ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 147 ซากสวรรค์เจ็ดดาว ตกใจจนขวัญกระเจิงทันที!
บทที่ 147 ซากสวรรค์เจ็ดดาว ตกใจจนขวัญกระเจิงทันที!
สิ้นเสียงของผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดผู้นั้น หลี่ว์ซือก็เริ่มลงมือแล้ว!
เขาปล่อยหมัดออกไปทันที
และสำหรับคนที่ไม่ทันระวังตัว ร่างทั้งร่างก็พลันถูกชกจนกระเด็นไปไกล
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ทุกคนต่างตกตะลึง โดยเฉพาะสีหน้าของผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นที่กลายเป็นดูไม่ได้ แต่หลังจากลุกขึ้น เขาก็รีบเพิ่มความแข็งแกร่งให้กับม่านปราณ ก่อนจะเอ่ยด้วยความโกรธเคืองว่า “หากมีความสามารถก็เข้ามาอีก!”
หลี่ว์ซือจึงชกออกไปอีกครั้ง
แต่คราวนี้ร่างของผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นไม่ได้ถูกชกจนกระเด็นไปไกล ทว่าเพียงถอยกรูดออกไปสองสามก้าวเท่านั้น
แต่นี่ก็มากพอแล้วที่จะทำให้คนผู้นั้นตกใจ “เหตุใดคนคนนี้จึงมีพลังมหาศาลนัก?”
“ผู้อาวุโสหยวน ท่านไม่เป็นอันใดนะ?” บางคนเริ่มกังวลขึ้นมา และบางคนถึงกับวิ่งไปอยู่หลังของผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดคนนั้นด้วยความตกใจ
ทว่าผู้อาวุโสหยวนก็เพียงตอบอย่างเย็นชาว่า “หยวนเทียนผู้นี้ไม่ได้อ่อนแอถึงขนาดนั้น!”
หลังจากที่หยวนเทียนกล่าวจบ เขาก็เดินไปข้างหน้าสองสามก้าว สายตาจ้องเขม็งไปที่หลี่ว์ซือ “ข้าน้อยหยวนเทียนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ไม่ทราบว่าท่านผู้นี้มีชื่อเสียงเรียงนามว่าอันใด และมาจากที่ใดกัน?”
เห็นได้ชัดว่าหยวนเทียนผู้นี้ไม่คิดว่าหลี่ว์ซือเป็นคนของสำนักเก้าสุขสงบ
ส่วนหลี่ว์ซือก็ไม่ได้ปิดบังอันใด เขาเพียงพูดอย่างเย็นชาว่า “สำนักไร้สุญญะ หลี่ว์ซือ!”
“อันใดนะ? สำนักไร้สุญญะ!” หยวนเทียนตกใจ ส่วนศิษย์คนอื่น ๆ ก็เห็นได้ชัดว่าเคยได้ยินชื่อสำนักไร้สุญญะมาบ้าง พวกเขาจึงพากันตกใจ
ทว่าหลี่ว์ซือไม่สนใจท่าทีของพวกเขา และเอาแต่จ้องมองไปที่หยวนเทียน “เข้ามาเลย!”
หยวนเทียนที่ได้ยินคำท้าทายก็พลันฉายสีหน้าอึมครึม “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของข้าไม่เคยล่วงเกินสำนักไร้สุญญะของเจ้า!”
“ใช่ แต่เจ้ายั่วโมโหเขา” หลี่ว์ซือชี้ไปที่ลู่เฉิน ทำให้หยวนเทียนจ้องไปที่ลู่เฉินทันทีแล้วถามว่า “เจ้าเป็นใครกันแน่?!”
“ลู่เฉิน!”
ครั้นเอ่ยนามนี้ออกมา คนเหล่านั้นก็เข้าใจทันทีว่าเกิดอันใดขึ้น พวกเขาเริ่มกระซิบกระซาบกันทันที
“ที่แท้ก็คือเจ้าหัวขโมยผู้ทรยศของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เรา!”
“ชายคนนี้กล้ามาก คาดไม่ถึงว่าเขากล้ามาหาเรื่องพวกเรา?”
“รอให้ผู้อาวุโสของเราจัดการเขาก่อนเถอะ!”
หยวนเทียนเอ่ยเสียงเย็น “เจ้าคือลู่เฉิน?”
“มีปัญหาอันใด?”
“เช่นนั้นก็ดี ข้าจะจัดการเจ้า!” พูดจบ หยวนเทียนก็กระโจนมาอยู่ตรงหน้าลู่เฉิน ทว่าหลี่ว์ซือไม่มีทางปล่อยให้อีกฝ่ายหลุดรอดไปได้ เขาจึงออกหมัดอีกครา!
ส่งผลให้ร่างของหยวนเทียนกระเด็นลอยไปอีกครั้ง
สิ่งนี้ทำให้หยวนเทียนรู้สึกหงุดหงิด “เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการปกป้องชายผู้นี้?”
“ข้าจะทำทุกอย่างที่เขาขอ” หลี่ว์ซือตอบ
วาจานั้นทำให้หยวนเทียนสงสัยนักว่าลู่เฉินมอบประโยชน์ใดให้หลี่ว์ซือกัน? เหตุใดอีกฝ่ายจึงหมายมั่นที่จะปกป้องลู่เฉินถึงขนาดนี้?
แต่หยวนเทียนคร้านเกินกว่าจะพูดเรื่องไร้สาระ เมื่อความคิดหนึ่งผุดขึ้นมา ลำแสงสีทองก็พลันตัดสุญญะโดยไร้ที่มา มันมุ่งเป้าไปหาลู่เฉินพร้อมกับปากที่เค้นเสียงหึแล้วเอ่ยว่า “ข้าจะคอยดูว่าผู้ใดจะสามารถปกป้องเขาได้!!”
หลี่ว์ซือขมวดคิ้ว เขาก้าวไปขวางอยู่ด้านหน้า ทว่าตัวคนก็ปัดป้องศรสีทองพวกนั้นได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ส่วนที่เหลือยังคงพุ่งไปที่ลู่เฉิน
เจี่ยลัวเห็นเช่นนั้นจึงก้าวขึ้นมา เขากระชับกระบี่ซากศพที่แปลงมาจากต้นไม้ผี แล้วตวัดมันออกไป ส่งปราณกระบี่สายหนึ่งโจมตีศรเงาเหล่านั้นจนกระเด็นออกไปทันที
…ทุกคนต่างไม่คาดคิดว่าเจี่ยลัวจะเป็นยอดฝีมือเช่นกัน!
หนานเหยาที่เห็นเหตุการณ์ทั้งหมดก็รู้สึกหดหู่ใจขึ้นมา “นี่ข้าอ่อนแอที่สุดงั้นหรือ?”
หยวนเทียนจ้องเจี่ยลัวเขม็ง “ซากสวรรค์เจ็ดดาว!”
ซากสวรรค์เจ็ดดาวนั้นเทียบได้กับผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดระดับปลาย ด้วยเหตุนี้เมื่อหยวนเทียนพูดคำนั้นออกมา ผู้คนนับไม่ถ้วนต่างก็หวาดกลัวจนเหงื่อแตกพลั่กทันที
ลู่เฉินมองไปที่หยวนเทียนด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยถามว่า “ต่อดีหรือไม่?”
ทว่าหยวนเทียนไม่กล้าที่จะดำเนินการต่อ เขาถอยหลังไปทีละก้าว ก่อนจะกระโจนหนีจากไปอย่างแตกตื่น
หยวนเทียนหนีไปแล้ว!! เมื่อเห็นเช่นนั้น คนที่เหลืออยู่ต่างก็ตกใจกลัว ก่อนที่พวกเขาจะพากันรีบหนีไปเช่นกัน
บรรดาคนงานเหมืองทยอยกันหนีออกจากเหมืองราวกับหนูสกปรกหนีออกจากรูยามไฟไหม้
เวลานี้เหมืองวิญญาณทั้งเหมืองจึงว่างเปล่าไร้ผู้คน
“ท่านอาจารย์ แล้วตอนนี้ล่ะ?” เมื่อเหมืองว่างเปล่า หนานเหยาจึงหันไปถามชายหนุ่ม ส่วนลู่เฉิน ก็กำลังมองไปทางเหมืองวิญญาณและเผยยิ้มออกมา “ที่นี่เหมาะจะวางค่ายกล”
“วางค่ายกล?” หนานเหยางงงวย
“ใช่ เพราะคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เหล่านี้จะต้องกลับมาอีกแน่!”
หลังจากเอ่ยจบ ลู่เฉินก็เริ่มวางค่ายกลขนาดใหญ่ เพื่อให้แน่ใจว่าเหมืองวิญญาณจะไม่มีคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เข้ามาได้อีก
หลังจากทุกอย่างเสร็จสิ้น ลู่เฉินก็ฉีกยิ้มขณะมองไปทางหนานเหยาที่กำลังตกตะลึงจนตาค้าง
“เอาล่ะ พวกเราไปกันเถอะ”
หนานเหยาที่เดินไปสองสามก้าวพลันหันมองไปข้างหลังด้วยความงุนงง นางเอ่ยพร้อมกับทอดถอนใจ “ท่านอาจารย์ ท่านคิดจะให้คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ตายทั้งหมดเลยหรือ?”
“ถ้าพวกเขาไม่มาก็ดี แต่ถ้าพวกเขามา ก็อย่าคิดที่จะจากไป!” ลู่เฉินยิ้ม ในหัวกำลังคิดถึงเป้าหมายถัดไป
ขณะนั้นเอง หนานเหยาพลันเข้ามาใกล้และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ท่านอาจารย์ ท่านมากไปด้วยความสามารถ ดังนั้นท่านช่วยสอนเคล็ดวิชาภูตผีให้ข้าได้หรือไม่!”
“ให้สอนเคล็ดวิชาภูตผี?”
“ดูสิ ข้าเป็นผู้ฝึกวิถีภูตผี แต่ไม่มีเคล็ดวิชาภูตผีเลย เช่นนี้มันจะทำให้ท่านเสียหน้าเอานะเจ้าคะ” หนานเหยาพูดด้วยรอยยิ้มทะเล้น ขณะที่ลู่เฉินก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “อยากเรียนหรือ?”
“เจ้าค่ะ!”
“รอก่อน!” เขาก็ยิ้มและเดินต่อไป
“รอก่อน?” หนานเหยาคนนี้ไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร นางจึงตามไปซักถามลู่เฉินไม่ห่าง
…
อีกด้านหนึ่ง หยวนเทียนได้กลับมาถึงสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้ว
ภายในตำหนักแห่งนี้ พวกผู้อาวุโสของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กำลังพูดคุยเกี่ยวกับเรื่องที่ลู่เฉินทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอย่างใหญ่หลวงในทางที่ดีแก่สำนักเก้าสุขสงบ
ผู้อาวุโสสูงสุดแห่งสำนักพฤกษาสวรรค์อย่างลวี่ซ่างเพียวก็อยู่ในหมู่พวกเขาด้วย
ลวี่ซ่างเพียวดูโมโหเป็นที่สุด เพราะลู่เฉินทำลายสำนักพฤกษาสวรรค์ของตน และยามนี้เมื่อมีข่าวจากลู่เฉินมาอีก เจ้าตัวจึงเสนอทันทีว่า “พวกเรานำคนไปทำลายสำนักเก้าสุขสงบกันเถอะ!”
“ถูกต้อง!” ผู้อาวุโสจื่อแห่งสำนักพฤกษาสวรรค์เห็นด้วย
ทว่าพวกผู้อาวุโสของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กลับมองหน้ากันไปมา ก่อนที่สุดท้ายทุกคนจะพร้อมใจกันหันมองไปทางชายชราคนหนึ่ง
ชายชราผู้นั้นดูทรงพลังยิ่ง ดวงตาคู่นั้นปิดสนิท ใบหน้าสีคล้ำดูผ่ายผอมและมากไปด้วยรอยเหี่ยวย่น ราวกับว่าเขากำลังจะก้าวเข้าไปในโลงศพได้ทุกเมื่อ
ไม่เพียงแค่นั้น ผมสีขาวยังมัดเป็นก้อนเหมือนพวกนักพรตอย่างไรอย่างนั้น
คนผู้นี้คือผู้อาวุโสสูงสุดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ เยว่เซียว!
เยว่เซียวลังเลใจอยู่ครู่หนึ่ง สุดท้ายก็เอ่ยว่า “ยังไปทำลายสำนักเก้าสุขสงบไม่ได้”
“เพราะเหตุใด?” ลวี่ซ่างเพียวอารมณ์เสีย
เยว่เซียวจึงตอบกลับไปว่า “เท่าที่ข้ารู้ บรรพชนของสำนักเก้าสุขสงบได้ซ่อนตัวอยู่ในสำนักเก้าสุขสงบ ทว่าเขาไม่เคยปรากฏตัว ดังนั้นเราจำต้องค้นหาให้แน่เสียก่อนว่าอีกฝ่ายอยู่ภายในสำนักเก้าสุขสงบหรือไม่?!”
ผู้อาวุโสคนอื่น ๆ พากันพยักหน้า
แต่ลวี่ซ่างเพียวไม่เชื่อ “ถ้าเขายังอยู่จริง จะปล่อยให้สำนักเก้าสุขสงบตกอับเช่นนี้หรือ?”
ปัญหาข้อนี้ทุกคนก็เคยคิด แต่ไม่มีใครกล้าลอง ดังนั้นนับประสาอันใดกับการบุกโจมตีสำนักเก้าสุขสงบให้ราบคาบ
ทว่าจู่ ๆ เยว่เซียวก็พลันเอ่ยปากพูดประโยคหนึ่ง “เช่นนั้นก็ลองดูสักครา!”
ลองดู?
ผู้อาวุโสของสำนักพฤกษาสวรรค์ไม่พอใจเล็กน้อย
แต่พวกเขาทำอันใดไม่ได้… ก็ผู้ใดปล่อยให้พวกเขาจำต้องพึ่งพิงอำนาจผู้อื่นล่ะ?
และในขณะนี้เอง หยวนเทียนพลันวิ่งเข้ามาทันที เขาหอบหายใจ ปากก็กล่าวอย่างรีบร้อนว่า “ยะ… แย่แล้ว!”
ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดหยวนเทียนจึงกลับมาและมีท่าทีร้อนใจเช่นนี้
“หยวนเทียน เจ้าไม่ใช่ว่ามีหน้าที่เฝ้าเหมืองวิญญาณหรือ?”
“ที่… เหมือง… เหมืองวิญญาณ เกิดเรื่องแล้ว!” หยวนเทียนรีบร้อนกล่าว ทำให้ผู้อาวุโสทุกคนมองหน้ากันไปมา ก่อนจะเป็นเยว่เซียวที่จ้องมองมาพร้อมเอ่ยว่า “บอกมา เกิดอันใดขึ้น!”
หลังจากที่หยวนเทียนเล่าเรื่องราวเสร็จสิ้น ตำหนักแห่งนี้ก็ระเบิดทันที และทุกคนต่างก็ตกตะลึง
“อันใดนะ สำนักไร้สุญญะ?”
หยวนเทียนตอบรับแล้วกล่าวเสริมทันทีว่า “ใช่ เป็นสำนักไร้สุญญะ และยังมีซากสวรรค์เจ็ดดาวอยู่ด้วย!”
ซากสวรรค์เจ็ดดาว…
ทุกคนพลันตกใจ
แต่ลวี่ซ่างเพียวกลับเห็นว่าโอกาสมาถึงแล้ว จึงลุกขึ้นทันทีแล้วประกาศกร้าวออกมาว่า “ข้าสามารถพายอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดจากสำนักพฤกษาสวรรค์ไปช่วยได้!”