ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 124 ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์เพียงไม่กี่อัน ไม่คิดว่าจะเกิดความสัมพันธ์ที่ลึกลับนี้ได้
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 124 ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์เพียงไม่กี่อัน ไม่คิดว่าจะเกิดความสัมพันธ์ที่ลึกลับนี้ได้
บทที่ 124 ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์เพียงไม่กี่อัน ไม่คิดว่าจะเกิดความสัมพันธ์ที่ลึกลับนี้ได้
ครั้นคนเหล่านี้รับรู้ถึงความน่ากลัวของลู่เฉินและหลี่ว์ซือ พวกเขาจึงยังคงมีความหวาดกลัวอยู่ บางคนยังเอ่ยด้วยความหวาดกลัวออกมาว่า “ท่านผู้นำ พวกเขา… สองคนนี้เก่งกาจยิ่ง!”
หลังได้ยินคำแก้ตัว ผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่อยู่ภายในเกี้ยวหยกขาวก็ได้เอ่ยออกมา “ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรางฐานคนหนึ่ง? กับอีกคนที่ไม่มีแม้แต่พลังปราณ? …พวกเขาจะเอาที่ไหนมาเก่งกาจ?”
ขั้นสร้างรากฐาน? กับไม่มีปราณ?
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ไม่รู้ว่าจะตอบกลับเช่นไร
เพราะหากมองจากภายนอก ก็จริงดั่งคำของผู้นำแห่งสำนักพันสูญว่าไว้ คือเป็นเพียงแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ส่วนหลี่ว์ซือก็ไม่มีแม้แต่กลิ่นอายของปราณ ดูราวกับคนธรรมดาทั่วไป
ชายดาบคู่ผู้นั้นตัวสั่นเทาเล็กน้อย “ท่านผู้นำ ผู้… คนผู้นี้มาจากสำนักไร้สุญญะ!”
“อันใดนะ?” เมื่อได้ยินนามสำนักไร้สุญญะ ผู้นำแห่งสำนักพันสูญพลันชะงัก
ส่วนประโยคต่อมา มันก็ยิ่งทำให้ท่านผู้นำแปลกใจเข้าไปใหญ่!
เพราะชายดาบคู่ชี้นิ้วไปยังลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “เขา เมื่อครู่เขาต่อต้านการโจมตีของตำหนักวิญญาณสวรรค์ได้!”
“อันใดนะ?” ผู้นำแห่งสำนักพันสูญอดไม่ได้ที่จะจ้องมองไปยังคนทั้งสอง “แล้วเหตุใดเจ้าทั้งสองจึงมาที่นี่!”
“ข้าต้องการป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ของเจ้า!” จบประโยคของลู่เฉิน ผู้นำแห่งสำนักพันสูญก็เอ่ยทันทีว่า “เจ้าคิดว่าตนเองเก่งกาจยิ่งนัก จึงสามารถสั่งให้ข้ามอบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ให้ง่าย ๆ งั้นหรือ?”
ลู่เฉินไม่ตอบคำถามนี้ เขาเพียงหยิบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ทั้งสามอันออกมา “ข้ามีป้ายพวกนี้สามอันแล้ว! เจ้ารู้หรือไม่ว่าทำไม?”
“เจ้า… เจ้าคือคนบ้านั่น!!!” น้ำเสียงของผู้นำแห่งสำนักพันสูญสั่นขึ้นมาทันที เห็นได้ชัดว่าเคยได้ยินเรื่องราวของลู่เฉินมาบ้าง
“รู้แล้วก็ดี!” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังเกี้ยว
ส่วนผู้นำแห่งสำนักพันสูญก็ได้กล่าวอย่างกังวลใจว่า “ตำหนักวิญญาณสวรรค์มีคำสั่งลงมาว่าเมื่อพบเจอเจ้า ต้องฆ่าทิ้งด้วยกำลังทั้งหมดที่มี!”
“ฆ่าทิ้ง? เจ้ามีความสามารถงั้นหรือ?”
ผู้นำแห่งสำนักพันสูญเกิดโทสะขึ้นมา เจ้าตัวออกคำสั่งแก่คนรอบข้างทันที “มัวอึ้งอันใดอยู่? มาจัดการพวกมันให้ข้าที!”
ถ้าหากเป็นช่วงเวลาปกติ คนพวกนี้ต้องลงมือแน่นอน แต่กับลู่เฉินที่ไม่กลัวแม้แต่ตำหนักวิญญาณสวรรค์ แล้วกับคนอย่างพวกเขา อีกฝ่ายจะกลัวหรือ?
ผลคือคนพวกนั้นไม่กล้าเข้าใกล้ ทำได้เพียงแค่มองหน้ากันไปมา
ภาพเหตุการณ์นี้ทำให้ผู้นำแห่งสำนักพันสูญร้อนใจ “อึ้งอะไรกัน? ลงมือสิ!”
“ท่านผู้นำ เขา… เขาเก่งกาจเกินไป!”
“ท่านผู้นำ หรือว่าท่านจะมอบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ให้เขา ไม่แน่ เขาอาจจะปล่อยเราเป็นอิสระได้!”
ขณะนั้นเอง ผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่ได้ยินก็โมโหขึ้นมา “พวกเจ้าอยากออกจากสำนักพันสูญใช่หรือไม่?”
คนพวกนี้ล้วนถูกบีบบังคับให้เข้าร่วม และเมื่อหยดเลือดไปแล้วก็ไม่สามารถหนีออกไปได้ ดังนั้นในช่วงหลายปีมานี้ แม้ต้องการจะเป็นอิสระ พวกเขาก็ไม่กล้ากล่าวหรือกระทำสิ่งใด
ดังนั้นเมื่อมีโอกาส พวกเขาจึงต้องการให้ท่านผู้นำมอบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์
แต่คนพวกนี้ก็ไม่กล้าพูดอะไรมากนัก ด้วยกลัวว่าผู้นำแห่งสำนักพันสูญจะเกิดโทสะและจัดการกับพวกเขาเสียก่อน
ลู่เฉินที่อยู่อีกด้านหนึ่งเอ่ยว่า “เห็นหรือยัง ทุกคนต่างก็ต้องการเป็นอิสระ ส่วนเจ้า ไม่อยากเป็นอิสระงั้นหรือ?”
“ข้า ข้าต้องการ… แต่มันไร้วิธี!” เขาเอ่ยออกมาด้วยความกังวลใจ
“ขอเพียงเจ้ามอบป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ให้ข้า ข้าก็สามารถปลดปล่อยพวกเขาเป็นอิสระได้!”
“แต่ป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์… ไม่ได้อยู่ที่ข้าแล้ว”
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “ไม่ได้อยู่ที่เจ้า?”
“ทูตมารเอาไปแล้ว และเขายังฝากข้าให้บอกเจ้าหนึ่งประโยค”
“ฝากคำมาถึงข้า?” ลู่เฉินแปลกใจ ทูตมารผู้นี้มาที่นี่เมื่อไหร่กัน?
“เมื่อครู่นี้ก่อนเจ้ามา ทูตมารได้นำแผ่นป้ายไป และฝากคำมาบอกเจ้าว่า หากคิดมุ่งหมายตำหนักวิญญาณสวรรค์อีก เช่นนั้นก็อย่าหาว่าตำหนักวิญญาณสวรรค์โหดร้ายทารุณต่อเจ้า!”
แม้ลู่เฉินจะไม่สนใจกับการกล่าวคุกคามข่มขู่เช่นนี้ แต่บรรดาคนอื่น ๆ โดยเฉพาะคนที่อยู่ในสังกัดสำนักพันสูญต่างก็พากันหวาดกลัว “หากไม่มีแผ่นป้ายสวรรค์ เช่นนั้นอิสรภาพคงเป็นไปไม่ได้อีกแล้ว?”
“เช่นนี้แล้วพวกเราควรทำอย่างไรดี!”
“เรา พวกเราฝ่าฝืนคำสั่งไปแล้ว ตำหนักวิญญาณสวรรค์คง… คงไม่ออกมาจัดการพวกเราใช่หรือไม่?”
ยิ่งพูดพวกเขาก็ยิ่งหวาดกลัว เช่นเดียวกับผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่ยิ่งกังวลใจกว่าผู้ใด “เจ้าเห็นหรือยัง เมื่อไม่มีป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ ลำพังตัวเจ้าเองก็ไม่สามารถทำให้พวกข้าเป็นอิสระได้หรอก!”
เห็นได้ชัดว่าผู้นำแห่งสำนักพันสูญก็กลัวว่าตัวเองจะโดนจัดการเช่นกัน
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับเดินไปเดินมาอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “ที่จริง มันยังมีอีกหนึ่งวิธี”
“วิธีอันใด?” ทุกคนต่างแสดงสีหน้ามีความหวังออกมา และถึงขนาดที่ว่าผู้นำแห่งสำนักพันสูญยังพูดด้วยความตื่นเต้นว่า “นอกจากป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ เจ้ายังมีวิธีอื่นที่ทำให้พวกข้าเป็นอิสระได้?”
“มี แต่ค่อนข้างยุ่งยาก และยังจำเป็นต้องแลกกับบางอย่าง”
ทุกคนต่างมองหน้ากัน จากนั้นพวกเขาก็พยักหน้ายอมรับ ก่อนจะเป็นผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่เอ่ยถามขึ้นมา “แลกกับอันใด?”
“ข้า ต้องการเลือดในกายของพวกเจ้า เพื่อดึงดูดให้ตำหนักวิญญาณสวรรค์กลับมา!”
“เลือดของพวกข้า?”
“พวกเจ้าต่างก็มีหยดเลือดอยู่บนป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ ส่วนข้า… ข้าสามารถใช้หยดเลือดนี้ของพวกเจ้าเพื่อสร้างค่ายกลหวนโลหิต ทำให้เลือดของพวกเจ้าที่อยู่ภายนอกนั้นหวนกลับมา ซึ่งป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์นั้นมีเลือดของพวกเจ้าอยู่ เช่นนั้นป้ายก็ย่อมถูกหวนดึงกลับมาด้วย แต่…”
“แต่อันใด?”
“คาดว่าแต่ละคนจะต้องใช้เลือดไม่น้อยเลย จนมันอาจทำให้ขั้นพลังลดลงได้” จบประโยคนี้ของลู่เฉิน ทุกคนก็พากันนิ่งเงียบครุ่นคิดอย่างหนัก
ส่วนลู่เฉินก็เดินไปยังทางเข้าสุสานที่อยู่ไกลออกไป “ข้าให้เวลาพวกเจ้าสิบลมหายใจในการปรึกษากัน อยากเป็นอิสระก็รีบตัดสินใจเสีย ถ้าไม่อยาก เช่นนั้นพวกข้าก็จะเข้าไปแล้ว!”
ทุกคนรีบปรึกษากันทันที ก่อนจะให้ผู้นำแห่งสำนักพันสูญเป็นผู้ตัดสินใจ
เมื่อคิดดี ๆ แล้ว ผู้นำแห่งสำนักพันสูญก็เดาว่าในเมื่อชายหนุ่มสามารถทำให้ผู้นำของอีกสามเขตก่อนหน้านี้หลุดพ้นมาได้ เช่นนั้นกับตัวเขาเองก็น่าจะทำได้เช่นกัน จึงกัดฟันแน่นพลางตอบกลับไปว่า “ได้ ข้าจะลองดู!”
ลู่เฉินหยุดเดิน จากนั้นจึงจัดวางค่ายกลขนาดเล็กขึ้นมา โดยให้พวกเขาเข้ามายืนภายในค่ายกล
ไม่เพียงเท่านั้น ลู่เฉินยังให้พวกเขาหยดเลือดสิบหยดลงบนรอบ ๆ ค่ายกล
คนเหล่านั้นต่างก็ทำตาม และแม้แต่ผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่อยู่ภายในเกี้ยวนั้นก็ได้หยดเลือดสิบหยดออกมาจากภายในเกี้ยวเช่นกัน
ครั้นเวลาผ่านไปหนึ่งถ้วยชา ค่ายกลนี้ก็ได้เปลี่ยนเป็นสีแดงเลือด
แต่ผลลัพธ์ของมันไม่ได้ชัดเจนมากนัก ลู่เฉินจึงให้พวกเขาหยดเลือดเพิ่มอีกสิบหยด
ขณะนั้นเอง ค่ายกลก็กลายเป็นสีแดงฉาน หลังจากนั้น จู่ ๆ ทุกคนก็รู้สึกว่าขั้นพลังของตัวเองลดลง
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาหวาดกลัวยิ่งนัก ถึงขนาดที่ผู้นำแห่งสำนักพันสูญอุทานออกมา “นี่มัน!”
“อย่ากังวลไป มากสุดก็แค่สูญเสียไปเล็ก ๆ น้อย ๆ เท่านั้น!”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนสงบลง ก่อนที่แสงสว่างสีเลือดจะลอยมาจากไกล ๆ ซึ่งลู่เฉินก็ได้ยื่นมือออกไปรับ มือคือป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ที่สลักเลขห้าเอาไว้นั่นเอง! และบัดนี้… มันก็ได้ตกอยู่ในมือของชายหนุ่มแล้ว!!
ทุกคนดีใจจนพากันโห่ร้อง
ลู่เฉินได้ ‘ปลดปล่อย’ ผู้คนออกจากสำนักพันสูญ ก่อนจะปล่อยให้พวกเขากล่าวคำลาแล้วจากไป
สุดท้ายก็เป็นผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่เอ่ยถามอย่างตื่นเต้นขึ้นมา “ข้า แล้วข้าล่ะ?”
“ให้เลือดแก่ข้าหนึ่งหยด”
ว่าแล้วผู้นำแห่งสำนักพันสูญก็รีบนำเลือดหนึ่งหยดออกมาให้ลู่เฉิน และหลังจากชายหนุ่มได้ดึงหยดเลือดบนศิลาวิญญาณโลหิตกลับมา ผู้นำแห่งสำนักพันสูญก็เป็นอิสระทันที เขาจึงกล่าวคำขอบคุณออกมามากมาย
“ก่อนเจ้าจะจากไป จงเล่ามาเสียหน่อยว่าภายในสุสานนี้เกิดเหตุการณ์อันใดขึ้น?”
“ตามที่ทูตมารสั่ง เขาต้องการให้ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ของแต่ละกลุ่มกองกำลังทยอยเข้าไปทีละคน”
“พวกเขาเข้าไปนานเท่าไหร่แล้ว?”
“ผ่านไปสิบวันแล้ว!”
“มีคนออกมาหรือไม่?”
“ไม่มี!”
“อืม เช่นนั้นเจ้าก็ไปได้แล้ว”
ผู้นำแห่งสำนักพันสูญที่ได้ยินก็ไม่รอช้า รีบคุมเกี้ยวและจากไปทันที
ส่วนลู่เฉินก็ได้นำป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ทั้งสี่ส่วนมาวางไว้ด้วยกัน และขณะที่กำลังเตรียมจะเก็บมันขึ้นมา แผ่นป้ายทั้งสี่นี้ก็เกิดสั่นไหวรุนแรง
“เกิดอันใดขึ้น?” ลู่เฉินสงสัย