ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 150 แสร้งทำเป็นฉลาด!
บทที่ 150 แสร้งทำเป็นฉลาด!
สิ้นเสียงนั้น รอบกายของลวี่ซ่างเพียวก็เต็มไปด้วยสายลมและม่านหมอก
ก่อนที่ปราณกระบี่สีเพลิงจะทะยานออกมาจากความว่างเปล่าเป็นสาย ๆ
ผู้ฝึกตนที่ต่ำกว่าขั้นก่อกำเนิดถูกเสียบจนทะลุ ส่วนสือเซียว… หากไม่ได้รับการปกป้องจากซือตู๋เทียน เขาคงกลายเป็นซากศพเย็นเยียบไปแล้ว
“ไอ้สารเลว!” เมื่อเห็นคนของตนล้มลง ลวี่ซ่างเพียวก็มีสีหน้าเขียวคล้ำด้วยความโกรธ
ลู่เฉินฉีกยิ้มในความมืด “หากไม่ใช่เพราะวัตถุดิบและเวลาที่จำกัด เกรงว่าค่ายกลนี้คงจะสังหารพวกเจ้าพร้อมกันหมดแล้ว”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดเหล่านั้นก็ถอนหายใจด้วยความโล่งอก
อย่างน้อยตอนนี้พวกเขาก็คิดว่าตนเองปลอดภัย
ด้วยเหตุนี้ ลวี่ซ่างเพียวจึงตะคอกใส่ว่า “เจ้ามีฝีมือแค่นี้หรือ?!”
“อย่ารีบร้อน กักพวกเจ้าไว้อีกหน่อย แล้วเดี๋ยวเราจะได้รู้กัน” ลู่เฉินยิ้ม แล้วเสียงของเขาก็พลันหายไป
ทุกคนสงสัยว่าลู่เฉินหายไปไหน
ลวี่ซ่างเพียวตะโกนขึ้นมาว่า “ออกมานะ!”
แต่ลู่เฉินดูเหมือนจะหายตัวไปอย่างไร้ร่องรอยอย่างไรอย่างนั้น
“สมควรตายนัก!” ลวี่ซ่างเพียวโกรธจัด ขณะที่หยวนเทียนขมวดคิ้วอยู่ตรงนั้น “เขาคงไม่หนีไปแล้วหรอกกระมัง?”
ผู้อาวุโสจื่อก็เห็นด้วยเช่นกัน “ดูเหมือนว่าเขาจะหนีไปแล้ว”
คำกล่าวนี้ทำให้ลวี่ซ่างเพียวไม่ยินดีนัก ทว่าก็เป็นซือตู๋เทียนที่พูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “หากทุกท่านเชื่อใจข้า ก็ให้ข้ายืมพลังของพวกท่าน!”
“ให้ยืมหรือ?” ทุกคนมองหน้ากันไปมา
ยามนี้ ซือตู๋เทียนปล่อยกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนออกมา ควบคุมให้พวกมันร่อนลงต่อหน้าทุกคน
ภาพตรงหน้าทำให้พวกเขาสงสัยว่าซือตู๋เทียนกำลังคิดทำอันใด
“หากพวกเจ้าบรรจุพลังปราณเข้าไปในกระบี่เล่มนี้ ข้าย่อมสามารถใช้พลังของพวกเจ้าทะลวงผ่าเปิดค่ายกลนี้ไปได้ ทีนี้พวกเราก็จะได้ออกไปด้วยกัน” ซือตู๋เทียนอธิบาย
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาต่างก็เต็มใจที่จะลอง
ทุกคนจึงเริ่มบรรจุพลังเข้าไปในกระบี่ ส่วนซือตู๋เทียนก็ควบคุมกระบี่เหล่านั้นไปมา พร้อมแล้วที่จะใช้กระบี่ทะลวงออกไป
อีกด้านหนึ่ง ลู่เฉินได้พาหนานเหยากับคนอื่น ๆ ไปยังเหมืองวิญญาณ และพวกเขาก็กำลังวางค่ายกลใหม่ที่นั่น
แต่ผู้ใดจะรู้ว่า… จู่ ๆ พลังมหาศาลก็ปะทุขึ้นจากเนินเขาที่ห่างไกลออกไป
“ท่านอาจารย์ พลังกดดันเช่นนี้… แข็งแกร่งยิ่ง!!” หนานเหยาตัวสั่นเทา เช่นเดียวหลี่ว์ซือที่หน้าเปลี่ยนสีไปทันที “พลังนี้ไม่ใช่สิ่งที่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดจะทำได้”
ลู่เฉินครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะเอ่ยว่า “นี่ต้องเป็นราชันกระบี่ร้อยคม ซือตู๋เทียน ที่กำลังสะสมพลังเป็นแน่”
“สะสมพลัง? แข็งแกร่งขนาดนั้นเลยหรือ?” หนานเหยาประหลาดใจ
“เขาคงหยิบยืมกำลังของคนพวกนั้น” ลู่เฉินหัวเราะอย่างขมขื่น
“แล้วพวกเราจะทำอย่างไรดี?” สีหน้าของหนานเหยาเปลี่ยนสีไปยกใหญ่ ส่วนหลี่ว์ซือก็กังวลเช่นกัน “หากพวกเขาทำลายค่ายกลนั้นได้ พวกเราก็จบเห่แล้วสินะ?”
ทว่าลู่เฉินกลับเหลือบมองพวกเขาแวบหนึ่งแล้วฉีกยิ้ม “พวกเจ้าคิดว่าข้าจะปล่อยให้พวกเขาทำลายค่ายกลได้ง่าย ๆ หรือ?”
หนานเหยาสงสัย “หรือว่าค่ายกลนั้นจะหยุดพวกเขาได้?”
“ไม่ได้!” ลู่เฉินตอบทันที
“หยุดไม่ได้ แล้วเหตุใดท่านจึงมีความสุขนัก?”
“แม้ว่าจะหยุดพวกเขาไม่ได้ แต่หากพวกเขาบังคับให้เปิดออก ค่ายกลจะระเบิดทันที เช่นนั้น… หากพวกเขาไม่ตายก็คงบาดเจ็บไม่น้อย!” ลู่เฉินยิ้ม
พวกเขาสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่งหลังจากได้ยินสิ่งนี้
จากนั้นทั้งสามคนก็จ้องมองไปยังที่อันไกลแสนไกล ราวกับว่ากำลังรอละครฉากเด็ดอย่างไรอย่างนั้น
กลับมาที่อีกด้านหนึ่ง ขณะนี้เหล่าผู้อาวุโสยังคงถ่ายเทพลังปราณเข้าไปในกระบี่อย่างต่อเนื่อง ก่อนเป็นซือตู๋เทียนที่พูดขึ้นเมื่อเห็นว่ามีพลังปราณสะสมเพียงพอแล้ว “ทุกท่านหยุดมือได้แล้ว!”
ทุกคนพลันปล่อยมือ
ก่อนที่กระบี่เหล่านั้นจะรวมเข้าด้วยกันแล้วพุ่งขึ้นไปบนท้องฟ้า เห็นได้ชัดว่ากำลังพยายามทำลายค่ายกลให้แหลกละเอียด
แต่เมื่อทุกคนเผยสีหน้าคาดหวังออกมา… ทันใดนั้นก็มีเสียงดัง ‘ตู้ม!’
ภูเขาทั้งลูกพลันราบเป็นหน้ากลอง!!!
หนานเหยาที่ยืนอยู่ตรงนั้นรับรู้ได้ถึงแรงกระแทกอันทรงพลังที่ส่งตัวนางขึ้นไปกลางอากาศ เช่นเดียวกันกับหลี่ว์ซือและเจี่ยลัวที่แทบไม่อาจหยั่งเท้าไว้ได้
ส่วนลู่เฉินที่เตรียมพร้อมอยู่ก่อนแล้วเข้าไปยืนอยู่หลังก้อนหินขนาดใหญ่
“นี่…” หนานเหยาพยายามลุกขึ้น จากนั้นก็มองไปยังจุดที่ไกลออกไป
ภูเขาทั้งลูกหายไป และรอบด้านก็มีเปลวเพลิงกระจัดกระจายไปทุกที่ จนแม้แต่ยอดเขาที่อยู่รอบ ๆ ก็พลอยถูกเผาไปด้วย มันจึงดูเหมือนทะเลเพลิงขนาดใหญ่
พวกหนานเหยาไม่เคยคิดฝันถึงเรื่องที่น่าตกใจเช่นนี้มาก่อน ดังนั้นพวกเขาจึงจ้องมองไปที่ลู่เฉินทันที
ในยามนั้น พลันมีเสียงคำรามดังขึ้นที่ด้านหน้า ก่อนที่จะมีเงาคนพุ่งผ่านกองไฟหนีออกไป
ดังนั้น หลังจากที่เจี่ยลัวเข้าไปตรวจสอบ นอกจากศพไม่กี่ร่าง เขาก็ไม่เห็นคนอื่น ๆ อีกเลย
หนานเหยาที่วิ่งตามมาดูฉงนยิ่งนัก “นี่มัน…”
เจี่ยลัวไม่เอ่ยคำใด แต่หลี่ว์ซือกลับก้าวไปข้างหน้าแล้วพูดว่า “เมื่อครู่น่าจะหนีไปสองสามคน แต่เห็นได้ชัดว่าบาดเจ็บสาหัส”
ส่วนลู่เฉินก็ตะโกนออกมาจากในเหมืองว่า “ไม่ต้องสนใจพวกเขา!”
หลังจากพูดจบ ชายหนุ่มก็ก้มหน้าทำงานของตัวเองต่อไป ขณะที่หนานเหยาหันไปจ้องลู่เฉินด้วยความสงสัย “นี่เขาเป็นใครกันแน่?!”
อันที่จริงไม่ใช่แค่หนานเหยาเท่านั้นที่สงสัย เพราะแม้แต่เจี่ยลัวและหลี่ว์ซือก็ตกใจกับความน่ากลัวของลู่เฉินเช่นกัน
…
ครึ่งชั่วยามต่อมา บรรดาคนที่ตัวอาบไปด้วยโลหิตก็ปรากฏตัวขึ้นในตำหนักผู้อาวุโส ทำให้คนที่พบเห็นต่างก็ตกใจ
เพราะคนพวกนั้นทั่วกายอาบไปด้วยโลหิต จนแม้แต่ใบหน้าก็แทบแยกไม่ออกว่าใครเป็นใคร
เยว่เซียวเอ่ยด้วยสีหน้าดูไม่ได้ “เกิดอันใดขึ้น?”
เสียงเย็นชาดังออกมาจากปากคนผู้หนึ่งที่ร่างอาบไปด้วยเลือด “พวกเราถูกหลอก!”
คนที่พูดคือซือตู๋เทียน
สิ้นเสียงนั้น โลหิตสีดำก็พ่นออกมาจากปากของเขา เห็นได้ชัดว่าได้รับบาดเจ็บสาหัส ส่วนสือเซียวที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ล้มลงกับพื้นโดยเหลือเพียงลมหายใจเฮือกเดียว
ไม่เพียงเท่านั้น ลวี่ซ่างเพียวและผู้อาวุโสจื่อ รวมทั้งหยวนเทียนเองก็หายใจรวยริน ราวกับว่าพวกเขากำลังจะล้มลงได้ทุกเมื่อ
เยว่เซียวจึงถามอย่างร้อนใจว่า “เจ้าโดนหลอกอย่างไร?”
คนเหล่านั้นจึงค่อย ๆ เล่าเรื่องที่เกิดขึ้น
หลังฟังจบ เยว่เซียวก็ลุกขึ้นด้วยความโกรธ “ข้าจะไปดูเอง!”
เขาพาคนที่มีพลังแข็งแกร่งติดตามไป ทว่าซือตู๋เทียนและคนอื่น ๆ ไม่ได้ตามไปด้วย เพราะพวกเขาได้รับบาดเจ็บสาหัส
อย่างไรก็ตาม เมื่อเยว่เซียวและคนอื่น ๆ มาถึงเหมืองวิญญาณแห่งที่ห้า พวกลู่เฉินก็หายตัวไปนานแล้ว
เยว่เซียวที่โกรธจัดได้นำทุกคนบุกทำลายค่ายกล แต่ค่ายกลนี้ซับซ้อนและทรงพลังยิ่งนัก พวกเขาจึงไม่สามารถทลายมันได้ ทำได้เพียงกระทืบเท้าอย่างโกรธเคืองและกลับไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
เมื่อซือตู๋เทียนและคนอื่น ๆ เห็นคณะของเยว่เซียวกลับมา พวกเขาก็ขมวดคิ้วทันที
ลวี่ซ่างเพียวถามอย่างร้อนใจ “เป็นอย่างไรบ้าง?”
“หนีไปแล้ว หาไม่พบเลย!” เยว่เซียวรู้สึกหดหู่ใจเป็นอย่างมาก
“หรือว่าจะจบแค่นี้?” ในน้ำเสียงของลวี่ซ่างเพียวแฝงไว้ด้วยความคาดหวัง… หวังให้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์บุกทำลายสำนักเก้าสุขสงบในทันที!! ซึ่งเยว่เซียวก็ได้เอ่ยออกมาว่า “จบแค่นี้? เป็นไปไม่ได้!”
“เช่นนั้นพวกเราไปบุกโจมตีพวกสำนักเก้าสุขสงบดีหรือไม่?” ลวี่ซ่างเพียวถามอย่างมีความหวัง
เยว่เซียวส่ายหัวและพูดว่า “ไม่จำเป็น!”
“แล้วเราควรทำอย่างไรดี?”
เยว่เซียวตอบกลับมาว่า “อีกสิบวันต่อจากนี้ จะเป็นงานประลองสิบสำนัก และในฐานะบุตรศักดิ์สิทธิ์ เขาจะต้องไปแน่นอน ถึงยามนั้นค่อยสังหารเขาที่งานประลองสิบสำนัก!”
ทันทีที่เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา ทุกคนก็เห็นด้วยทันที
แต่เยว่เซียวกลับกล่าวเสริมอีกว่า “เพื่อให้จัดการเขาได้อย่างราบรื่น ภายในสิบวันนี้ ข้าจะเลือกผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ที่ทรงพลังในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ด้วยตัวเอง!”
ทุกคนพยักหน้า
ไม่เพียงแค่นั้น เยว่เซียวยังจ่ายเงินจำนวนมากและพูดว่า “ไป ประกาศให้โลกภายนอกรู้ว่าหากอัจฉริยะขั้นหลอมแก่นแท้ผู้ใดเต็มใจมาที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ข้าจะตบรางวัลใหญ่ให้อย่างแน่นอน!”
ทุกคนรู้ว่าเยว่เซียวโกรธจัดแล้ว
เพราะผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้นั้นถือเป็นตัวตนที่แข็งแกร่งที่สุดในการประลองสิบสำนัก
และในยามนี้ ซือตู๋เทียนก็พลันเอ่ยปากว่า “มีคนไม่มากนักที่รู้เรื่องพลังขั้นก่อกำเนิดของข้า!”
ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดซือตู๋เทียนจึงพูดเช่นนี้
เยว่เซียวจึงได้เอ่ยเหมือนจะเข้าใจว่า “เจ้าต้องการกดขั้นพลังของเจ้าให้อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมหรือ?”
“มีกฎในการประลองสิบสำนักว่าขั้นพลังบ่มเพาะต้องไม่เกินขั้นหลอมแก่นแท้ ดังนั้นมันจึงเป็นทางเลือกที่ดีที่สุดที่จะให้ข้าออกไปประลอง!” เห็นได้ชัดว่าซือตู๋เทียนต้องการจะฉีกลู่เฉินเป็นชิ้น ๆ ด้วยมือของเขาเอง!!