในเขตที่ห้า ผืนป่าที่นั่นค่อนข้างแปลกประหลาด แต่ครั้งนี้ ตำหนักวิญญาณสวรรค์กลับให้ข้าส่งผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ไปยังที่นั่น” ฟาเทียนอธิบาย
“ป่ารกร้าง? ไปทำอันใด?”
“เรื่องนี้ข้าก็ไม่รู้”
“เช่นนั้น ข้าขอตัวก่อน”
พูดจบ ลู่เฉินก็พลันทะยานออกจากเจดีย์แห่งนี้ไป ทำให้ฟาเทียนตกใจยิ่งนัก เพราะเขาไม่คิดว่าลู่เฉินจะสามารถออกจากที่นี่ไปได้อย่างง่ายดายเช่นนี้
ขณะเดียวกันที่ด้านนอกเจดีย์ ที่แห่งนั้นก็ได้เหลือเพียงหลี่ว์ซือที่จับจินอวิ๋นซานไว้ ส่วนผู้อื่นได้หายไปนานแล้ว
จนกระทั่งลู่เฉินออกมา หลี่ว์ซือจึงเดินเข้าไปหา และส่งจินอวิ๋นซานให้ “จะเอาอย่างไรกับเขา?”
จินอวิ๋นซานที่ได้ฟังคำนี้ก็หวาดกลัวอย่างมาก ถึงขนาดร้องขอชีวิตออกมา “ผู้อาวุโส… อย่า… อย่าฆ่าข้าเลย!”
ลู่เฉินที่เห็นท่าทีดังนั้นก็ก้มลงมองหัวที่ล้านเลี่ยนหลังหมวกเกราะนั้น ก่อนจะหันมองไปทางฟาเทียนที่เดินเข้ามา
ฟาเทียนที่เห็นภาพตรงหน้าก็พลันอธิบายว่า “เขาเป็นเสมือนลูกศิษย์ของข้าคนหนึ่ง!”
เมื่อลู่เฉินได้ยินดังนั้น เขาจึงให้หลี่ว์ซือปล่อยตัวอีกฝ่ายไป ก่อนที่คนทั้งคู่จะพากันออกไปจากที่แห่งนี้
ทางด้านของจินอวิ๋นซานที่หวาดกลัว เขาก็รีบเข้ามาใกล้และแสดงความเคารพฟาเทียนทันที “ท่านผู้นำ… เขา”
“ไม่ต้องสนใจแล้ว ส่วนเจ้าก็จงจัดการธุระที่นี่ให้เรียบร้อย แล้วตามข้าออกไปจากแดนวิญญาณแห่งนี้!”
“ท่านผู้นำ เรา… เราจะไปที่ใดกัน?”
“กลับสำนัก!” เมื่อฟาเทียนพูดจบ เขาก็สั่งให้จินอวิ๋นซานไปเตรียมตัว ซึ่งจินอวิ๋นซานก็ขานรับและรีบไปเตรียมตัวทันที ส่วนทางด้านฟาเทียนนั้น เขาก็กำลังจ้องมองตามแผ่นหลังของลู่เฉินที่เดินออกไปไกลแล้ว พลางพึมพำออกมาว่า “แท้จริงแล้วเขาเป็นใครกันแน่ เหตุใดจึงสนใจท่านบรรพชนนัก?”
…
ลู่เฉินที่กำลังเดินทางได้หันไปพูดกับหลี่ว์ซือว่า “อีกสักพักพวกเราจะไปยังป่ารกร้าง”
“ป่ารกร้าง เขตที่ห้านั่นน่ะหรือ?” หลี่ว์ซือประหลาดใจ
“เจ้ารู้จัก?”
“ป่ารกร้าง ถือเป็นสถานที่ที่ค่อนข้างพิเศษในแดนวิญญาณ ดังนั้นแน่นอน ข้าย่อมรู้จัก”
“โอ้? พิเศษเช่นไร?”
“ป่านั่นไม่มีวิญญาณ พลังปราณภายในก็เบาบางมาก เหมือนกับปราณฟ้าดินรอบ ๆ ไม่สามารถเข้าไปได้ และป่านี้ก็มีแต่ต้นไม้แห้ง ๆ ที่เพียงแค่เคาะเบา ๆ พวกมันก็ป่นเป็นผงแล้ว!”
ลู่เฉินที่ได้ยินเช่นนั้นจึงแสดงสีหน้าแปลกใจ “ป่าแห่งนี้… พอข้าฟังแล้วก็รู้สึกว่าไม่ธรรมดาจริง ๆ”
“แล้วเจ้า… เหตุใดเจ้าจึงต้องไปที่นั่น?” หลี่ว์ซืออดไปไม่ได้ที่จะถาม
“เมื่อครู่ข้าได้ยินผู้นำของที่แห่งนี้พูดว่าผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นต่างก็ถูกส่งไปที่นั่น ข้าจึงคิดว่าผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ของกลุ่มกองกำลังอื่น ๆ ก็น่าจะอยู่ที่นั่นเช่นกัน แต่ว่าพวกเขาไปทำไมนั้น อีกฝ่ายก็ไม่ทราบเช่นกัน ดังนั้นข้าจึงอยากไปดูเสียหน่อย”
เมื่อหลี่ว์ซือได้ยิน เขาก็ไม่ได้ถามสิ่งใดอีก
หลังจากพวกเขาก็พากันเดินทางไปยังเขตที่ห้า แต่ระหว่างทางนั้น ก็ได้มีผู้คนขั้นสร้างรากฐานบางคนตามมา
แต่คนพวกนี้ก็ถูกลู่เฉินจัดการได้โดยง่าย ทำให้เมื่อชายหนุ่มไปถึงยังเขตห้า เขาก็ได้สร้างชั้นรากฐานถึงหกสิบแปดชั้นแล้ว!
ส่วนหลี่ว์ซือที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ขณะนี้เจ้าตัวก็กำลังมองไปยังชายหนุ่มด้วยความประหลาดใจมาก “ทำไมข้าจึงรู้สึกว่าทุกครั้งหลังจากที่เจ้าเอาชนะผู้อื่นได้ พลังในร่างกาย มักจะมีบางอย่างที่ไม่เหมือนเดิม”
“นี่คือวิธีการฝึกฝนของข้า” ลู่เฉินตอบเพียงสั้น ๆ แต่หลี่ว์ซือก็ยังคงรู้สึกแปลกใจอยู่ดี
และขณะนั้นเอง ที่เส้นทางเล็ก ๆ ด้านหน้าก็ได้มีกลุ่มคนขวางทางลู่เฉินไว้ และคนพวกนี้แต่ละคนก็ล้วนเป็นผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ และถึงแม้จะถูกยับยั้งพลังไว้ แต่พวกเขาก็ยังเป็นขั้นหลอมแก่นแท้ระดับต้น!
เห็นได้ชัดว่าคนเหล่านั้นกำลัง ‘ปิดกั้นเส้นทาง’ นี้ไว้
“ที่นี่ห้ามเข้า!” ชายคนหนึ่งที่แบกดาบคู่อยู่เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา
ขณะที่คนขั้นหลอมแก่นแท้คนอื่นต่างก็มีสีหน้าเคร่งขรึม ราวกับว่าต้องการข่มขู่ทั้งสอง ทว่าลู่เฉินก็เพียงมองไปยังพวกเขาพลางเอ่ยถาม “ด้านหน้า ใช่ป่ารกร้างหรือไม่!”
“ใช่! แต่ที่นี่ช่วงนี้ ห้ามผู้ใดเข้าไปด้านใน!” ชายหนุ่มที่ถือดาบคู่นั้นเอ่ยเตือนขึ้นมาอีกครั้ง
“เพราะเหตุใด?” ลู่เฉินย้อนถาม
อีกฝ่ายเอ่ยเสียงต่ำ “ไม่มีเหตุผล!”
“เช่นนั้น ถ้าข้ายังต้องการเข้าไปล่ะ?” ลู่เฉินจ้องมองไปยังชายหนุ่มดาบคู่พลางฉีกยิ้ม
การกระทำเช่นนี้ทำให้คนขั้นหลอมแก่นแท้เหล่านั้นต่างก็รู้สึกว่าลู่เฉินไม่อยากมีชีวิตอยู่อีกแล้วหรือไง? ขณะที่บางคนถึงขนาดโคจรลมปราณ พร้อมที่จะลงมือได้ทุกเมื่อ!
โดยเฉพาะชายผู้นั้น ที่มือทั้งสองข้างดึงดาบทั้งสองเล่มออกมาพร้อมเอ่ยขู่ “หากเจ้าอยากโดนดาบของข้าฟันขาด ก็จงเดินหน้าต่อไป!”
ทุกคนคิดว่าการทำเช่นนั้นจะทำให้ลู่เฉินหวาดกลัว
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินเพียงหันไปมองหลี่ว์ซือแล้วกล่าวว่า “ข้ามอบให้เจ้าแล้วกัน!”
หลี่ว์ซือเพียงพยักหน้าเบา ๆ จากนั้นจึงเดินออกไป
เมื่อคนพวกนี้เห็นว่าบนร่างกายของหลี่ว์ซือนั้นไม่มีพลังปราณเคลื่อนไหว พวกเขาก็พลันอยากหัวเราะออกมา แต่จู่ ๆ หลี่ว์ซือก็พุ่งหมัดลงไปบนพื้นดินทันที ทำให้ชายผู้ถือดาบคู่คนนั้นกระเด็นออกไปในทันที
คนอื่น ๆ ที่เห็นต่างก็พากันตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
บางคนตะโกนขึ้นว่า “ผู้ฝึกกายเนื้อ!”
“ระวัง!” ชายหนุ่มผู้ถือดาบคู่คนนั้นพยายามกันฟันทนความเจ็บปวด และลุกขึ้นมาด้วยใบหน้าซีดไร้สีเลือด
หลี่ว์ซือพุ่งไปประชิดหน้าชายหนุ่มดาบคู่ผู้นั้นทันทีเพื่อจับเขา จากนั้นก็ค่อย ๆ ยกขึ้น
เมื่อเป็นเช่นนี้ ชายดาบคู่ผู้นี้ก็กลายเป็นบ้าคลั่งไป เขาเร่งใช้เคล็ดวิชาอย่างบ้าคลั่ง ทว่าเคล็ดวิชาเหล่านี้เมื่อโจมตีลงบนร่างของหลี่ว์ซือกลับไม่เกิดผลอะไรขึ้น!
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ผู้คนหวาดกลัวและพากันวิ่งหนีไป
ส่วนหลี่ว์ซือก็ยังคงจับยกอีกฝ่ายและเดินตรงไปหาลู่เฉิน
ชายดาบคู่กล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงโมโห “แท้จริงแล้วพวกเจ้าเป็นใครกัน!”
“เป็นใครไม่สำคัญ ที่สำคัญก็คือ ในป่ารกร้างเกิดอะไรขึ้น เหตุใดถึงต้องการให้คนขั้นหลอมแก่นแท้มากมายมาที่นี่?” ลู่เฉินย้อนถาม
ชายผู้นั้นแปลกใจขึ้นมา “เจ้า เหตุใดจึงรู้ว่าด้านในมีผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้มากมาย”
“เจ้าไม่ต้องสนใจว่าข้ารู้ได้เช่นไร เจ้าเพียงแค่ตอบมาว่าทำไมก็พอ!”
แต่ชายผู้นี้กลับเอ่ยออกมาอย่างร้อนใจ “ข้าบอกไม่ได้!”
“บอกไม่ได้?”
“ใช่ หากพูดไป ข้าจะกลายเป็นผู้ทรยศ และจะถูกตำหนักวิญญาณสวรรค์จัดการเอาได้!” เมื่อคิดถึงตำหนักวิญญาณสวรรค์ก็หวาดกลัว ชายดาบคู่คนนี้ก็หวาดกลัวจนตัวสั่นขึ้นมาแล้ว
เมื่อได้ยินชื่อตำหนักวิญญาณสวรรค์ ลู่เฉินก็พลันเกิดความสนใจขึ้นมา “ข้าอยากไปดูนัก ว่าตำหนักวิญญาณสวรรค์เป็นเช่นไร!”