ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 148 บีบให้คนเหล่านี้นั่งรอกระต่ายอยู่ใต้ต้นไม้!
บทที่ 148 บีบให้คนเหล่านี้นั่งรอกระต่ายอยู่ใต้ต้นไม้!
ผู้อาวุโสของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์คิดว่าข้อเสนอนี้น่าสนใจไม่น้อย ทว่าพวกเขาก็ยังคงมองไปทางเยว่เซียวเพื่อรอการตัดสินใจ
หลังจากครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง เยว่เซียวก็เอ่ยด้วยน้ำเสียงเย็นชา “เช่นนั้นก็มอบให้สำนักพฤกษาสวรรค์ของเจ้าจัดการ!”
“ดี!” ลวี่ซ่างเพียวรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง เขารีบพาผู้คนของสำนักพฤกษาสวรรค์ออกไป โดยมีหยวนเทียนเป็นคนนำทาง
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา คนเหล่านี้ก็มาถึงเหมืองวิญญาณที่เกิดเรื่อง
แต่เมื่อมาถึง พวกเขากลับพบว่าเหมืองแห่งนี้ถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก!
“นี่… นี่มันเกิดอันใดขึ้นกัน?” ลวี่ซ่างเพียวงงงวย ส่วนหยวนเทียนก็ยิ่งไม่เข้าใจ “ก่อนที่ข้าจะจากไป ที่นี่ยังไม่มีม่านหมอกพวกนี้ หรือว่าจะเป็น… ค่ายกล?”
เมื่อได้ยินคำว่า ‘ค่ายกล’ ผู้อาวุโสจื่อก็พลันขมวดคิ้วแน่น เขามองไปที่ลวี่ซ่างเพียวแล้วเอ่ยว่า “ท่านอาจารย์ ชายผู้นี้เป็นยอดฝีมือด้านค่ายกล ดังนั้นข้าคิดว่าพวกเราไม่ควรบุกเข้าไป!”
“เช่นนั้นก็ลองส่งคนเข้าไปดู” เห็นได้ชัดว่าลวี่ซ่างเพียวไม่กล้าประมาท เขาจึงหันไปสั่งกับผู้อาวุโสจื่อ
แน่นอนว่าผู้อาวุโสจื่อส่งเสียงตอบรับ ก่อนที่เขาจะให้ผู้ฝึกตนในขั้นหลอมแก่นแท้สองสามคนเข้าไปภายใน
แต่หลังจากที่คนเหล่านี้เข้าไป เสียงกรีดร้องก็พลันดังตามออกมา หลังจากนั้นก็ไร้ซึ่งเสียงใดอีก
ลวี่ซ่างเพียวและคนอื่น ๆ ต่างเผยสีหน้าที่ดูไม่ได้ออกมาทันที
ในขณะที่หยวนเทียนตาเบิกโพลง “นี่… มันเกิดอันใดขึ้น?”
ผู้อาวุโสจื่อจึงเล่าถึงสิ่งที่ลู่เฉินเคยทำในสำนักพฤกษาสวรรค์ ทำให้หยวนเทียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง “เหตุใดชายผู้นี้จึงน่ากลัวนัก?”
ลวี่ซ่างเพียวที่ร้อนใจไม่กล้าชักช้าอีก “ไปกันเถอะ กลับไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก่อนแล้วค่อยว่ากัน”
ว่าแล้วทุกคนก็กลับไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ก่อนจะเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นให้ผู้อาวุโสที่เหลือฟัง
“ผ่านมาแค่ครึ่งปี เหตุใดเด็กคนนี้ถึงมีฝีมือน่าสะพรึงนัก?”
“เจ้าเด็กนี่ จู่ ๆ กลายเป็นปรมาจารย์ด้านค่ายกลได้อย่างไร?”
เหล่าอาวุโสทุกคนต่างรู้สึกประหลาดใจกับการเปลี่ยนแปลงของลู่เฉิน
โดยเฉพาะเยว่เซียวที่ขมวดคิ้วแน่นขึ้นจนแทบจะขดเป็นปม “ไม่ว่าเขาจะเก่งกาจเพียงใด เขาก็ยังเป็นคนทรยศของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของเราอยู่ดี!”
ผู้อาวุโสเหล่านั้นส่งเสียงรับ ส่วนลวี่ซ่างเพียวก็พูดอย่างร้อนใจว่า “ยามนี้สิ่งที่เร่งด่วนที่สุดคือการหายอดฝีมือด้านค่ายกลมาทำลายค่ายกลของเขา มิฉะนั้นเราจะไม่สามารถจับเขาได้ตลอดกาล!”
ผู้อาวุโสจื่อยังกล่าวอีกว่า “ถูกต้อง ความสามารถในวางค่ายกลของเด็กคนนี้ทรงพลังมาก!”
ในขณะที่เยว่เซียวกำลังจะพูดอันใด ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดที่ได้รับบาดเจ็บอีกคนก็พลันวิ่งเข้ามาจากข้างนอก
ชายคนนี้พูดอย่างตะกุกตะกักว่า “แย่แล้ว บุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเก้าสุขสงบผู้นั้นทำลายเหมืองวิญญาณของพวกเรา!”
ทันทีที่เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา ผู้คนที่อยู่ตรงนั้นก็ตกใจ ส่วนเยว่เซียวก็มีสีหน้าดูไม่ได้ทันที “ครั้งที่สองแล้ว!”
คนของสำนักพฤกษาสวรรค์ร้อนใจมากยิ่งขึ้น
ทว่าเยว่เซียวที่ได้ยินกลับคิดอะไรบางอย่างขึ้นมาได้ เขาพูดทันทีว่า “ข้ามีวิธีแล้ว!”
ทุกคนมองหน้ากัน ส่วนลวี่ซ่างเพียวก็หันมองไปทางเยว่เซียว “ผู้อาวุโสเยว่ ไม่ทราบว่าท่านคิดเห็นอย่างไร?”
“ดูจากสถานการณ์แล้ว เขาคงกำลังวางแผนทำลายเหมืองวิญญาณทั้งหมดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!” เยว่เซียวตอบอย่างเย็นชา
เมื่อทุกคนได้ยินก็เหมือนจะเข้าใจบางอย่าง โดยเฉพาะลวี่ซ่างเพียวที่เอ่ยขึ้นทันทีว่า “เช่นนั้นเราก็ไปดักรอที่เหมืองวิญญาณสักแห่งกัน!”
“ถูกต้อง ขอแค่พวกเราไปถึงก่อน และที่นั่นไร้ซึ่งค่ายกลวางอยู่ เช่นนั้นอีกฝ่ายก็หมดสภาพแล้ว!” เยว่เซียวกล่าวอย่างมั่นใจ
ลวี่ซ่างเพียวที่ได้ยินก็รู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง และรีบเอ่ยกับเยว่เซียวว่า “เช่นนั้นพวกเราก็ไปกันเถิด ผู้อาวุโสเยว่ ท่าน…”
“หยวนเทียน พาพวกเขาไปยังเหมืองที่ไกลที่สุด ข้าคิดว่าสุดท้ายพวกเขาต้องไปที่นั่นแน่”
“ขอรับ!” หลังรับคำ หยวนเทียนก็ออกจากที่นี่ไปพร้อมกับผู้คนจากสำนักพฤกษาสวรรค์
หลังจากที่พวกเขาไปกันหมดแล้ว เยว่เซียวก็พลันเผยสีหน้ามืดมนออกมา “คนทรยศ ช่างกล้านักที่มาก่อเรื่อง ณ สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของข้า!”
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ เองก็พากันสาปแช่งออกมา
…
บนยอดเขาสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ในยามนี้
ที่นี่มีกระบี่ศิลาปักอยู่มากมาย และมันก็คือพื้นที่ฝึกฝนของซือตู๋เทียน ราชันกระบี่ร้อยคม ยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้อันดับหนึ่งของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
และสือเซียวก็พลันปรากฏตัวขึ้นในยามนี้
ทว่าเพราะถูกลู่เฉินทำให้พิการครั้งก่อน แม้ว่าจะรักษาชีวิตไว้ได้ แต่การบ่มเพาะก็หายไป ทำให้ความรู้สึกที่สือเซียวมีต่อลู่เฉินเหลือเพียงอย่างเดียวนั่นคือความแค้น! และเมื่อได้ข่าวของลู่เฉินเมื่อครู่นี้ มีหรือที่เขาจะพลาด!
แต่เมื่อตัวคนก้าวเข้าสู่เขตพื้นที่กระบี่ศิลา เสียงของซือตู๋เทียนก็พลันดังขึ้น “เจ้าไม่คิดฟื้นฟูขั้นพลังหรือไร? มาทำอันใดที่นี่กัน?”
“ท่านอาจารย์ ข้ามีข่าวมาแจ้ง”
“ข่าวอันใด?”
สือเซียวจึงรายงานว่า “บุตรศักดิ์สิทธิ์คนนั้นปรากฏตัวขึ้นอีกครา และครั้งนี้… คนผู้นั้นก็กำลังมุ่งเป้าไปที่การทำลายเหมืองวิญญาณของพวกเราทั้งหมด! ”
“ทำลายเหมืองของเรา?” เสียงจากในค่ายกลกระบี่เอ่ยขึ้นอย่างไม่อยากจะเชื่อ
“ขอรับ!” สือเซียวตอบ ส่วนซือตู๋เทียนก็พูดหลังจากคิดอยู่พักหนึ่งว่า “ข้าจะไปหาพวกผู้อาวุโส ไปถามให้แน่ใจว่ามันเกิดอันใดขึ้น”
ว่าแล้วซือตู๋เทียนก็เดินออกจากค่ายกลกระบี่ เผยให้เห็นแรงกดดันของผู้ฝึกตนที่บ่มเพาะถึงขั้นก่อกำเนิดระดับต้น!
สือเซียวที่สังเกตเห็นถึงความเปลี่ยนแปลงพลันเอ่ยอย่างยินดีว่า “ขอแสดงความยินดี ที่ท่านอาจารย์ทะลวงขั้นพลังขึ้นไปอีกขั้น!”
ทว่าซือตู๋เทียนกลับเอ่ยอย่างเย็นชา “มันไม่มีค่าอันใดให้กล่าวถึงหรอก!”
“ถ้าอย่างนั้น ท่านอาจารย์ ความแข็งแกร่งของท่านในยามนี้ ถือว่าเป็นอย่างไรในสำนักหรือขอรับ?”
“แม้ว่าข้าจะอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับต้น แต่ก็ไม่ใช่ปัญหาที่จะเอาชนะขั้นก่อกำเนิดระดับปลาย หรือแม้กระทั่งเผชิญหน้ากับตัวตนในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม!!” ซือตู๋เทียนกล่าวอย่างมั่นใจ
สือเซียวหายใจเข้าลึก ๆ เฮือกหนึ่งและพูดว่า “ท่านอาจารย์ท่านช่างร้ายกาจยิ่งนัก!”
“ไปกันเถอะ!” ซือตู๋เทียนคร้านจะพูดเรื่องไร้สาระ จึงพาสือเซียวไปที่ตำหนักของผู้อาวุโส
ระหว่างเดินไปนั้น ในใจของสือเซียวก็พลันรู้สึกยินดี เขาคิดในใจว่า “ไอ้บัดซบลู่เฉิน คอยดูเถิด ข้าจะสับเจ้าเป็นชิ้น ๆ ด้วยมือของข้าเอง!”
ขณะนั้นซือตู๋เทียนไม่รู้แม้แต่น้อยว่าสือเซียวกำลังคิดอันใดอยู่
ใช้เวลาเพียงไม่นาน พวกเขาทั้งคู่ก็มาถึงตำหนัก
เมื่อผู้อาวุโสเหล่านั้นเห็นซือตู๋เทียนทะลวงขั้นได้ พวกเขาทั้งหมดก็ตื่นเต้นยินดีกันยกใหญ่
แม้แต่เยว่เซียวก็พูดอย่างมีความสุขว่า “เยี่ยม เยี่ยมมาก!”
ซือตู๋เทียนมองไปที่ทุกคนแล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสทุกท่าน ข้าได้ข่าวว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์แห่งสำนักเก้าสุขสงบออกมาสร้างความวุ่นวายให้เหมืองของเราหรือ?”
“อืม!” เยว่เซียวส่งเสียงตอบ
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ซือตู๋เทียนก็พูดขึ้นว่า “เช่นนั้นข้าจะไปจัดการเขาเอง”
“แต่คนจากสำนักพฤกษาสวรรค์ออกไปก่อนแล้ว” เยว่เซียวกล่าว
“เช่นนั้นก็ให้ข้าไปดูเถิด”
“ถ้าเจ้าอยากไป …ก็ไปเถอะ” หลังจากที่เยว่เซียวกล่าวจบ เขาก็บอกซือตู๋เทียนว่าต้องไปที่ใด ก่อนที่ซือตู๋เทียนและสือเซียวจะจากออกไปด้วยกัน
ผู้อาวุโสเหล่านั้นต่างมีความสุขกับภาพตรงหน้า เพราะพวกเขารู้ว่า… หากซือตู๋เทียนลงมือ ไม่ว่ารอบ ๆ ตัวลู่เฉินจะมียอดฝีมือมากเพียงใด สุดท้ายอีกฝ่ายก็จะมีจุดจบเพียงอย่างเดียวเท่านั้น!
ทว่าลู่เฉินไม่รู้เรื่องเหล่านี้แม้แต่น้อย เขายังคงมุ่งเป้าทำลายเหมืองวิญญาณแห่งที่สามและสี่ ก่อนที่จะวางค่ายกลรอบ ๆ เหมืองพวกนั้นเพื่อไม่ให้คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ใช้งานมันได้อีกต่อไป
ขณะนั้นเอง หนานเหยาที่กำลังมุ่งเป้าไปยังเหมืองแห่งถัดไปพร้อมกับลู่เฉินก็รู้สึกฉงนนัก “ท่านอาจารย์ มันก็ผ่านมาสองวันแล้ว เหตุใดสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จึงไม่มีการเคลื่อนไหวใด?”
หลี่ว์ซือเองก็รู้สึกประหลาดใจในเรื่องนี้เช่นกัน เขาจึงกล่าวเสริมว่า “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์น่าจะมียอดฝีมือไม่น้อยสิ แต่เหตุใด…”
ลู่เฉินหัวเราะ “ถ้าข้าเดาไม่ผิด พวกเขาน่าจะรอเราอยู่ที่เหมืองวิญญาณแห่งที่ห้า”
“จริงหรือ?” หนานเหยาตกใจ ส่วนหลี่ว์ซือก็งงงวย แต่เจี่ยลัวกลับไม่พูดจา เขาเพียงฟังการสนทนาอย่างเงียบ ๆ
ลู่เฉินพูดไปพลางเดินไป “พวกเขามีเหมืองอยู่ห้าแห่ง และพวกเขาก็รู้ว่าข้าจะสร้างปัญหาต่อแน่ แต่พวกเขาไม่มาหยุดพวกเรา ดังนั้นจึงมีความเป็นไปได้เพียงอย่างเดียว นั่นคือพวกเขากำลังรออยู่ที่เหมืองแห่งหนึ่ง และหากสี่เหมืองแรกไม่มีใคร เช่นนั้นพวกเขาก็คงอยู่ที่เหมืองสุดท้าย!”
เมื่อหนานเหยาได้ยินเช่นนี้ นางก็รู้สึกตื่นเต้นทันที “คนเหล่านี้เจ้าเล่ห์นัก พวกเขาคิดที่จะซุ่มโจมตีพวกเรา!”
หลี่ว์ซือกล่าวอย่างกังวลเล็กน้อย “ถ้าเป็นเช่นนี้ ครั้งนี้เราต้องระวังแล้ว”
หนานเหยาชี้ไปที่ลู่เฉินทันที “มีค่ายกลของท่านอาจารย์อยู่ ไม่ว่าพวกเขาจะทรงพลังเพียงใด มันก็ไม่มีประโยชน์!”
“แต่พวกเขาไปถึงเหมืองก่อน พวกเขาจะต้องวางแผนอันใดไว้แล้วแน่” หลี่ว์ซือพลันขมวดคิ้ว
หนานเหยารู้สึกว่านั่นก็มีเหตุผล นางจึงมองไปที่ลู่เฉินอย่างกังวล ทว่าลู่เฉินกลับเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ถ้าเช่นนั้นเราก็มาทำลายแผนนั่นกัน!”
ทันทีที่ได้ยินประโยคนี้ พวกเขาก็ต่างสงสัยว่าลู่เฉินจะทำลายแผนนี้ได้อย่างไร?