ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 131 รากวิญญาณแห่งการรักษา
บทที่ 131 รากวิญญาณแห่งการรักษา
เมื่อหลี่ว์ซือมีลู่เฉินอยู่ เขาจึงไม่กลัวภูตผี และตอนนี้ภูตผีก็ไม่สามารถเข้ามาในร่างกายของตนได้ ดังนั้นเขาจึงยังคงพูดกับผู้คลั่งไคล้เต๋าผู้นี้ด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ออกไปให้พ้น!”
ทุกคนไม่คิดว่าหลี่ว์ซือจะดื้อด้านเช่นนี้
ทว่าสำหรับผู้คลั่งไคล้เต๋านั้น เขายังคงพูดอย่างมั่นใจ “ข้าไม่ไป!”
หลี่ว์ซือที่ได้ยินจึงยื่นหมัดคู่ออกไป “เช่นนั้นเจ้าก็ลองถามหมัดนี้ของข้าดู!”
“ย่อมได้ ข้าก็อยากจะเห็นคนของสำนักไร้สุญญะเสียหน่อยว่าเก่งกาจแค่ไหนกัน!” เมื่อผู้คลั่งไคล้เต๋าเอ่ยจบ เขาก็ลงมือทันที!
ว่าแล้วกระบี่ไม้ห้าดาวก็ลอยขึ้น ก่อนที่แสงสีทองจะพุ่งทะยานจากปลายดาบเข้าห่อหุ้มร่างหลี่ว์ซือไว้
หลี่ว์ซือที่เห็นดังนั้นจึงใช้หมัดคู่โจมตีหวังทลายมัน
แต่ม่านป้องกันสีทองนี้แข็งแกร่งยิ่งนัก ทำให้หมัดสวรรค์ของหลี่ว์ซือสำแดงฤทธิ์ออกมาได้ผลไม่มากนัก
ไม่เพียงเท่านั้น เพื่อป้องกันไม่ให้หลี่ว์ซือทำลายม่านป้องกันนี้ ผู้คลั่งไคล้เต๋าก็ยังนำยันต์ออกมา และประทับติดมันลงบนม่านป้องกัน ทำให้ม่านสีทองนี้แข็งแกร่งยิ่งกว่าเก่า
ทว่าหลี่ว์ซือมีหรือจะถอดใจ? เขายังคงโจมตีอย่างบ้าคลั่งต่อไป!
ส่วนผู้ที่มองดูอยู่รอบ ๆ ก็ได้เอ่ยเตือนออกมา
“อย่าเสียเวลานักเลย ค่ายกลกระบี่กักขังของผู้คลั่งไคล้เต๋าทำลายได้ยากนัก!”
“ใช่ กักขังผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดหนึ่งคนนั้นไม่เป็นปัญหาเลย!”
“ยอมแพ้เสียเถิด!”
ทางฝั่งผู้คลั่งไคล้เต๋า เขาก็จ้องมองไปยังลู่เฉินด้วยแววตาข่มขู่ “ตอนนี้สามารถส่งออกมาได้หรือยัง?”
“จำเป็นด้วยหรือ?”
“แม้แต่เขายังถูกข้ากักขังไว้ ดังนั้นเจ้าคิดว่าผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานอย่างเจ้าจะมีวิธีหลบหลีกการโจมตีของข้าได้งั้นหรือ?” คำพูดของผู้คลั่งไคล้เต๋านี้แฝงไปด้วยการตักเตือนและข่มขู่
ซึ่งทุกคนต่างก็คิดว่าลู่เฉินที่อยู่เพียงขั้นสร้างรากฐานคงยอมแพ้เป็นแน่
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับขยับมือไม้แปลก ๆ ออกมา!
ชายหนุ่มวางมือข้างหนึ่งไว้บนม่านป้องกัน ทำให้ม่านสีทองนี้อ่อนแอลง!
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้ผู้คนต่างก็แปลกใจว่าเกิดเหตุอะไรขึ้น! เช่นเดียวกับผู้คลั่งไคล้เต๋าที่ชะงักงันนิ่งไป!!
หลี่ว์ซือที่เห็นโอกาสพลันรวบรวมพลัง ใช้จังหวะนั้นต่อยทำลายม่านป้องกันนี้ กระทั่งแรงลมของหมัดยังส่งให้กระบี่ไม้ลอยกลับไปยังด้านหลังของผู้คลั่งไคล้เต๋า!
สิ่งที่เกิดขึ้นนี้ทำให้ผู้คลั่งไคล้เต๋าตกตะลึง
แต่ทั้งหมดยังไม่จบ! เพราะหมัดของหลี่ว์ซือได้พุ่งไปยังผู้คลั่งไคล้เต๋า ทำให้เขากระเด็นออกไปจากตรงนั้น!!
โลหิตพุ่งออกจากริมฝีปากของผู้คลั่งไคล้เต๋าทันที ส่วนหลี่ว์ซือที่เห็นดังนั้นก็ได้เก็บหมัดกลับมา ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “อย่ามายุ่งกับพวกข้าอีก!”
พูดจบ หลี่ว์ซือพลันหันมองไปยังลู่เฉิน ทว่าชายหนุ่มกลับเดินออกไปไกลแล้ว หลี่ว์ซือจึงรีบตามไปทันที
ทางด้านของผู้คลั่งไคล้เต๋า เขายังคงไม่ลดความพยายาม ปากก็กล่าวว่า “ข้า จะต้องจัดการพวกนี้ให้ได้!”
ผู้คนที่มองดูอยู่ต่างพากันส่ายหัว บางคนพึมพำออกมา “‘คลั่งไคล้’ ชื่อนี้ช่างไม่ผิดจริง ๆ!”
“หรือว่าเขาไม่กลัวถูกพลังหมัดนี้อัดจนตัวตาย?”
“เขาคือผู้คลั่งไคล้เต๋า ย่อมไม่ยอมแพ้โดยง่ายอยู่แล้ว!”
“ก็ใช่”
ขณะนั้นเอง ผู้คลั่งไคล้เต๋าก็ได้กินเม็ดยาเข้าไป ทำให้บาดแผลทั่วกายดีขึ้นอย่างรวดเร็ว ก่อนที่เจ้าตัวจะพุ่งทะยานออกจากที่นี่ และติดตามสองคนนั้นที่เดินห่างออกไปอย่างรวดเร็ว!
ทิ้งไว้เพียงผู้คนโดยรอบที่มองผู้คลั่งไคล้เต๋าด้วยสายตาสมเพชปนอิจฉา
หลี่ว์ซือที่สังเกตการกระทำของผู้คลั่งไคล้เต๋าพลันขมวดคิ้วมุ่น “ชายผู้นี้ เหตุใดจึงไม่กลัวตาย?”
“ไม่ใช่เขาไม่กลัวตาย แต่แท้จริงแล้วคือตายไม่ได้” ลู่เฉินตอบขณะที่กำลังเดิน หลี่ว์ซือที่สงสัยจึงถามว่า “เพราะเหตุใด?”
“รากวิญญาณของเขาค่อนข้างพิเศษ”
“รากวิญญาณ?”
“เจ้าเคยได้ยินรากวิญญาณแห่งการรักษาหรือไม่?”
หลี่ว์ซือพลันส่ายหัว “ข้าฝึกฝนกายเนื้อ ไม่เคยเข้าใจเรื่องพวกนี้”
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “โลกหล้านั้นกว้างใหญ่ ดังนั้นมันจึงมีรากวิญญาณพิเศษมากมายเกินจะกล่าวถึง และหนึ่งในนั้นก็คือรากวิญญาณแห่งการรักษา”
“รากวิญญาณชนิดนี้มีอันใดพิเศษ?”
“ขอเพียงแค่ไม่ใช่การโจมตีถึงตายในคราเดียว เขาผู้นั้นก็สามารถพึ่งเม็ดยาหรือวิชาการรักษาบางอย่างเพื่อฟื้นฟูและรักษาการบาดเจ็บได้ในทันที”
หลี่ว์ซือตกตะลึง “บนโลกใบนี้มีสิ่งที่แปลกประหลาดเช่นนั้นด้วยหรือ?”
ลู่เฉินยิ้ม “ในโลกใบนี้ ยังมีอีกหลายสิ่งที่ลึกลับไร้คนรับรู้”
หลี่ว์ซือรู้สึกว่าสิ่งนี้น่าเหลือเชื่อเกินไป แต่เมื่อคิดว่าตนเองคงไม่สามารถจัดการอีกฝ่ายให้ถึงตายได้ในหมัดเดียว เขาจึงได้แต่เอ่ยออกมาอย่างหมดหนทาง “ดูเหมือนการจะฆ่าเขาให้ตาย …คงเป็นไปไม่ได้”
“เช่นนั้นเราก็ไม่จำเป็นต้องไปสนใจคนผู้นี้แล้ว” ลู่เฉินยังคงเดินต่อไป
ส่วนหลี่ว์ซือก็เพียงเดินตามเขาไปเงียบ ๆ
…
หลังเวลาผ่านไปหนึ่งก้านธูป ลู่เฉินและหลี่ว์ซือก็ได้ยินเสียงการต่อสู้และโห่ร้องมาจากไกล ๆ
“มันจะสองวันอยู่แล้ว พวกเขายังไม่หยุดอีก”
“ช่วยไม่ได้ พี่ชายผู้นั้นดูท่าจะเป็นห่วงคนน้องน่าดู”
“เฮ้อ ก็นะ น้องชายของเขาคิดเข้าร่วมวิถีภูตผี เขาที่เป็นพี่ชายย่อมต้องทนดูต่อไปไม่ได้อยู่แล้ว!”
“ใช่”
…
หลังจากลู่เฉินและหลี่ว์ซือเดินออกมาจากป่าแล้ว เมื่อมองไปรอบ ๆ พวกเขาก็เห็นผู้คนมากมายล้อมคนสองคนเอาไว้ โดยคนทั้งสอง ณ ใจกลางนั้น ขณะนี้พวกเขากำลังจ้องมองกันอย่างไม่ละสายตา
หนึ่งในนั้น บนร่างมีแสงสีทองกะพริบออกมา ในมือถือแส้ยาวสีทองเอาไว้
ส่วนคนอีกด้านหนึ่ง บนร่างมีแสงสีดำกะพริบออกมา มือสองข้างสวมถุงมือสีดำ
สองคนนี้คือคู่พี่น้องรากวิญญาณธาตุมืดเจ็ดดาว และรากวิญญาณธาตุแสงที่ลู่เฉินกำลังตามหา!
สองคนนี้มีรูปร่างหน้าตาที่เหมือนกันมาก สิ่งเดียวที่แตกต่างกันคือ คนหนึ่งใบหน้าค่อนข้างขาวกว่า ขณะที่อีกคนค่อนข้างเข้มกว่า ซึ่งคนใบหน้าขาวนี้ก็คือผู้เป็นพี่
จากการพูดคุยของผู้คนโดยรอบ ลู่เฉินจึงได้รู้ว่าคนผิวขาวคือชิวต้า ส่วนคนผิวเข้มคือชิวเอ้อ
แส้ทองของชิวต้าพันล้อมขาของชิวเอ้อไว้ และชิวเอ้อจะต้องการเอามันออก ทว่าตัวเขากลับไม่สามารถเอาออกได้ ดังนั้นจึงยืนอยู่ตรงนั้นและเอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถึงแม้เจ้าจะพันข้าไว้ แต่ข้าก็จะไม่มีทางไปกับเจ้า!”
“เช่นนั้นข้าก็จะพันเจ้าไว้เช่นนี้ตลอดไป!” ชิวต้าพูดด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ชิวเอ้อที่ได้ยินดังนั้นพลันถอนหายใจเสียงยาวก่อนจะนั่งลง ส่วนชิวต้าที่เห็นดังนั้นก็นั่งลงเช่นกัน จากนั้นคนทั้งสองก็มองหน้ากันไปมา
ทว่าลู่เฉินกลับเห็นบางสิ่งที่ผู้อื่นมองไม่เห็น! นั่นคือชิวต้าผู้นี้มีการฟื้นฟูไอภูตผีภายในร่างกายรวดเร็วยิ่งนัก ซึ่งสาเหตุก็อยู่ที่ขอบหน้าผานั่น!
ลู่เฉินพบว่าด้านล่างหน้าผานี้มีไอภูตผีและไอซากศพหนาแน่นมาก… อ๊ะ!
“แท้จริงแล้วก็เป็นเช่นนี้เอง!” เมื่อลู่เฉินเข้าใจ เขาก็พลันก้าวออกไปทันที ซึ่งการกระทำนี้ก็ทำให้ผู้คนโดยรอบแปลกใจยิ่งนัก พวกเขาไม่เข้าใจว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงเดินออกมา?
ชิวต้าคนพี่ที่เห็นดังนั้นจึงได้กล่าวเตือนออกมาด้วยความหวังดีว่า “ที่นี่ได้ถูกข้าสองพี่น้องยึดครองไว้แล้ว ดังนั้นขอเชิญพี่ชายท่านนี้ออกไปเสียเถอะ!”
และแม้แต่ชิวเอ้อก็ยังกล่าวออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “ถ้าไม่อยากตาย ก็รีบไสหัวไป!”
เมื่อเผชิญกับคำขู่นี้ ทุกคนต่างคิดว่าลู่เฉินจะหวาดกลัว ทว่าชายหนุ่มกลับยิ้มและมองไปยังพวกเขาสองพี่น้อง “ข้ามาเพื่อช่วยพวกเจ้าแก้ปัญหา!”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนต่างสงสัยว่าลู่เฉินหมายความเช่นไร?
ชิวเอ้อเป็นคนแรกที่กล่าวออกมา “ช่วยแก้ปัญหาอันใด? จำเป็นต้องให้เจ้ามาจัดการหรือ?”
“ข้ามาทำให้พวกเจ้าพ่ายแพ้ ด้วยวิธีนี้พวกเจ้าก็ไม่จำเป็นต้องแบ่งแพ้ชนะที่นี่แล้ว” ลู่เฉินยิ้ม
ส่วนทุกคนที่ได้ฟังต่างก็แตกตื่นทันที
“เจ้าหนุ่ม เจ้ารู้ไหมว่าพวกเขามีขั้นพลังใด?”
“ใช่ ดูขั้นพลังของเขาเสียก่อน แล้วเจ้าค่อยพูดใหม่อีกที!”
เมื่อเผชิญหน้ากับการเยาะเย้ยของคนเหล่านี้ ลู่เฉินกลับไม่ได้ใส่ใจนัก เขาเพียงมองไปยังคนทั้งสองที่อยู่ขั้นสร้างรากฐานระดับสมบูรณ์พร้อมพลางยิ้มแล้วเอ่ยว่า “วางใจเถอะ ข้าจะต้องช่วยพวกเจ้าให้ได้!”
ชิวเอ้อเบิกตากว้างทันที “เจ้านี่ช่างสอดเสือกเรื่องชาวบ้านนักนะ!”
พูดจบ บนร่างของชิวเอ้อก็ปกคลุมไปด้วยไอภูตผี ส่วนชิวต้าก็ตะโกนใส่ลู่เฉินทันทีว่า “เจ้า… รีบหนีไป!”
สิ่งที่เกิดขึ้นทั้งหมดนี้ตกอยู่ในสายตาของผู้คนโดยรอบ ซึ่งพวกเขาก็เอาแต่เฝ้ามองอย่างสนุกสนานพลางชี้ไม้ชี้มือไปมา
ทว่าในขณะนั้นเอง… ชิวเอ้อพลันปล่อยหมัดที่ปกคลุมด้วยปราณสีดำทะยานตัดสุญญะ พร้อมกับอ้าปากกว้างตะโกนก้องว่า “ไปตายซะ!”