ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 151 กำจัดอิทธิพลทั้งหมดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!
บทที่ 151 กำจัดอิทธิพลทั้งหมดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!
เมื่อเยว่เซียวและคนอื่น ๆ ได้ฟังถึงตรงนี้แล้วต่างก็พากันเห็นด้วย
ซือตู๋เทียนจึงกลับไปเตรียมตัว ส่วนคนของสำนักพฤกษาสวรรค์ก็แยกออกไปรักษาบาดแผล และสือเซียวที่ได้รับบาดเจ็บสาหัสก็ถูกพากลับไปรักษาตัวที่ตระกูลสือ
แต่ขณะที่กำลังนำสือเซียวออกไปจากตำหนัก เขากลับถูกส่งไปยังถ้ำของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
ภายในถ้ำนี้ สือเซียวยังคงพอมีสติอยู่บ้าง เขาจึงกล่าวออกมาอย่างอ่อนแรง “นี่… ที่นี่คือที่ใด?”
“วันนี้เกิดเหตุอันใดขึ้น” หญิงสาวผู้หนึ่งซึ่งยืนอยู่ด้านข้างของสือเซียวถามขึ้นมาทันที
สือเซียวจึงค่อย ๆ ลืมตาขึ้น และเห็นหญิงสาวริมฝีปากแดงสดนางหนึ่ง แววตายังคงมีน้ำตาเอ่อคลอ ดูแล้วยังอายุน้อยมากนัก
เมื่อเห็นนาง สือเซียวจึงรู้สึกตกใจขึ้นมา “ศิษย์พี่หญิงหนานกง?”
“ว่ามาเถิด” หญิงสาวยิ้มพลางมองมายังสือเซียว สือเซียวจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้นทั้งหมด และสุดท้ายยังกล่าวด้วยน้ำเสียงโกรธแค้น “ถ้าหากว่าท่านอาจารย์ไม่ได้ใช้ม่านป้องกันล่วงหน้าแก่ข้า คาดว่าตอนนี้แม้แต่ซาก ข้าก็คงไม่เหลือ!”
หญิงสาวฉายแววตาเย็นชาขึ้นมาทันที “หมายความว่า เจ้าถูกลู่เฉิน บุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักเก้าสุขสงบจัดการเสียหมอบราบคาบแก้ว?”
“ใช่!”
“เช่นนั้นเจ้าอยากแก้แค้นหรือไม่?” หญิงสาวยิ้ม ทำให้สือเซียวที่ในใจถูกโทสะครอบงำรีบกล่าวอย่างร้อนใจว่า “อยากแน่นอน แต่ตอนนี้ข้า…”
“ข้าสามารถรักษาบาดแผลให้เจ้าได้ แต่หลังจากนั้น เจ้าต้องช่วยข้าเรื่องหนึ่ง และเมื่อถึงเวลา ข้าจะช่วยเจ้าจัดการเขาด้วยตนเอง!” หญิงสาวยิ้มหวานแสดงท่าทีเป็นมิตร
ทว่าสือเซียวไม่ได้โง่เขลาเบาปัญญา เขาถามกลับไปด้วยความสงสัยว่า “ศิษย์พี่หญิงหนานกง หรือว่าท่านเองก็มีความแค้นกับเขา?”
“มี!” ขณะพูด แววตาของนางพลันเผยแววประหลาด ก่อนที่มันจะกลายเป็นปกติ และมีเพียงรอยยิ้มเท่านั้นที่ประดับอยู่บนใบหน้าของศิษย์พี่หญิงหนานกงผู้นี้
สือเซียวจึงเอ่ยว่า “เพียงแค่ท่านสามารถรักษาบาดแผลข้าจนหายดีได้ ไม่ว่าอะไรข้าก็ยอมทำ!”
“ดี เช่นนั้นดีมาก!” หญิงสาวจึงหยิบเม็ดยาออกมาเม็ดหนึ่ง ก่อนจะจับกรอกใส่ปากสือเซียวโดยไม่รอให้อีกฝ่ายได้ทันตั้งตัว
เพียงชั่วอึดใจถัดมา จู่ ๆ สือเซียวก็ดิ้นรนด้วยความเจ็บปวด พร้อมกับร่างที่แผ่ไอมารออกมาอย่างไม่อาจควบคุม
“นี่… นี่มันอันใด”
หญิงสาวยิ้ม “ยาวิถีมาร ไม่เพียงแค่ช่วยรักษาบาดแผล แต่ยังสามารถทำให้คนกลายเป็นมารได้! ที่สำคัญที่สุด เมื่อกลายเป็นมารแล้ว บาดแผลจะฟื้นฟูขึ้นอย่างรวดเร็ว!”
“อะไรนะ? มาร?” สือเซียวตกใจจนหน้าซีด
จากนั้นสือเซียวที่เจ็บปวดไปทั่วทั้งร่างพลันหมดสติไป เหลือก็เพียงศิษย์พี่หญิงหนานกงผู้นั้นที่เอ่ยออกมาด้วยน้ำเสียงเย็นชา “หลับเสียเถิด…”
….
ขณะนั้น ลู่เฉินได้นำกลุ่มคนกลับไปยังเมืองเฟิงเฉิง
“อาจารย์ ในเมื่อเหมืองวิญญาณทั้งห้าถูกจัดการแล้ว เหตุใดจึงไม่กลับไปยังสำนักเก้าสุขสงบ?” หนานเหยาถามด้วยความสงสัย
ลู่เฉินตอบด้วยรอยยิ้มจาง ๆ “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไม่ได้มีหนทางหาเงินเพียงแค่นั้น… มันยังมีสถานที่บางแห่งที่ต้องจัดการอีก”
“ที่ใดกัน?”
“ร้านค้าของพวกเขา และรากฐานที่กระจายอยู่ในเมืองต่าง ๆ!”
หนานเหยาตกใจ “ท่านคิดจะถอนรากถอนโคนพวกเขาเลยหรือ?”
“ใช่ เมื่อคิดจะทำ ก็ต้องทำให้สะอาดหมดจด!”
จากนั้นลู่เฉินก็นำคนทั้งสามเข้าไปจัดการกับกลุ่มกองกำลังสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ในเมืองเฟิงเฉิง
ไม่เพียงเท่านั้น ภายในไม่กี่วันต่อมา ลู่เฉินยังจัดการร้านค้าของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่บริเวณรอบ ๆ และกระทั่งสำนักเล็ก ๆ ที่อยู่บริเวณแม่น้ำและทะเลสาบที่มีความเกี่ยวข้องกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จนหมดสิ้น
ทำให้หลังจากนั้น รายได้ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ลดลงเป็นอย่างมาก ผลก็คือผู้คนในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เกิดความไม่พอใจ ทว่าพวกเขาก็ยังไม่สามารถจับลู่เฉินได้เสียที
สุดท้ายจึงลงเอยด้วยการที่เยว่เซียวรีบตามหายอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้มามากขึ้น
ทางด้านลู่เฉิน ก่อนกลับไปยังสำนักเก้าสุขสงบเพียงไม่กี่วัน เขาก็ได้ไปพบกับโจวอวี๋ ณ หุบเขาเมฆาอสูรเขตเก้า
เมื่อโจวอวี๋เห็นลู่เฉินก็กล่าวด้วยความตื่นเต้น “เจ้า ในที่สุดเจ้าก็มา!”
ลู่เฉินปรายตามองเขาพลางยิ้ม “ใช่ และข้าก็บรรลุขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว!”
“สมแล้วที่เป็นเจ้า!” โจวอวี๋มองไปยังหมาป่ายมโลกเก้าหางที่อยู่ด้านข้าง เขาตัวสั่นด้วยความหวาดกลัวเล็กน้อย ก่อนจะเป็นหมาป่ายมโลกเก้าหางที่ยิ้มพลางกล่าวว่า “ข้าช่วยเจ้า ‘เลี้ยง’ เขาอย่างดี”
ลู่เฉินพยักหน้า “เจ้า ‘เลี้ยง’ เขาได้ไม่เลวเลย”
ขณะนั้นเอง หนานเหยาที่เอาแต่จ้องไปยังหมาป่ายมโลกเก้าหางพลันกล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “หรือว่า… เจ้าก็คือหมาป่ายมโลกเก้าหางที่เขาเล่าลือกัน?”
“ใช่!” หมาป่ายมโลกเก้าหางที่ยืนอยู่กล่าวด้วยความมั่นใจ
หนานเหยาอุทานออกมาทันที “ข้าได้ยินมาว่าเจ้าเป็นสัตว์เลี้ยงอันดับหนึ่งของจอมมารลู่!”
“ใช่แล้ว!” หมาป่ายมโลกเก้าหางตอบรับอย่างพึงพอใจ ทว่าหนานเหยากลับครุ่นคิดพลางมองไปยังลู่เฉิน “อาจารย์ ท่านมีนามว่าลู่เฉิน จอมมารผู้นั้นก็มีนามว่าลู่เฉิน พวกท่านคงไม่ได้มีความสัมพันธ์กันใช่หรือไม่?”
คำพูดดังกล่าวทำให้เจี่ยลัวและคนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากัน เห็นได้ชัดว่าทุกคนต่างรู้สึกสงสัยเป็นอย่างมากเกี่ยวกับตัวตนของลู่เฉิน
แต่ลู่เฉินกลับเอ่ยแบบปัด ๆ ไปว่า “พวกเจ้าก็คาดเดากันไปเรื่อย”
หนานเหยาคิดว่าลู่เฉินจะยอมรับ แต่คำพูดของชายหนุ่มกลับทำให้นางคลายความกังวล “ก็จริง หากท่านคือจอมมารลู่ เช่นนั้นโลกใบนี้คงจะต้องพลิกฟ้าคว่ำดินเสียแล้ว!”
หมาป่ายมโลกเก้าหางอยากจะพูดอะไรบางอย่าง แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังมัน “ส่วนเจ้า อยู่ที่นี่ต่อไปอีกเสียหน่อย”
“ข้าก็อยากออกไปนะ….” หมาป่ายมโลกเก้าหางพูดด้วยความหวัง
ลู่เฉินส่ายหัว “อาการบาดเจ็บของเจ้ายังไม่หายดีนัก จำเป็นต้องฟื้นฟูต่อไป”
หมาป่ายมโลกเก้าหางพลันกังวลใจ แต่ลู่เฉินกลับก้าวขึ้นไปด้านหน้าแล้วเอ่ยว่า “ขืนนำเจ้าออกไป มันจะง่ายต่อการเปิดเผยตัวตนของข้า”
หมาป่ายมโลกเก้าหางตกตะลึง ก่อนที่มันจะขานรับว่า “ขอรับ”
ลู่เฉินพยักหน้าแล้วจึงเดินนำโจวอวี๋ออกไป
โจวอวี๋ราวกับนกที่ถูกปล่อยให้โบยบินออกมา เขาตะโกนออกมาอย่างพึงพอใจขณะติดตามไปไม่ห่าง
ส่วนหมาป่ายมโลกเก้าหางก็ได้มาส่งพวกเขาออกไป
ระหว่างเดินทางกลับ หนานเหยาถามขึ้นมาด้วยความสงสัย “อาจารย์ เหตุใดท่านจึงรู้จักหมาป่ายมโลกเก้าหางตนนี้!”
“สำคัญหรือ?”
“แน่นอน หมาป่ายมโลกเก้าหางตนนี้เป็นสัตว์เลี้ยงอันดับหนึ่งของจอมมารลู่ ดังนั้นการที่ท่านรู้จักมันจึงเป็นเรื่องที่ทำให้ข้าสงสัยไม่น้อย”
ลู่เฉินจึงเพียงแค่ยิ้มและกล่าวเปรย ๆ ว่า “สักวันหนึ่ง… พวกเจ้าก็จะรู้เอง”
“รู้อันใด?”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้อธิบายอะไรมากนัก เพียงเดินนำพวกเขากลับไปยังสำนักเก้าสุขสงบในวันรุ่งขึ้น
ช่วงนี้ปิงหลิวหลีรับรู้ถึงปัญหาที่เกิดขึ้นกับสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มาไม่น้อย ดังนั้นเมื่อเห็นลู่เฉินและคนอื่น ๆ กลับมา นางจึงถอนหายใจคลายกังวลทันที “เจ้านี่นะ… น่ากลัวเกินไปแล้ว”
“น่ากลัว?” ลู่เฉินไม่รู้ว่าคำพูดนี้หมายความว่าเช่นไร
“เหมืองวิญญาณทั้งห้าของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และกองกำลังของพวกเขาที่อยู่ทั่วทุกพื้นที่ ต่างถูกเจ้ากำจัดไปเสียหมดสิ้น เช่นนี้เจ้าคิดว่าน่ากลัวหรือไม่?!”
“นี่คือสิ่งที่พวกเขาทำตัวเองต่างหาก!” ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ
ไป๋อู่จินที่อยู่อีกด้านหนึ่ง ถึงแม้จะไม่รู้ว่าลู่เฉินนั้นทำเช่นไรบ้าง แต่เขากลับกังวลใจ “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จะโกรธเคืองจนถึงขั้นหันมาโจมตีพวกเราหรือไม่?”
“ไม่มีทาง!” ลู่เฉินตอบด้วยความมั่นใจ
“เพราะเหตุใด?” ไป๋อู่จินสงสัย แต่ลู่เฉินเพียงยิ้มออกมา “ถ้าพวกเขาคิดจะมาก็คงรีบมานานแล้ว แต่ถ้าพวกเขาไม่มา นั่นเพราะว่าค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบยังอยู่ ดังนั้นพวกเขาจึงไม่กล้าบุกเข้ามาง่าย ๆ”
ไป๋อู่จินที่ได้ฟังพลันกล่าวอย่างลำบากใจว่า “แต่ตอนนี้ค่ายกลของเราไม่ได้ทรงพลังดั่งเดิมแล้ว หากพวกเขาคิดจะมาโจมตีจริง ๆ เกรงว่าพวกเราจะรับมือไม่ไหว”
ลู่เฉินยิ้ม “เช่นนั้นข้าจะทำให้ค่ายกลมั่นคงยิ่งขึ้น”
“ทำให้ค่ายกลมั่นคงขึ้น?” ไป๋อู่จินคิดว่าลู่เฉินเพียงแค่พูดหยอกเท่านั้น แต่ลู่เฉินกลับสั่งให้หลี่ว์ซือและคนอื่น ๆ ช่วยตน ทั้งยังบอกให้ปิงหลิวหลีขึ้นไปบนอากาศเพื่อช่วยอีกแรง
ผลจากความร่วมมือกันนี้ ทำให้หลังจากผ่านไปไม่ถึงชั่วยาม ลู่เฉินก็ซ่อมแซมค่ายกลได้ประมาณห้าในสิบส่วนแล้ว
และถึงแม้จะเป็นเพียงแค่ห้าในสิบส่วน แต่ไป๋อู่จินก็รู้ว่าเพียงแค่นี้ย่อมมากพอแล้วที่จะรับมือกับการบุกจู่โจมของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และแม้จะมีสิบสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์บุกเข้ามาพร้อมกัน พวกมันก็ยังไม่สามารถเข้ามาสร้างปัญหาในสำนักพวกเขาได้อยู่ดี!
“นี่… นี่มันเหลือเชื่อเกินไปเสียแล้ว” ไป๋อู่จินเอ่ยขึ้นมาอย่างตกตะลึง
ทางด้านปิงหลิวหลี นางครุ่นคิดอยู่ชั่วครู่ก่อนจะเอ่ยออกมา “ตอนนี้ แม้เรื่องค่ายกลจะพอวางใจได้แล้ว ทว่ามันก็ยังมีปัญหาใหญ่อยู่อีกเรื่อง!”
“โอ้? เรื่องใด?” ลู่เฉินถาม
“ตามที่สายของเรารายงานมา สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กำลังรวบรวมยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้จากทั่วทุกทิศ พวกเขาน่าจะหมายมั่นปั้นมือครอบครองอันดับหนึ่งในงานประลองสิบสำนักเป็นแน่!”