ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 125 บ้า บ้ากันไปหมดแล้ว!
บทที่ 125 บ้า บ้ากันไปหมดแล้ว!
หลี่ว์ซือเองก็แปลกใจเช่นกัน จนกระทั่งแผ่นป้ายทั้งสี่ส่วนนี้ผสานเข้าด้วยกัน
“พวกมันผสานเข้าด้วยกัน?” ลู่เฉินคิดไม่ถึงว่าแผ่นป้ายทั้งสี่นี้จะสามารถผสานเข้าด้วยกันได้
ดังนั้นชายหนุ่มจึงแทรกจิตวิญญาณเข้าไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น เขาจึงได้เห็นศิลาวิญญาณโลหิตสี่ส่วนที่ประกบติดกัน ทว่าดูแล้วมันกลับคล้ายชามกระเบื้องที่แตกออก เนื่องจากว่าศิลานี้คล้ายกับยังไม่สมบูรณ์ มันยังมีร่องรอยที่รอเติมเต็มอยู่
“ของสิ่งนี้ น่าจะยังขาดบางส่วนอยู่”
ขณะพูด ชายหนุ่มก็กำลังครุ่นคิดไปด้วย เขาฉงนใจว่าเหตุใดแค่สามแผ่นป้ายก่อนหน้านี้จึงไม่เกิดสิ่งใดขึ้น และเหตุใดจึงต้องรอให้มีถึงสี่ส่วน?
ลู่เฉินวางแผนที่จะสืบเรื่องราวของศิลาวิญญาณโลหิตนี้เสียหน่อย!
หลังจากสำรวจศิลาวิญญาณโลหิตจนทั่ว ชายหนุ่มก็ได้เห็นตัวหนังสือเลือนรางสลักไว้
ไม่เพียงเท่านั้น บนศิลาส่วนนี้ยังแผ่ไอมารออกมา!
“ไอมาร?” เมื่อสัมถึงไอมาร ลู่เฉินพลันสับสนขึ้นมา
แต่สิ่งที่ทำให้ลู่เฉินแปลกใจยิ่งกว่านั้น คือตัวหนังสือที่ขาดหายไป!
ทว่ากลับไม่มีผู้ใดสามารถอธิบายแก่ลู่เฉินได้ ชายหนุ่มจึงทำได้เพียงรวบรวมความคิดแล้วพึมพำออกมา “ดูเหมือนว่าจะต้องหาชิ้นส่วนทั้งหมดของป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์นี้ให้พบ จึงจะหาความลับบนศิลาวิญญาณโลหิตนี้ได้!”
และขณะนั้นเอง เสียงหนึ่งก็ทำให้ลู่เฉินกลับมารู้สึกตัวอีกครั้ง
อีกร่างหนึ่งของทูตมารผู้นั้นยืนอยู่ไกล ๆ พลางกล่าวด้วยน้ำเสียงโมโห “เป็นเจ้าอีกแล้ว!”
ลู่เฉินที่รู้สึกตัวจึงฉีกยิ้มกว้างอย่างยียวน “เจ้าคิดจริงหรือว่าขอเพียงเอาป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ไป แล้วข้าจะไม่สามารถปลดปล่อยคนพวกนั้นได้?”
“เจ้า แท้จริงแล้วเป็นใครกันแน่!” ทูตมารผู้นี้รู้สึกราวกับจะกลายเป็นบ้า!
“ข้าคือใครไม่สำคัญ ที่สำคัญคือ ข้าต้องการป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์พวกนั้นทั้งหมด!”
ทูตมารที่ได้ยินพลันโมโหขึ้นมาทันที “ฝันไปเถอะ!”
“ภายในสุสานนี้ มีผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้จำนวนไม่น้อยที่มาจากกลุ่มกองกำลังต่าง ๆ ส่วนข้า เพียงแค่ได้ของบางอย่างมากพอก็สามารถเรียกแผ่นป้ายส่วนอื่นมาได้แล้ว”
ทูตมารผู้นี้ระเบิดโทสะออกมาทันที “ข้าจะหยุดเจ้า!” หลังทูตมารตะโกนก้อง เขาก็หายไปจากตรงนั้น
ทว่าลู่เฉินก็เพียงยิ้มเย็นชา ไม่คิดกลัวแม้แต่น้อย “คิดหยุดข้า? เช่นนั้นก็รอดูว่าพวกเจ้าจะเอาอะไรมาหยุดข้า!”
ลู่เฉินก็เดินนำหลี่ว์ซือเข้าไปในถ้ำอย่างรวดเร็ว
ทว่าหลี่ว์ซือกลับรู้สึกกังวลใจเล็กน้อย “พวกเขาคงไม่แอบซุ่มกันอยู่ด้านในใช่หรือไม่?”
“วางใจเถิด ลำพังความสามารถของพวกเขา ย่อมไม่สามารถสร้างเรื่องอะไรได้!” ลู่เฉินไม่ใส่ใจคนพวกนั้นสักนิด
นี่จึงทำให้หลี่ว์ซือแปลกใจ …ลู่เฉินเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานคนหนึ่ง เหตุใดเมื่อเผชิญหน้ากับขั้นก่อกำเนิดกลับนิ่งเฉยขนาดนี้ และยังทำตัว ‘บ้า’ มากด้วย!
แต่ก็ไม่มีใครอธิบายแก่หลี่ว์ซือได้ เขาจึงทำได้เพียงตีสีหน้าจริงจังต่อไป และติดตามลู่เฉินเข้าไปในถ้ำ
เมื่อครู่นี้โดยรอบยังมีแสงสว่างอยู่เลย แต่เมื่อมาถึงด้านใน ทุกอย่างก็ค่อย ๆ มืดลง
ไม่เพียงเท่านั้น หลี่ว์ซือยังสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายแปลกประหลาด มันเป็นกลิ่นอายที่ทำให้เลือดลมในกายไหลเวียนเร็วผิดปกติ และหัวใจก็เต้นเร็วขึ้นเช่นกัน
“นี่… มันเกิดอะไรขึ้น?” หลี่ว์ซือหยุดเดินกะทันหัน
“ทีนี่มีไอมารจำนวนไม่น้อย และไอมารพวกนี้ไม่ได้มีผลกระทบเพียงแค่ผู้ฝึกตนทั่วไป แต่แม้กระทั่งผู้ฝึกกายเนื้อเช่นเจ้า มันก็ส่งผลไม่น้อย”
ประโยคนี้ทำให้หลี่ว์ซือประหลาดใจขึ้นมา “ไอมาร?”
“ใช่ ไปเถอะ”
หลี่ว์ซือจึงทำได้เพียงเลี่ยงการรับกลิ่นอายเหล่านั้นเข้าไป
เมื่อเป็นเช่นนี้ พวกเขาทั้งสองก็เดินลึกเข้าไปเรื่อย ๆ จนกระทั่งมาถึงด้านในสุด
พวกเขาเห็นเพียงแสงสว่างสีม่วงอ่อนแผ่กระจายออกมา และภายในแสงสีม่วงนี้ มันก็มีขั้นบันไดสีดำสนิทปรากฏให้เห็น!
“ลงไปดีหรือไม่?” หลี่ว์ซือกังวลใจ เพราะความหนาแน่นของไอมารโดยรอบทำให้เขารู้สึกว่าอะไรบางอย่างที่น่ากลัวกำลังรออยู่ด้านล่าง
แต่ลู่เฉินกลับนิ่งเฉยมาก “ไปเถอะ!”
ว่าแล้วชายหนุ่มก็เดินนำลงไปก่อน ส่วนหลี่ว์ซือก็ทำได้เพียงตามลงไป
เมื่อเข้ามาภายใน รอบกายของคนทั้งสองก็ได้เต็มไปด้วยไอมารสีม่วงอ่อน จากนั้นแสงสีม่วงนี้ก็ยิ่งเข้มขึ้นเมื่อเดินลึกลงไป จนกระทั่งพวกเขาได้ยินเสียงดังมาจากด้านล่างของบันได เป็นเสียงคล้ายคนกำลังถกเถียงกันอย่างบ้าคลั่ง
หลี่ว์ซือที่ได้ยินสงสัยยิ่งนัก ส่วนลู่เฉินกลับสงบนิ่ง เขาเดินไปพลางอธิบายไปว่า “ดูจากสถานการณ์ คนเหล่านั้นน่าจะถูกมารครอบงำไปแล้ว”
“มารครอบงำ?”
“สำหรับผู้ฝึกตน ถ้าหากซึบซับไอมารมากเกินไป มันก็จะง่ายต่อการกลายเป็นมาร และตอนนี้ พวกเขาก็อยู่ภายใต้ขอบเขตของมารอีก ดังนั้น…”
“หมายความว่า ผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้เหล่านั้นเมื่อเข้ามาก็จะเริ่มกลายเป็นมาร?”
“ใช่”
“แล้วเหตุใดตำหนักวิญญาณสวรรค์จึงต้องส่งคนพวกนี้มาที่นี่?”
“ดูเหมือนว่า จะมีความเป็นไปได้สองอย่าง”
“อันใดบ้าง?” หลี่ว์ซือถามอย่างสนใจ
“หนึ่ง ทำให้คนพวกนี้เป็นมาร กลายเป็นผู้ฝึกวิถีมาร สอง ที่นี่มีของบางสิ่งที่พวกเขาต้องการ เพียงแต่พวกเขาคิดไม่ถึงว่าผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้พวกนี้จะไม่สามารถต่อต้านไอมารที่นี่ได้เลย”
เมื่อฟังถึงตรงนี้ หลี่ว์ซือก็ยิ่งแปลกใจมากขึ้น
จนกระทั่งทั้งสองเดินลงมาชั้นล่างสุดของบันได ก็เห็นว่ารอบ ๆ เต็มไปด้วยตำหนักซึ่งถูกทำลาย
เมื่อพวกเขามองอย่างละเอียดก็พบว่ารอบด้านมีเสาหินและกำแพงหินที่หักพังลงมา ส่วนบนซากปรักหักพังมากมายก็มีบางคนที่กำลังต่อสู้กันราวกับคนบ้า
มีบางคนที่หลบซ่อนอยู่ภายในมุมมืด
และมีสองคนที่ตาแดงก่ำ ปากก็ตะโกนออกมาว่า ฆ่าฆ่า ไม่หยุด
บางคนถึงกับร้องไห้
กล่าวได้ว่าตอนนี้ไม่มีใครมีสติเลย
ไม่เพียงเท่านั้น รอบด้านยังเต็มไปด้วยคนที่ต่อสู้กันจนตัวตาย
นี่จึงทำให้หลี่ว์ซือประหลาดใจ “ทุกคนกลายเป็นแบบนี้ไปแล้ว… เหตุใดพวกเขาจึงไม่คิดหนีกัน?”
“มีป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ควบคุมพวกเขาอยู่ ทำให้พวกเขาไม่กล้าออกไป และอีกอย่าง ในกระบวนการก่อนที่คนผู้นั้นจะกลายเป็นมาร พวกเขาจะเริ่มค่อย ๆ สูญเสียความเป็นตัวเอง ดังนั้นลืมเรื่องที่จะออกไปได้เลย”
หลี่ว์ซืออดถอนหายใจออกมาไม่ได้ “ช่างน่ากลัวเสียจริง”
ลู่เฉินกวาดสายตาไปรอบ ๆ “ดูจากสถานการณ์เช่นนี้แล้ว คาดว่าที่นี่อย่างน้อยอาจมีถึงหนึ่งพันคน”
“เช่นนั้น เจ้าวางแผนจะทำเช่นไร?”
ลู่เฉินคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะตอบว่า “เอาเป็นว่าเจ้าจงไปยืนเฝ้าที่ปากถ้ำเสียก่อน และห้ามผู้ใดเข้ามาเด็ดขาด!”
“อืม!” หลี่ว์ซือขานรับก่อนจะเดินไปเฝ้ายังปากทางบันได
ส่วนลู่เฉินก็เริ่มสร้างค่ายกลรอบ ๆ บริเวณนี้
ครึ่งชั่วยามถัดมา ชายหนุ่มก็นั่งลงตรงกลายค่ายกล หลับตาลง จากนั้นก็ใช้วิชาหมื่นวิญญาณ!
วิชาหมื่นวิญญาณนี้กำลังดูดซับไอมารรอบด้านเข้ามาอย่างบ้าคลั่ง
แต่ไอมารมากมายเช่นนี้ ลำพังแค่ลู่เฉินย่อมไม่สามารถกลืนกินไปทั้งหมดได้ ชายหนุ่มจึงหยิบศิลาวิญญาณโลหิตที่หลอมรวมแล้วออกมา และชักนำไอมารเข้าไปสู่ภายในศิลาวิญญาณโลหิต
ศิลาวิญญาณโลหิตซึบซับไอมารเหล่านี้เข้าไปอย่างบ้าคลั่ง
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครึ่งชั่วยาม ไอมารโดยรอบจึงค่อย ๆ เบาบางลง
แต่คนเหล่านั้นได้รับไอมารมากมายเข้าไป ทำให้แม้จะไม่มีไอมารแล้ว พวกเขาก็ยังคงพูดตอบโต้คนเดียวราวกับเป็นคนบ้า
แต่นี่ก็ไม่ได้สร้างความรบกวนให้ลู่เฉิน
ชายหนุ่มเริ่มจัดวางค่ายกลอีกครา ก่อนที่จะเกิดเสียงฟ้าร้องดังก้องซ้ำแล้วซ้ำเล่า
เมื่อเสียงดังติดต่อกันสิบครั้ง คนพวกนี้ถึงจะค่อย ๆ ได้สติขึ้นมา
และเมื่อพวกเขาเห็นเหตุการณ์ที่เกิดขึ้นตรงหน้า คนทั้งหมดต่างก็แปลกใจว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น
จนกระทั่งมีคนเห็นลู่เฉินที่นั่งอยู่ จึงเดินเข้าไปหาด้วยความสับสน ก่อนที่คนอื่น ๆ จะทยอยกันตามไป
เมื่อเห็นคนพวกนี้ได้สติขึ้นมา ลู่เฉินจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น
ขณะนั้นเอง เสียงทูตมารก็ดังขึ้นจากรอบ ๆ บริเวณนี้ “ทุกคนจงฟังคำสั่งข้า!”
พวกเขามองหน้ากันทันที ต่างแปลกใจว่าคือเสียงใดกัน
“ข้าคือทูตแห่งตำหนักวิญญาณสวรรค์!”
ทุกคนพากันประหลาดใจ ทว่ายังไม่ทันคิดสิ่งใดให้มากความ ทูตมารก็ถ่ายทอดคำสั่งออกมาทันที “หากไม่อยากเป็นผู้ทรยศต่อป้ายสัญลักษณ์วิญญาณสวรรค์ และถูกตำหนักวิญญาณสวรรค์ตามล่า พวกเจ้าจงฆ่าเขาซะ!”