ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 137 ประนีประนอม นี่เป็นทางเลือกเดียวของเจ้า!
บทที่ 137 ประนีประนอม นี่เป็นทางเลือกเดียวของเจ้า!
ลู่เฉินมองออกไปนอกประตู เขาเห็นเมฆหมอกสีดำ และในหมอกสีดำก็มีคนผู้หนึ่งกำลังเดินอย่างสบายอารมณ์อยู่
หลังจากนั้นไม่นาน ชายวัยกลางคนที่มีเคราและผมสีขาวก็ปรากฏตัวขึ้น
เห็นเพียงว่าใบหน้าของชายคนนั้นซีดเผือดไร้สีโลหิต และเขาดูแปลกประหลาดอย่างมาก
ทันทีที่เห็นคนผู้นี้ ชิวเอ้อก็กลัวมากเสียจนเร่งเข้ามาซ่อนตัวอยู่ข้างหลังลู่เฉิน ไม่กล้าแม้แต่จะมองคนคนนี้
ส่วนลู่เฉิน เขาเพียงชำเลืองมองแวบหนึ่ง ก่อนพบว่าแม้อีกฝ่ายจะอยู่ในแดนวิญญาณ แต่ขั้นพลังกลับไม่ต่ำต้อยเลย เป็นขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม ซึ่งทำให้ลู่เฉินฉีกยิ้มในทันที “แข็งแกร่งไม่เลว!”
ยามนี้เอง เงาของหญิงสาวพลันปรากฏอยู่ข้างหลังคนผู้นี้ และรายงานว่า “ท่านหัวหน้า เขาผู้นี้แหละเจ้าค่ะ!”
ชายคนนั้นมองไปทางลู่เฉินอย่างเย็นชาด้วยใบหน้าบึ้งตึง “เจ้าเป็นใคร เหตุใดเจ้าจึงไม่ได้รับผลกระทบจากไอภูตผี และเหตุใดเจ้าถึงทำลายค่ายกลที่นี่ได้?”
”ไม่สำคัญว่าข้าเป็นใคร เจ้ารู้แค่เพียงข้าสามารถฝึกตนวิถีภูตผีได้ก็พอ! และสำหรับการทำลายค่ายกล… นั่นเป็นเพราะตัวข้าเองก็พอรู้วิชาค่ายกลอยู่เล็กน้อยเท่านั้น” คำตอบของลู่เฉินนั้นเป็น ‘มาตรฐาน’ มาก
แต่ชายคนนั้นไม่พอใจ “แล้วเจ้ามาทำอะไรในหมู่บ้านของข้า!”
”ประการแรก ข้าสงสัยว่าเหตุใดเจ้าถึงปลูกต้นไม้ภูตผีไว้ในเขตที่หนึ่ง และประการที่สอง …นั่นก็เพราะที่นี่มีของดี!!” ลู่เฉินคลี่ยิ้ม
ยามที่วาจานี้หลุดปากไป แรงกดดันจากจิตวิญญาณรอบตัวชายคนนั้นก็เพิ่มขึ้นในชั่วพริบตา ก่อนจะเข้าปกคลุมโดยรอบ ทำให้สภาพแวดล้อมของลู่เฉินราวกับว่าจมลงสู่ทะเลลึกและถูกบีบจากมวลน้ำใต้บาดาน
ส่วนชิวเอ้อที่ยืนอยู่ข้างหลัง เขาเองก็สามารถสัมผัสได้อย่างชัดเจนเช่นกัน
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าลู่เฉินที่ยืนอยู่ที่นั่นกลับไม่เป็นอันใดเลย และยังคงพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ถ้าเจ้าต้องการขยี้ข้าด้วยแรงกดดันของเจ้า… ข้าแนะนำให้เจ้าล้มเลิกความคิดนี้เสีย!”
“ไม่เป็นอันใดเลย?” ชายคนนั้นสงสัย
หญิงสาวลึกลับผู้นั้นเองก็ไม่เข้าใจ “นี่… เป็นไปได้อย่างไร?”
แรงกดดันจากจิตวิญญาณนั้นขึ้นอยู่กับขั้นพลัง ยิ่งขั้นพลังสูงส่ง พลังในจิตวิญญาณก็ยิ่งเพิ่มขึ้น มันสามารถทำให้เป้าหมายคล้ายถูกบีบโดยแรงดันใต้น้ำ ทำให้ผู้คนรู้สึกถูกกดขี่ และความรู้สึกนี้ก็กระทบกับจิตวิญญาณของเป้าหมายโดยตรง!
แต่ลู่เฉินผู้มีจิตวิญญาณที่แข็งแกร่งย่อมไม่ใส่ใจมัน
ทว่าคนเหล่านี้ไม่รู้ และพวกเขาก็ประหลาดใจยิ่งกับผลลัพธ์ตรงหน้า!
ลู่เฉินมองหัวหน้าหมู่บ้านที่งุนงงด้วยรอยยิ้มแล้วพูดว่า “ข้าย่อมไม่เป็นอันใด เพราะแรงกดดันจากจิตวิญญาณของเจ้ามันอ่อนแอเกินไป!”
“เป็นไปไม่ได้!” ชายคนนั้นไม่เชื่อ
ทว่าลู่เฉินก็เพียงยิ้มเล็กน้อย ก่อนที่เขาจะกล่าวว่า “อันที่จริงข้าเองก็ไม่อยากเสียเวลามาพูดเรื่องไร้สาระกับเจ้าเหมือนกัน! ดังนั้นข้าขอถามหน่อย…”
”ถาม?”
”ใช่ บอกข้าที ต้นไม้ผีนั่น เหตุใดเจ้าจึงไปปลูกมันไว้ที่แห่งนั้น!”
ซึ่งวาจานี้ก็ทำให้ชายคนนั้นรู้สึกหงุดหงิดเล็กน้อย “ข้าเป็นผู้ปกครองหมู่บ้านแห่งนี้… เจ้ากล้าดีอย่างไรมาพูดเช่นนี้กับข้า?”
”เพราะแม้ว่าเจ้าจะทรงพลัง ทว่าที่น่าตลกก็คือค่ายกลโดยรอบนี้ไม่ได้แค่เพียงป้องกันภัยภายนอกเท่านั้น หากแต่มันยังกดพลังของเจ้าเอาไว้ด้วย!” ลู่เฉินยิ้ม
“กดพลังของข้าหรือ?” ชายคนนั้นพลันงุนงง
ลู่เฉินมองไปที่สตรีคนนั้นและยิ้มออกมา “เมื่อครู่นี้นางเปิดใช้งานค่ายกลของหมู่บ้าน ซึ่งมันก็ได้ดึงดูดไอภูตผีจำนวนมากมาในที่แห่งนี้”
”แล้วสิ่งนี้เกี่ยวข้องอะไรกับการกดพลังข้า?” ชายคนนั้นสับสนกับสิ่งที่ลู่เฉินพูด ทว่าลู่เฉินที่ฉีกยิ้มก็พลันเฉลยแง้มพรายบางสิ่งออกมาเล็กน้อย “เป็นเพราะข้า …ได้แก้ไขค่ายกลรอบ ๆ นี้ไว้เล็กน้อย”
“เจ้าทำอันใดลงไป?” ชายคนนั้นยังไม่เข้าใจ
“หลังการปรับแก้ …ตราบใดที่ข้าต้องการ ข้าสามารถเคลื่อนที่ไปรอบ ๆ ค่ายกลภูตผีนี้ได้ แต่เจ้าจะไม่รู้ด้วยซ้ำว่าข้าอยู่ที่ใด นอกจากนี้ข้ายังสามารถทำให้ความเข้มข้นของไอภูตผีในที่นี่ถึงจุดที่เจ้าไม่กล้าอยู่อีกต่อไปได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ชายคนนั้นก็รู้สึกว่ามันไร้สาระ และพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ข้ากุ๋ยจิ่วเทียน ไม่มีทางเชื่อ!”
”กุ๋ยจิ่วเทียน? นับเป็นนามที่ดี แต่ข้าไม่รู้ว่า… เจ้าจะกล้าลองจริง ๆ หรือไม่?” ลู่เฉินมองเขาด้วยรอยยิ้ม
”เจ้าก็ลองดูสิ!” หลังจากที่กุ๋ยจิ้วเทียนพูดจบ เขาก็ตบไปกลางสุญญะ
ส่วนทางฝั่งลู่เฉิน เขาพลันคว้าชิวเอ้อทันที จากนั้นทั้งสองก็หายไปในพริบตา
“นี่มัน!!” ดวงตาของกุ๋ยจิ่วเทียนเบิกกว้าง จากนั้นหญิงสาวที่อยู่ด้านหลังพลันพูดอย่างกระวนกระวายว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน เกิดอะไรขึ้นหรือเจ้าคะ?”
“ปิดค่ายกลเดี๋ยวนี้!” กุ๋ยจิ่วเทียนพูดด้วยความโกรธ
หญิงสาวรับคำ นางกำลังจะปิดค่ายกล แต่กลับพบว่ามีไอภูตผีหนาแน่นอยู่ทุกหนทุกแห่ง แม้กระทั่งถึงจุดที่นางมองไม่เห็นนิ้วมือทั้งห้าของตน ทำให้หญิงสาวหลงทางและตะโกนด้วยความหวาดกลัวว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน ข้ามองไม่เห็นสิ่งใดเลย!”
หลังสิ้นคำนั้น สีหน้ากุ๋ยจิ่วเทียนพลันเปลี่ยนสี เขาเร่งเดินเข้าไปใกล้หญิงสาว มองไปรอบ ๆ จากนั้นก็พูดอย่างกระวนกระวายใจว่า “ความเข้มข้นของไอภูตผีที่นี่ถึงขีดจำกัดแล้ว!!”
ในขณะนั้นเอง หญิงสาวลึกลับพลันมีท่าทางหายใจหอบถี่ นางคล้ายกับคนที่อยู่บนเขาสูง พยายามสูดลมหายใจเข้าไปอย่างยากลำบาก
ทางด้านกุ๋ยจิ่วเทียน เขาเองก็ค่อย ๆ ตระหนักได้ว่าตนเองก็เริ่มรู้สึกวิงเวียนเช่นกัน จึงตะโกนว่า “ไอ้หนุ่ม เจ้าหยุดเดี๋ยวนี้นะ!”
ครู่ต่อมาหมอกก็สลายไป ก่อนตามมาด้วยเสียงหัวเราะของลู่เฉินที่ดังก้องไปทั่ว “ข้าบอกแล้วว่าค่ายกลนี้ถูกข้าควบคุมแล้ว!!”
กุ๋ยจิ่วเทียนรีบถ่ายทอดเสียงไปหาสตรีคนนั้นทันที “ไป! รีบค้นหาแหล่งกำเนิดของค่ายกลแล้วปิดมัน!”
สตรีคนนั้นตอบรับ แต่ในขณะที่นางกำลังจะขยับ ภาพลวงตาพลันปรากฏขึ้นรอบกาย ทำให้หญิงสาวไม่สามารถหาแหล่งกำเนิดค่ายกลได้ และนางก็ทำได้เพียงพูดอย่างกระวนกระวายใจว่า “หัวหน้าหมู่บ้าน!”
กุ๋ยจิ่วเถียนโกรธจัดทันที “ไอ้หนุ่ม เจ้าต้องการทำอันใดกันแน่!”
”มาคุยกันเรื่องต้นไม้ภูตผีกันเถอะ!” ลู่เฉินหัวเราะ
“เจ้า!” กุ๋ยจิ่วเทียนกัดฟัน ส่วนสตรีคนนั้นก็ขู่ว่า “ข้าแนะนำให้เจ้าสนใจเรื่องของตัวเองจะดีกว่า มิฉะนั้นเจ้าจะตายโดยไม่รู้ตัวเอา!”
ลู่เฉินยิ้ม “โอ้? ยังกล้าขู่ข้าอีกหรือ?”
หลังพูดจบ ไอภูตผีรอบด้านก็หนาแน่นขึ้นมาอีกครั้ง
กุ๋ยจิ่วเทียนตกใจกลัวทันที รีบตะโกนว่า “ข้าจะพูด!”
หลังจากพูดจบ ไอภูตผีก็สลายไปในพลัน ก่อนที่หญิงสาวลึกลับจะกล่าวอย่างกระวนกระวายใจว่า “ท่านหัวหน้า หากเบื้องบนรู้ว่าเราเปิดเผยความลับ พวกเราได้จบเห่แน่…!”
“ถ้าอย่างนั้นเราก็ตายอยู่ที่นี่ เจ้าเต็มใจหรือไม่?” กุ๋ยจิ่วเทียนเริ่มหดหู่
หลังได้ยินคำตอบเช่นนั้น หญิงสาวที่อยู่ข้าง ๆ เขาก็พลันพูดไม่ออก
ส่วนลู่เฉินที่ได้ยินทั้งหมดนี้ก็พึมพำเบา ๆ “เบื้องบน? หรือว่ามีผู้ที่มีอำนาจอยู่เบื้องหลังคนเหล่านี้?”
ยามนี้เอง กุ๋ยจิ่วเทียนพลันกล่าวว่า “ข้ายอมบอกเจ้าได้ แต่เจ้าต้องสัญญาว่าห้ามบอกคนนอกว่าข้าบอกเจ้า มิฉะนั้น พวกเราจะตายอย่างอนาถ!”
“ตกลง เจ้าพูดมาเถิด!” ลู่เฉินพยักหน้ารับปาก
กุ๋ยจิ่วเทียนจึงเร่งอธิบายว่า “ต้นไม้ผีนี้ต้องการซากศพจำนวนมากเพื่อรวบรวมและกลั่นออกเป็นผลวิญญาณทมิฬ และในแดนวิญญาณก็มีซากศพอยู่มากมาย ดังนั้นเราจึงขนย้ายศพจากรอบ ๆ ไป”
”นั่นไม่ใช่ประเด็นสำคัญ”
”ไม่ใช่ประเด็นสำคัญ?” กุ๋ยจิ่วเทียนไม่เข้าใจว่าลู่เฉินอยากรู้อะไร ดังนั้นชายหนุ่มจึงถามออกไปตรง ๆ ว่า “เหตุใดเจ้าถึงเลือกเขตที่หนึ่ง?”
“นั่นเพราะศพไม่ค่อยเน่าเปื่อยในที่แห่งนั้น! ข้าก็ไม่ทราบเหตุผลแน่ชัดนัก รู้แค่ว่าเบื้องบนบอกเราว่ามันเป็นสถานที่ที่เหมาะสมที่สุด!”
“ไม่เน่าเปื่อย?”
“ใช่ ศพสามารถเก็บไว้ที่นั่นได้เป็นเวลานาน ในขณะที่พื้นที่อื่น ๆ นั้นได้รับผลกระทบจากปัจจัยต่าง ๆ ทำให้มันเน่าเร็วเกินไปและไม่ได้รับไอซากศพที่เพียงพอ”
ลู่เฉินไม่คาดคิดว่าจะมีเรื่องเช่นนี้ด้วย
”ข้าพูดทุกอย่างที่ต้องพูดแล้ว”
“อีกคำถาม… ข้าอยากรู้ว่าขุมอำนาจอันใดที่อยู่เบื้องหลังเจ้า”
“พวกเราก็ไม่รู้ ถึงอย่างไรเสียพวกเราก็เคยเห็นเพียงทูตที่สวมหน้ากากหัวกระโหลกแค่คนเดียว และพวกเราก็ไม่รู้ที่มาที่ไปของทูตคนนี้ รู้แค่ว่าทุกครั้งที่เขาปรากฏตัว จะมีรถม้ากระดูกอยู่ข้างหลังเขา!”
“รถม้ากระดูก?” น้ำเสียงลู่เฉินแฝงไว้ด้วยความฉงน
”ใช่ มันเป็นโครงกระดูกม้าตัวใหญ่มาก”
”น่าสนใจ” ลู่เฉินตกอยู่ในภวังค์ความคิด
เมื่อเห็นว่าตนพูดมากเกินไปแล้ว กุ๋ยจิ่วเทียนจึงพูดอย่างกังวลว่า “ตอนนี้พอหรือยัง?”
“คำถามสุดท้าย!”
“อันใดอีก?” กุ๋ยจิ่วเทียนรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างยิ่ง