ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 130 นักพรตผู้น่ารำคาญปรากฏตัวระหว่างทาง!
บทที่ 130 นักพรตผู้น่ารำคาญปรากฏตัวระหว่างทาง!
ระหว่างทาง มีภูตสาวที่กำลังหัวเราะอยู่บนต้นไม้ และยังมีภูตเด็กวิ่งเล่นอยู่ในป่า
แต่สิ่งเหล่านี้ไม่อาจได้ยิน ทำได้เพียงมองเห็นเท่านั้น
ด้วยเหตุนี้หลี่ว์ซือจึงรู้สึกลุกลี้ลุกลน “ข้าประสาทหลอนหรือเปล่า?”
”มันไม่ใช่อาการประสาทหลอน แต่เป็นความพิเศษของเขตที่แปด” ลู่เฉินอธิบาย ในขณะที่หลี่ว์ซือพูดอย่างกังวลใจว่า “ไม่ใช่ว่าปกติพวกภูตผีจะซ่อนตัว และจะแสดงตนเมื่อต้องการบางสิ่งเท่านั้นหรือ?”
”โดยหลักการแล้วเป็นเช่นนั้น ทว่าเขตที่แปดน่าจะมีพลังบางอย่างที่ทำให้พลังของพวกเขาไม่ลดลง”
“พลังไม่ลดลงงั้นหรือ?”
”หากภูตผีธรรมดาเปิดเผยตัวตน พลังของพวกเขาก็จะถดถอย” ขณะที่ลู่เฉินกำลังอธิบาย หนานเหยาก็ปรากฏตัวขึ้น
หลี่ว์ซือถึงกับผงะ “นะ… นี่คือผู้ใด…”
หนานเหยาที่ดูเหมือนจะ ‘มีชีวิตชีวา’ อีกครั้งพูดขึ้นว่า “ข้า? แน่นอนว่า…”
”นางคือภูตผีที่ถูกข้าสยบไว้” คำพูดของลู่เฉินทำให้หลี่ว์ซือถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ฟู่ว~ ข้าคิดว่านางจะมาโจมตีพวกเราเสียอีก…”
เดิมทีหนานเหยาอยากทำให้หลี่ว์ซือตกใจสักหน่อย แต่หลังจากถูกลู่เฉินเรียก นางก็ทำได้เพียงมองตามเสียงไปอย่างสงสัยและถามว่า “คุณชายลู่ สถานที่นี้คือที่ใด? เหตุใดข้าจึงไม่ได้รับผลกระทบอันใดเลยเมื่อออกมาตอนกลางวัน?”
“คำถามนี้ข้าอยากจะถามเจ้ามากกว่า”
”ถามข้า?”
”ใช่ เจ้ามีความรู้สึกพิเศษอันใดหรือไม่” ลู่เฉินจ้องมองนาง ในขณะที่หนานเหยาก็สำรวจตัวเอง นางหมุนตัวอยู่ที่เดิมอีกครั้ง และกระโดดโลดเต้นไปมา…
สิ่งนี้ทำให้หลี่ว์ซือสับสน เขาไม่เข้าใจการกระทำของภูตสาวตนนี้เลย
ส่วนลู่เฉินก็ได้แต่กุมขมับอย่างปวดหัว เขาพูดอย่างท้อใจว่า “อย่าลีลา รีบพูดมาได้แล้ว!”
“ข้ารู้สึกว่าพออยู่ที่นี่พลังจะไม่ถดถอย และโดยรอบมีไอภูตผีให้ซึมซับอย่างไร้สิ้นสุด” หนานเหยาผู้นี้กระโดดขึ้นลงด้วยความประหลาดใจระคนดีใจไม่หยุด
“ไอภูตผีอันไร้สิ้นสุด?” ลู่เฉินขมวดคิ้ว
”อืม!” หนานเหยาพูดอย่างมีความสุขราวกับปลาได้น้ำ
ชายหนุ่มคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วเอ่ยว่า “เช่นนั้นเจ้าก็จงกลับไปในสร้อยก่อนเถิด”
”ไม่!! ถึงอย่างไรที่นี่ก็มีสหายมากมาย! ไม่มีอันใดร้ายแรงสักหน่อย” หนานเหยามองไปภูตผีที่อยู่ใกล้ ๆ ด้วยรอยยิ้มสดใส
ทว่าลู่เฉินกลับขมวดคิ้ว “ถ้าเจ้าไม่กลับไป ข้าจะโยนสร้อยเส้นนี้ทิ้งและไม่สวมมันอีก”
“ท่าน! เหตุใดถึงใจแคบนัก!” หนานเหยารู้สึกหดหู่ใจ
แต่ลู่เฉินขี้เกียจเกินกว่าจะโต้เถียง เขาเพียงหยิบสร้อยคอออกมา ทำท่าจะโยนทิ้งตามคำขู่ นั่นจึงทำให้หนานเหยาจำต้องกลับเข้าไปอย่างเชื่อฟัง กระนั้นนางก็ได้ส่งเสียงบ่นต่าง ๆ นานาดังออกมาไม่หยุดหย่อน
ลู่เฉินที่รู้สึกว่านางเสียงดังเกินไปจึงปิดผนึกสมบัติวิญญาณด้วยอักขระผนึก ทำให้หนานเหยาไม่สามารถพูดคุยกับโลกภายนอกได้อีก
หนานเหยาที่รู้สึกหดหู่ใจอยู่ในสมบัติวิญญาณจึงได้แต่ก่นด่าออกมา “ท่านมันคนบัดซบสารเลว กักขังสาวน้อยอย่างข้าไม่ให้เห็นเดือนเห็นตะวัน ชั่วช้าที่สุด!”
หลี่ว์ซือมองไปที่ลู่เฉินอย่างสงสัย “นาง…”
”เสียงดังเกินไป ข้าจึงให้นางเงียบสักหน่อย” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบเขาก็เดินต่อ
ส่วนหลี่ว์ซือที่ไม่กล้าถามอะไรให้มากความ เขาก็พลันเดินตามไปอย่างเงียบ ๆ
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา ทั้งสองก็มาถึงพื้นที่อยู่อาศัยในเขตที่แปด และที่แห่งนี้ก็มีนักพรตเต๋ากับหลวงจีนอยู่ทั่วทุกหนทุกแห่งดังคาด!
ลู่เฉินซึ่งอยากรู้ที่อยู่ของพี่น้องทั้งสองจึงค้นหาโรงเตี๊ยมที่มีผู้คนพลุกพล่าน และขอให้เสี่ยวเอ้อของโรงเตี๊ยมช่วยสืบหา ก่อนที่พวกเขาจะนั่งรอที่โต๊ะในโถง
ไม่ถึงหนึ่งชั่วยาม เสี่ยวเอ้อที่รับเงินไปก็วิ่งไปหาทั้งสอง และพูดอย่างมีความสุขว่า “คุณชาย… ได้ข่าวมาแล้วขอรับ”
”พูดมา!”
“หลังจากที่ถามไปเมื่อครู่ ข้าก็รู้ว่าสองพี่น้องกำลังต่อสู้กันที่ขอบหุบเหวทางตะวันตกของเขตที่แปด และยังต่อสู้กันเกือบทั้งวันทั้งคืนเลยขอรับ!”
“หุบเหวตะวันตก?”
”ใช่แล้วขอรับ!”
”มีแผนที่หรือไม่” ลู่เฉินพูดพร้อมกับหยิบศิลาวิญญาณออกมา เสี่ยวเอ้อจึงวาดสำเนาให้อย่างมีความสุข ส่วนลู่เฉินที่ได้แผนที่มาแล้วก็พลันลุกขึ้นและพาหลี่ว์ซือจากไป
แต่ทันทีที่เดินออกจากเมือง พวกเขาก็ได้พบกับนักพรตวัยกลางคนไว้หนวดคนหนึ่ง คนผู้นี้สะพายกระบี่ไม้ที่มีสลักสัญลักษณ์แปลกประหลาดห้าเล่มไว้บนแผ่นหลัง
“ข้างหลังมีนักพรตตามเรามา” หลี่ว์ซือพูดหลังจากสัมผัสได้อย่างรวดเร็ว
”ไม่ต้องสนใจเขา” ลู่เฉินไม่สนใจอีกฝ่าย คิดวางแผนที่จะรีบไปยังจุดหมายปลายทาง มิฉะนั้นก็ไม่รู้ว่าเมื่อใดที่จะพบสองคนนั้นอีก…
แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว นักพรตผู้นั้นก็วิ่งมาหยุดตรงหน้า
ลู่เฉินชำเลืองมองครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยถามอย่างสงสัย “มีอันใดหรือ?”
“คุณชาย… ในตัวของท่านมีภูตผีอยู่ตนหนึ่ง!”
“ในตัวของข้ามีภูตผี?” ลู่เฉินไม่คาดคิดว่านักพรตผู้นี้จะสัมผัสได้ถึงหนานเหยาในสร้อยคอ
”ถูกต้อง ภูตผีตัวนี้น่าจะเป็นภูตสาว และนางน่าจะอยู่ในขั้นสร้างรากฐานหรือแม้แต่ขั้นหลอมแก่นแท้!”
ลู่เฉินส่งเสียงอ้อแล้วเอ่ยว่า “ถ้าไม่มีอันใดแล้ว เช่นนั้นข้าขอตัวก่อน”
เดิมทีนักพรตคิดว่าลู่เฉินจะตกใจกลัว แต่หลังจากเห็นเขาสงบลงเช่นนี้ จึงรู้สึกแปลก ๆ “คุณชาย… ท่านไม่อยากกำจัดภูตสาวตนนี้หรือ?”
“กำจัด? เหตุใดต้องกำจัดกันล่ะ?”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นนักพรตก็ขมวดคิ้ว “ทะ… ท่านเลี้ยงภูตหรือ?”
“เลี้ยงหรือไม่ แล้วเกี่ยวอันใดกับเจ้า?”
“หน้าที่ของข้าคือปราบภูต ถ้าคุณชายเลี้ยงภูตก็ได้โปรดส่งมันให้ข้าโดยเร็วที่สุด!” นักพรตผู้นี้จู้จี้และพูดด้วยน้ำเสียงชอบธรรม
แต่ลู่เฉินไม่เล่นด้วย เขาเพียงมองด้วยรอยยิ้ม ก่อนจะกล่าววาจาเสียดแทงออกมา “นี่มันไม่เกี่ยวอันใดกับเจ้าเลย!”
“ถ้าคุณชายยังคงหมกมุ่นอยู่กับมัน ข้าจะลงมือแล้วนะ อย่าหาว่าไม่เตือน” นักพรตเอ่ยเสียงเย็นเยียบ ทำให้ผู้คนที่เดินผ่านไปผ่านมาอดไม่ได้ที่จะเหลียวมอง
บางคนถึงกับชี้มาและพูดว่า “นักพรตผู้คลั่งไคล้เต๋าคนนั้นนี่จริง ๆ เลย!”
“เดาว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นคงถูกภูตผีสิงอยู่กระมัง?”
”ไร้สาระ สงสัยนู่นสงสัยนี่ทุกวัน!”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าเขาช่วยกำจัดภูตผีให้คนมากมายเชียวนะ!”
”ข้าก็ได้ยินมาว่านักพรตผู้นี้ทรงพลังมาก!”
…
ในขณะที่ทุกคนกำลังคุยกัน ลู่เฉินกลับพูดกับผู้คลั่งไคล้เต๋าในชุดนักพรคนนั้นว่า “ท่านนักพรต ข้าแนะนำให้สนใจเรื่องของตัวเองเถิด มิฉะนั้นท่านจะเสียใจ!”
“ข้าว่า… ท่านถูกภูตหลอกลวงเข้าแล้ว ข้าควรปลุกท่านเสียหน่อย!” ผู้คลั่งไคล้เต๋าหยิบยันต์สีเหลืองออกมาและบรรจุพลังเข้าไปทันที ก่อนที่ยันต์นั้นจะกลายเป็นเปลวไฟสีทองแล้วทะยานไปหาชายหนุ่ม
ทว่าขณะเดียวกันนั้นเอง หลี่ว์ซือก็ได้รีบเข้าไปขวางหน้าลู่เฉินพลางชกเปลวไฟ ทำให้มันแตกกระจายเป็นเป็นเถ้าธุลีลอยเคว้งกลางอากาศ
การกระทำเช่นนี้ทำให้ทุกคนต่างสงสัยว่าหลี่ว์ซือคือผู้ใดกัน? เหตุใดถึงแข็งแกร่งมากแม้ไม่มีพลังปราณเล็ดลอดออกมาเลย!!!
ไม่ใช่แค่คนเหล่านั้น ทว่าผู้คลั่งไคล้เต๋ายังมองไปที่หลี่ว์ซืออย่างสงสัย “แม้ว่าเจ้าไม่ได้ถูกภูตผีเข้าสิง แต่ก็มีพลังแปลก ๆ ในร่าง ซึ่งน่าจะเกี่ยวข้องกับภูตผี!”
ทว่าหลี่ว์ซือหาได้สนใจ เขาตอบกลับไปว่า “เจ้าไปเสียเถิด ไม่เช่นนั้นหากข้าลงมือ เกรงว่าเจ้าจะรับไม่ไหว!”
”แต่เจ้าไม่มีแม้แต่พลังปราณ!”
”ข้าเป็นผู้ฝึกกายเนื้อของสำนักไร้สุญญะ” คำพูดของหลี่ว์ซือทำให้ทุกคนอุทานออกมา แม้แต่ผู้คลั่งไคล้เต๋ายังขมวดคิ้วแน่น “แม้ว่าเจ้าจะเป็นคนของสำนักไร้สุญญะ ทว่าเจ้าก็ไม่อาจต้านทานภูตผีที่เข้าสิงสู่ได้ ดังนั้นข้าแนะนำว่าเจ้าควรร่วมมือกับข้าและกำจัดภูตผีบนร่างของเขาด้วยกันจึงจะดีที่สุด!”