ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 138 สอนวิชากลายร่างเป็นมนุษย์
บทที่ 138 สอนวิชากลายร่างเป็นมนุษย์
ลู่เฉินไม่สนใจความหดหู่ใจของกุ๋ยจิ่วเทียน แต่กลับเอ่ยปากพูดในค่ายกลว่า “พวกเจ้าขอให้ผู้ฝึกวิถีภูตผีไปจับภูตผีพวกนั้นเพื่ออันใด?”
เมื่อพูดถึงเรื่องนี้ กุ๋ยจิ่วเทียนพลันมีสีหน้าจนปัญญา “เรื่องนี้ท่านทูตก็เป็นคนสั่งการเช่นกัน”
”โอ้? แล้วพวกเจ้าจัดการกับภูตผีเหล่านี้อย่างไร”
ส่วนกุ๋ยจิ่วเทียนก็อธิบายว่า “เราจะขังพวกมันไว้ในสมบัติวิญญาณ และทุกครั้งหลังจากที่ท่านทูตปรากฏตัว เขาก็จะมาเอาสมบัติวิญญาณนี้ไป”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินก็พูดได้แค่ว่า “ก็ได้ ข้าจะไม่รบกวนเจ้าแล้ว แต่ข้าอยากยืมใช้เนินเขาด้านหลังของเจ้าสักหน่อย”
กุ๋ยจิ่วเทียนพลันตกใจ “อันใดนะ!”
ไม่ใช่แค่กุ๋ยจิ่วเทียน แต่สตรีคนนั้นก็กังวลเช่นกัน “เจ้าไปที่นั่นไม่ได้!”
“อันใด มีสิ่งใดปิดบังข้าอยู่หรือ?” ลู่เฉินหัวเราะ ส่วนกุ๋ยจิ่วเทียนก็รีบอธิบายว่า “ที่นั่นมีก็แต่ค่ายกลที่ไม่สมบูรณ์”
”ข้าว่าแหล่งที่มาของไอภูตผีในเขตที่แปด ที่แท้มันก็มาจากที่แห่งนั้นสินะ?” ลู่เฉินสัมผัสได้ถึงเบาะแสบางอย่าง
กุ๋ยจิ่วเทียนที่ตกใจรีบพูดว่า “ใช่แล้ว แต่ท่านทูตสั่งข้าไว้ว่าอย่าให้ใครเข้าใกล้ มิฉะนั้นจะต้องยอมรับผลที่ตามมา”
“นั่นมันเรื่องของข้า เจ้าไม่ต้องเป็นห่วง”
หลังจากลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็พาชิวเอ้อหายตัวไปจากที่นี่
หลังจากนั้นไม่นาน ค่ายกลโดยรอบจึงค่อย ๆ กลับสู่สภาพเดิม ก่อนที่กุ๋ยจิ่วเทียนและสตรีคนนั้นจะเห็นเงาร่างสองร่างที่ด้านหน้าของภูเขาด้านหลังหมู่บ้านแห่งนี้
“ผู้ชายคนนี้ เขาคิดจะไปตายจริง ๆ หรือ?” กุ๋ยจิ่วเทียนตกใจ
ส่วนหญิงสาวลึกลับคนนั้นก็ได้พูดอย่างเคร่งขรึมภายใต้ไอภูตผีว่า “ท่านหัวหน้า ถ้าท่านทูตสวรรค์มาพบร่างของเขาข้างใน พวกเราจะอธิบายอย่างไร?”
กุ๋ยจิ่วเทียนครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แล้วพูดว่า “หากท่านทูตถาม ให้บอกว่าเขาเข้าไปโดยไม่ได้ตั้งใจและเสียชีวิตที่นั่น”
”แล้วยามนี้ล่ะ?”
“เจ้าจงจับตาดูภูเขาไว้ว่ามีอะไรแปลก ๆ หรือไม่ ข้าจะฝึกฝนต่อ” กุ๋ยจิ่วเทียนรู้ว่ามีความเป็นไปได้สูงที่ลู่เฉินจะตายอยู่บนนั้น เขาจึงไม่สนใจที่จะเข้าไปยุ่ง และขอให้หญิงสาวคนนั้นคอยเฝ้าดูการเคลื่อนไหวบนภูเขาแทน
“เจ้าค่ะ”
ทางฝั่งลู่เฉินและชิวเอ้อ พวกเขาทั้งสองได้เข้าไปในภูเขานั้นแล้ว และที่แห่งนี้มันก็ราวกับอีกโลกหนึ่งโดยสิ้นเชิง!
เพราะมันทั้งมืดมิดและมีลมพัดโหมแรงไม่หยุด
ชิวเอ้อตัวสั่นเทา “ผู้อาวุโส ไปที่นั่นไม่ได้นะ”
“บอกข้าที เจ้ารู้จักสถานที่นี้มากแค่ไหน?”
”นี่คือเขตหวงห้ามของหมู่บ้าน และพวกเขาก็ไม่ยอมให้พวกเราเข้าไป” ชิวเอ้ออธิบาย แต่ลู่เฉินกลับยิ้ม “เจ้าไม่อยากรู้หรือว่าในนี้มีอันใด?”
”มีคนเคยคิด แต่หลังจากที่เข้าไปได้สามวัน อีกฝ่ายก็กลายเป็นซากศพที่ผุกร่อนตกลงมานอกภูเขา” ชิวเอ้อผู้นี้พูดอย่างขี้ขลาด
“ศพผุกร่อน?”
”ใช่ ศพเหล่านั้นไม่มีบาดแผล ดูเหมือนว่าพวกเขาจะหลับไปอย่างไรอย่างนั้น” ชิวเอ้อรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมาทันทีเมื่อนึกถึงภาพนั้น
ลู่เฉินจึงกล่าวปลอบ “ไม่ต้องกังวลไป ข้าแค่อยากจะดูเสียหน่อย …ว่าที่นี่มีอันใดพิเศษสะดุดตาหรือไม่!”
แม้ชิวเอ้อจะรู้สึกหวาดกลัว แต่ลู่เฉินได้ก้าวไปข้างหน้าแล้ว ดังนั้นเขาจึงทำได้เพียงก้าวติดตามไป
หลังจากนั้นไม่นาน ทั้งสองก็วิ่งขึ้นไปบนยอดเขา ซึ่ง ณ ที่แห่งนั้นมันก็มีโพรงหนึ่งที่ดูสะดุดตา
เห็นเพียงลมสีดำพัดออกมาจากโพรง
และเมื่อยืนอยู่ที่นั่นนานเข้า จู่ ๆ ชิวเอ้อก็รู้สึกอึดอัดและไร้เรี่ยวแรง “ข้า ข้าทนไม่ไหวแล้ว!”
”ดูเหมือนว่าไอภูตผีจะเข้มข้นเกินไป ทำให้คนเหล่านั้นทนไม่ไหว ผลคือพวกเขาอึดอัดจนหมดสติ และในที่สุดก็กลายเป็นศพผุกร่อนนั่น”
”สลบแล้วกลายเป็นศพผุกร่อน?” ชิวเอ้อรู้สึกงงงวย
ลู่เฉินจึงพูดด้วยรอยยิ้ม “ความจริงแล้วตอนที่เราขึ้นไปบนภูเขาเมื่อครู่ รอบด้านล้วนเป็นค่ายกล และข้าได้หลีกเลี่ยง รวมถึงทำลายค่ายกลมาตลอดทาง ทั้งนี้ก็เพื่อไม่ให้พลังของค่ายกลสัมผัสเรา มิฉะนั้นพวกเราคงจะสลบและกลายเป็นศพผุกร่อนที่ตีนเขาไปแล้ว”
”นี่!” ชิวเอ้อกลัวมากจนไม่รู้จะพูดอะไร
”เจ้าจงถอยหลังไปสองสามก้าว อยู่ห่าง ๆ หน่อย และอย่าวิ่งไปมั่วซั่ว” ลู่เฉินบอกเขา ส่วนชิวเอ้อที่ได้ยินก็พลันตื่นตระหนก “แล้วท่านล่ะ?”
”ข้าต้องการใช้ไอภูตผีที่โพรงนี้เพื่อทำอันใดเสียหน่อย” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็เดินเข้าไป
ส่วนชิวเอ้อถอยหลังไปสองสามก้าวด้วยความตกใจ
ขณะนี้ ชายหนุ่มได้มายืนอยู่ข้างโพรงแล้ว และเมื่อสังเกตอย่างถี่ถ้วนก็พูดว่า “ดูเหมือนว่าจะมีรอยแตกบางอย่างในโพรงนี้”
ลู่เฉินมองเข้าไปภายใน ก่อนที่เขาจะเห็นแสงวาบจาง ๆ ที่สะท้อนออกมา
ภายในนั้น มันมากไปด้วยพลังแปลกประหลาดที่มองไม่เห็นนับไม่ถ้วน และเมื่อลู่เฉินหยิบก้อนหินขึ้นมา เขาก็ได้โยนมันเข้าไปในช่องว่าง ซึ่งก้อนหินนี้ก็แตกออกทันที!
”รอยแตกนี้มีพลังสังหารที่อันตรายมาก” เมื่อเห็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็ไม่คิดที่จะเข้าไป เพราะไม่เช่นนั้นเขาอาจตายได้!
ทว่าที่แห่งนี้ก็เป็นสถานที่ที่ดีมากเช่นกัน ดังนั้นลู่เฉินจึงคิดจะลงมือทำบางสิ่ง!
ชายหนุ่มวางค่ายกลขนาดเล็กรอบโพรง จากนั้นก็หยิบสร้อยคอเส้นหนึ่งออกมา และเมื่อปลดผนึก หนานเหยาผู้นั้นก็กระโจนออกมาทันที!
ทันทีที่นางออกมา หนานเหยาพลันบ่นว่า “ท่านทำให้ข้าหายใจไม่ออกจนเกือบตายแล้วนะรู้ไหม!”
“ใครให้เจ้าส่งเสียงดังล่ะ”
“มันเรียกว่า…” หนานเหยาเพิ่งพูดไปได้ครึ่งทาง เมื่อพบว่าไอภูตผีรอบตัวนางแข็งแกร่งมาก และขั้นพลังของตนก็ได้รับผลกระทบเช่นกัน กระทั่งค่อย ๆ ฟื้นตัวทีละน้อย ริมฝีปากของนางก็พลันชะงักงันไป
“นี่…” หนานเหยาตกตะลึง
ลู่เฉินเอามือไพล่หลังแล้วพูดว่า “ข้าบอกว่าจะช่วยเจ้า จำได้หรือไม่? ”
หนานเหยาพูดอย่างตื่นเต้นทันที “ข้าจำได้! ทว่าทำอย่างไร?”
“ข้าจะช่วยให้เจ้าฟื้นตัวได้ในระดับหนึ่งก่อน จากนั้นข้าจะสอนวิชาที่ทำให้เจ้าแปลงร่างเป็นมนุษย์ได้!”
“การกลายร่างเป็นมนุษย์หมายความว่าอย่างไร?” แววตาของหนานเหยาเป็นประกาย
ลู่เฉินจึงยิ้มให้นาง “ข้าหมายความว่าในอนาคตหากเจ้าออกมา เจ้าจะไม่ต่างอะไรจากผู้ฝึกวิถีภูตผี”
”จริง… จริงหรือ?” หนานเหยาพลันตื่นเต้น จ้องเขม็งมองไปที่ลู่เฉิน คล้ายกลัวว่าชายหนุ่มจะเปลี่ยนใจ
“ใช่ แต่ข้ามีข้อแม้”
”พูดสิ!” เวลานี้หนานเหยามีความสุขมาก
”เมื่อเจ้ากลายร่างเป็นมนุษย์ในอนาคต อย่ามาบ่นหงุงหงิงกับข้าอีก นอกจากนี้อย่าเปิดเผยตัวตนของเจ้าให้คนอื่นรู้”
“ไม่เปิดเผยตัวตน ข้าพอเข้าใจได้ ถึงอย่างไรเสียข้าก็เป็นเจ้าหญิง แต่บ่นหงุงหงิงนั่นเพราะเหตุใด?”
”ข้าชอบความเงียบ!”
หนานเหยาปิดปากทันที นางจ้องมองลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม และทำท่าทางคารวะด้วยมือทั้งสองข้าง
”ไม่เลว ๆ” ลู่เฉินยิ้มพอใจ จากนั้นจึงเริ่มช่วยหนานเหยาฟื้นฟู และในขณะเดียวกันก็สอนวิชา ‘ภูตมนุษย์สวรรค์’
ทว่าขั้นตอนนี้ต้องใช้เวลาทั้งเดือนเลยทีเดียว กว่าที่หนานเหยาจะฝึกฝนจนถึงขั้นแรก และสามารถกลายร่างเป็นมนุษย์ รวมถึงรักษาระดับพลังของนางไว้ที่ขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม!
เมื่อมองไปที่ร่างใหม่ของนาง หนานเหยาผู้นี้ก็พูดอย่างตื่นเต้นว่า “ข้าฝึกฝนวิชาภูตมนุษย์สวรรค์สำเร็จขั้นแรกแล้ว!”
”วิชาภูตมนุษย์สวรรค์มีสิบขั้น ขั้นแรกแค่ทำให้เจ้าแปลงร่างได้ ส่วนที่ขั้นสองจะทำให้เจ้าแปลงร่างพร้อมด้วยพลังที่ทรงอำนาจกว่าเดิมห้าเท่า และยิ่งฝึกถึงขั้นสูง ๆ แน่นอนว่าพลังที่เพิ่มมันจะสูงขึ้นเรื่อย ๆ”
“แล้วขั้นสิบล่ะ?”
”ร้อยเท่า!”
หนานเหยามีความสุขมากที่ได้ยินเช่นนั้น “ขอบคุณเจ้าค่ะ ท่านอาจารย์!”
“อาจารย์? ข้ารับเจ้าเป็นลูกศิษย์ตั้งแต่เมื่อไหร่?” ลู่เฉินรู้สึกหดหู่ใจ
”ท่านสอนวิชาที่ทรงพลังเช่นนี้ให้ข้า และทำให้ข้ามีชีวิตใหม่ ดังนั้นท่านย่อมเป็นท่านอาจารย์ของข้าจึงจะเหมาะสม จริงหรือไม่?” คำเยินยอของหนานเหยาช่างไม่ธรรมดาจริง ๆ
ลู่เฉินส่ายหัวอย่างช่วยไม่ได้ “แล้วแต่เจ้า”
“อาจารย์ อาจารย์ อาจารย์…” หนานเหยาเรียกซ้ำ ๆ
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “เรียกพอแล้วก็ไปกันเถอะ!”
“ไม่ต้องฝึกต่อแล้วหรือ?” หนานเหยายังอยากฝึกฝนที่นี่ต่อไป แต่ลู่เฉินกลับกล่าวว่า “การฝึกให้สำเร็จไม่ได้ใช้เวลาเพียงสั้น ๆ ยิ่งไปกว่านั้น ยามนี้ข้ามีธุระอื่น ถ้าเจ้าอยากรอให้คนมาจัดการเจ้าอยู่ที่นี่ ก็จงอยู่ที่นี่ต่อเถิด”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานเหยาย่อมไม่อยากอยู่ต่อ ดังนั้นนางจึงรีบพูดด้วยรอยยิ้ม “ไม่ว่าอาจารย์จะไปที่ใด ศิษย์ก็จะไปด้วยเจ้าค่ะ!”
เมื่อเห็นนางเป็นเช่นนี้ ลู่เฉินก็อดไม่ได้ที่จะพูดว่า “ถ้าเจ้าต้องการติดตามข้า เช่นนั้นต้องเพิ่มเงื่อนไขอีกข้อ!”
“เพิ่มเงื่อนไข?”
”หยุดประจบสอพลอ!” หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็เดินไปหาชิวเอ้อซึ่งอยู่ห่างออกไป
ส่วนหนานเหยาตะโกนอย่างมีความสุขว่า “อาจารย์ อย่างข้าไม่เรียกว่าการประจบสอพลอ มันเรียกว่าเสียงแห่งความจริงใจที่สุดของข้าเจ้าค่ะ!”