ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 153 เพียงหนึ่งประโยค ก็ทำให้ชายชราผู้หลอมอาวุธตกตะลึงได้
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 153 เพียงหนึ่งประโยค ก็ทำให้ชายชราผู้หลอมอาวุธตกตะลึงได้
บทที่ 153 เพียงหนึ่งประโยค ก็ทำให้ชายชราผู้หลอมอาวุธตกตะลึงได้
“พูดมาเถิด ที่ใดมีสมบัติวิญญาณธาตุเพลิงที่แข็งแกร่งบ้าง” ลู่เฉินถามขณะจ้องไปยังปิงหลิวหลี
ปิงหลิวหลีครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะเอ่ยว่า “ถ้าหากพูดถึงสมบัติวิญญาณธาตุเพลิง ข้าคิดออกเพียงสถานที่เดียว แต่ชายชราที่อยู่ที่นั่น…”
“ชายชรา?”
“นักค้าเพลิง นามว่าฮั่วถูฝู เป็นยอดฝีมือหลอมศาสตราวุธ ทั้งชีวิตหลอมสมบัติล้ำค่าไว้มากมาย แต่สมบัติวิญญาณของเขานั้นไม่ขาย ดังนั้นทุก ๆ สำนักที่ไปหาสมบัติวิญญาณที่นั่นจึงไม่สำเร็จ และต่างก็กลับมามือเปล่า” ปิงหลิวหลีอธิบาย
“นักค้าเพลิง?”
“ใช่ เล่าลือกันว่าเป็นศิษย์ของฮั่วหมอเทียน!”
เมื่อได้ยินชื่อฮั่วหมอเทียน ลู่เฉินจึงเผยรอยยิ้มออกมา “ศิษย์ยอดฝีมือหลอมอาวุธ ฮั่วหมอเทียน?”
“ใช่ คือเขา!”
ลู่เฉินยิ้ม เพราะฮั่วหมอเทียนนั้นเป็นศิษย์ของตน ต่อมาเมื่อกลายเป็นเซียนก็ติดตามตนไป จนกระทั่งตอนนี้เป็นเช่นไรบ้าง ลู่เฉินก็ไม่อาจรู้ได้
และตอนนี้เมื่อมีข่าวคราวของอีกฝ่าย…
ทันทีที่ได้สติกลับมา ลู่เฉินจึงกล่าวต่อไปว่า “ศิษย์ฮั่วหมอเทียนผู้นี้อยู่ที่ใด?”
“จากที่นี่ไป คาดว่าใช้เวลาประมาณหนึ่งวัน”
“เช่นนั้นสถานที่ที่ฮั่วถูฝูอยู่นั้น ห่างจากลานเต๋าเมฆาไกลแค่ไหน?”
“ระยะทางประมาณครึ่งวัน”
“เช่นนั้นยังมีเวลาพอ” ลู่เฉินพยักหน้า ก่อนจะให้ปิงหลิวหลีนำทางไปตามหาฮั่วถูฝูผู้นั้น
เมื่อปิงหลิวหลีได้ยินว่าลู่เฉินต้องการจะไปหาฮั่วถูฝู นางก็พลันขมวดคิ้วมุ่นขึ้นมา “นี่… เกรงว่าถึงไปก็อาจเสียเวลาเปล่า”
“วางใจเถิด เมื่อถึงเวลานั้นคิดต้องการสมบัติวิญญาณใด เจ้าก็จะได้สมบัติวิญญาณนั้น” จบประโยคนั้น ปิงหลิวหลีก็มีท่าทีคล้ายเชื่อบ้างไม่เชื่อบ้าง แม้กระทั่งไป๋อู่จินที่อยู่อีกด้านหนึ่งก็ยังคิดว่าลู่เฉินเพียงคุยโวเท่านั้น
ทว่าลู่เฉินไม่พูดอะไรมากนัก และเมื่อปิงหลิวหลีสั่งการให้ไป๋อู่จินอยู่ที่นี่เพื่อปกป้องสำนักเก้าสุขสงบแล้ว นางก็นำทางลู่เฉินและคนอื่น ๆ ออกจากที่นี่
…
ขณะที่กำลังเดินทาง ปิงหลิวหลีได้แนะนำหลายสิ่งที่เกี่ยวข้องกับลักษณะนิสัยของฮั่วถูฝู
จนกระทั่งโจวอวี๋ที่อยู่อีกด้านหนึ่งอดถามขึ้นมาไม่ได้ “ว่ากันว่าฮั่วถูฝูผู้นี้มีนิสัยใจคอแปลกประหลาด และถ้าหากต้องการสมบัติของเขา มันยากกว่าขึ้นสวรรค์เสียอีก!”
“ใช่ อีกทั้งเพราะขั้นพลังบ่มเพาะแข็งแกร่งไม่น้อย จึงไม่มีผู้ใดสามารถชิงไปได้” ปิงหลิวหลีกล่าวอย่างหดหู่
แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไร เพียงเดินไปเงียบ ๆ
ยิ่งนางเห็นท่าทีของเขา ปิงหลิวหลีก็ยิ่งแปลกใจว่าลู่เฉินนั้นเอาความมั่นใจมาจากที่ใดมากมายนัก?
จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น ทุกคนได้มาถึงภูเขาแห่งหนึ่ง และรอบ ๆ ภูเขาแห่งนี้มีค่ายกลปกคลุม ขณะเดียวกันนอกค่ายกลก็มีผู้คนเนืองแน่น
คนพวกนี้นำข้าวของมามากมายเพื่อเข้าหาฮั่วถูฝู แต่เพราะมีค่ายกลอยู่ พวกเขาจึงไม่สามารถเข้าไปได้
ปิงหลิวหลีชี้ไปยังผู้คนรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “เห็นหรือยัง แม้แต่ภูเขาลูกนี้ก็ยังไม่สามารถเข้าไปได้”
“ค่ายกลแล้วเช่นไร? เรื่องเล็กน้อย” ลู่เฉินยิ้ม จากนั้นจึงเดินนำพวกเขาตรงเข้าไปยังค่ายกล
ครั้นมองคณะของลู่เฉินเดินเข้าไป คนที่อยู่ด้านนอกเหล่านั้นต่างก็คิดว่าชายหนุ่มและคนอื่น ๆ คงจะหวาดกลัวจนหนีออกมา แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกับคนอื่น ๆ จะหายเข้าไปท่ามกลางหมอกในค่ายกล จนกระทั่งลับสายตาไปในที่สุด
ทุกคนจึงแปลกใจว่าเกิดเหตุอันใดขึ้น?
ขณะนั้นเอง ปิงหลิวหลีกำลังอยู่ในห้วงแห่งความตกตะลึง เห็นได้ชัดว่านางกำลังอยู่บนบันได และบันไดนี้ก็ขยายออกไปเรื่อย ๆ ราวกับว่านางกำลัง ‘ลอย’ ขึ้นไป
หนานเหยาที่รู้สึกแปลกใจได้เอ่ยถามลู่เฉินว่า “ท่านอาจารย์ หรือว่าค่ายกลไหนท่านก็สามารถทำลายได้?”
“ประมาณนั้น” ลู่เฉินตอบเพียงสั้น ๆ คำตอบนี้เองทำให้ทุกคนต่างรู้สึกชื่นชมเขามากขึ้น
ลู่เฉินไม่ได้พูดจาสักคำ เพียงนำทางทั้งคณะให้ก้าวไปด้านใน กระทั่งพวกเขามาถึงยอดเขา และเห็นตำหนักสีแดงเพลิงหลังหนึ่ง
“ไม่มีผู้ใด?” ปิงหลิวหลีสงสัย
หนานเหยาเองก็มองไปรอบ ๆ “ไม่มีผู้ใดอยู่จริง ๆ หรือ?”
ลู่เฉินยิ้ม “มี อยู่บนยอดเขา”
จบประโยค ปิงหลิวหลีที่แปลกใจรีบเงยหน้ามองไปทันที แต่นอกจากหมอกบนอากาศแล้วก็ไม่มีสิ่งใดอีก
แต่จู่ ๆ ก็มีแสงสีแดงสว่างวาบขึ้น ชายชราผู้หนึ่งที่ทั่วทั้งร่างแผ่ไปด้วยเปลวเพลิงปรากฏตัวออกมา เผยให้เห็นชุดคลุมสีดำและใบหน้าที่เต็มไปด้วยปุ่มปมนับไม่ถ้วน และบัดนี้กำลังเผยสีหน้าดุดัน
เมื่อปิงหลิวหลีสัมผัสได้ว่ากลิ่นอายของคนผู้นี้น่ากลัวยิ่ง นางพลันรู้สึกหวาดกลัวขึ้นมา “สูงกว่าขั้นก่อกำเนิด?”
“ใครในพวกเจ้าที่ทำลายค่ายกล?” สายตาดุร้ายของฮั่วถูฝูจ้องมองมาที่ทุกคน
ทุกคนต่างมองไปยังลู่เฉินทันที
ลู่เฉินยิ้ม เขามองไปยังอีกฝ่ายแล้วเอ่ยว่า “ข้าเอง”
ฮั่วถูฝูพลันแสดงท่าทีเคร่งขรึมขึ้นมา “เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน เหตุใดจึงมีทักษะเช่นนี้ได้?”
“เมื่อพวกเราคุยกันเสียหน่อย เจ้าก็จะรู้เองว่าเหตุใดข้าจึงมีทักษะเช่นนี้” ลู่เฉินยิ้ม ทว่าฮั่วถูฝูกลับจ้องเขม็ง “เจ้าหมายความเช่นไร?”
“หาที่คุยสักที่หนึ่ง”
ลู่เฉินยังคงยิ้ม แต่ฮั่วถูฝูกลับตอบด้วยน้ำเสียงเย็นชา “มีเรื่องอันใดที่ไม่สามารถกล่าวตรงนี้ได้?”
“เพลิงพิพากษาเก้าขั้น!” ลู่เฉินพูดเพียงไม่กี่คำ ทว่ามันก็มากพอแล้วที่จะทำให้ฮั่วถูฝูมีสีหน้าเปลี่ยนไป เพราะนี่คือวิธีหลอมอาวุธที่พวกเขาสืบทอดกันมา และผู้ที่รู้สิ่งนี้ก็มีเพียงท่านอาจารย์ของตน แต่ท่านอาจารย์ไม่อยู่แล้ว ดังนั้นจึงมีเพียงตัวเขาเท่านั้นที่รู้
ทว่าชายหนุ่มที่อยู่ตรงหน้ากลับพูดสิ่งนี้ออกมา จึงทำให้ฮั่วถูฝูรู้สึกประหลาดใจเป็นอย่างมาก
“สามารถคุยได้หรือยัง?” ลู่เฉินยิ้มพลางจ้องมองอีกฝ่าย แต่ฮั่วถูฝูกลับถามกลับมาด้วยความแปลกใจ “แท้จริงแล้วเจ้าเป็นใคร?”
“ไม่หาสถานที่?”
ฮั่วถูฝูคิดแล้วจึงหมุนตัว “ตามข้ามา”
ลู่เฉินให้คนอื่น ๆ รออยู่บริเวณนี้ ส่วนตนเองเดินตามฮั่วถูฝูออกไป
หนานเหยาแสดงท่าทีแปลกใจ นางถามคนอื่น ๆ ว่า “เพลิงพิพากษาเก้าขั้น คืออันใด?”
ปิงหลิวหลีเองก็ไม่เข้าใจนัก นางสับสน และคนอื่น ๆ ก็เช่นกัน
เมื่อฮั่วถูฝูเดินนำลู่เฉินมายังห้องโถงที่ว่างเปล่าภายในตำหนัก อีกฝ่ายที่ขมวดคิ้วมุ่นก็พลันเอ่ยขึ้นทันทีว่า “ที่นี่ไม่มีผู้ใด พูดมาเถิด”
“ฮั่วหมอเทียน เป็นบรรพชนของเจ้า ใช่หรือไม่”
“ใช่ นั่นคือท่านอาจารย์ของพวกเรา แต่เขากลายเป็นเซียนไปแล้ว” ฮั่วถูฝูอธิบาย แต่สายตาทั้งสองยังคงจ้องมองลู่เฉิน ต้องการรู้ว่าแท้จริงแล้วชายหนุ่มตรงหน้านี้คือผู้ใด
“เช่นนั้น เหตุใดจึงมีเพียงเจ้า?”
ฮั่วถูฝูอธิบายว่า “พวกเราสืบต่อกันรุ่นสู่รุ่น แต่ทุกรุ่นจะมีเพียงหนึ่งคน”
ลู่เฉินได้ฟังแล้วจึงแปลกใจ “เช่นนั้น ไม่กลัวว่าจู่ ๆ จะมีบางคนเสียชีวิตไปกลางคันหรือ?”
ขณะนั้นเอง ฮั่วถูฝูได้นำเอาแผ่นป้ายสีแดงเพลิงชิ้นหนึ่งออกมา ซึ่งแผ่นป้ายนี้มีกลิ่นอายของคนผู้หนึ่งผนึกเอาไว้
“แผ่นป้ายนี้ เรียกว่าแผ่นป้ายหลอมเพลิง เมื่อเจ้าของมันตาย มันจะเลือกเจ้าของคนใหม่ และภายในนี้จะมีดวงจิตเจ้าของคนก่อนหน้านี้อยู่”
“คนก่อนหน้านี้? หมายความว่า ดวงจิตของฮั่วหมอเทียนก็อยู่ภายในนี้?”
“อืม มีอยู่ส่วนหนึ่ง!”
ลู่เฉินยิ้มออกมาทันที “ดูเหมือนว่า ก้อนหินในตอนนั้นจะไม่สูญเปล่า มันถูกเขาหลอมออกมาเป็นสิ่งของลึกลับเช่นนี้”
“หิน? ลึกลับ?” ฮั่วถูฝูผู้นี้ไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังพูดถึงสิ่งใด
ชายหนุ่มยื่นมือออกไปแล้วเอ่ยว่า “เอามาให้ข้าดูเสียหน่อย”
“สิ่งนี้ คนนอกไม่สามารถสัมผัสได้”
“เพราะเหตุใด?”
“เพราะพวกเขาจะถูกมันเผาไหม้จนตาย นอกเสียจากได้รับการยอมรับจากมัน และผู้ที่ได้รับการยอมรับก็มักจะเป็นผู้สืบทอดรุ่นถัดไป” ฮั่วถูฝูอธิบายด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
ทว่าลู่เฉินเพียงยิ้มกว้าง “วางใจเถิด มันจำข้าได้”
“น่าตลกนัก มันจะจำเจ้าได้เช่นไร?” ฮั่วถูฝูไม่เชื่อ
ลู่เฉินแสยะยิ้ม “ขอเพียงเจ้าปล่อยมือก็จะรู้แล้ว”
ฮั่วถูฝูทั้งเชื่อและไม่เชื่อ แต่เขาอดไม่ได้ที่จะคลายมือออก และจู่ ๆ แผ่นป้ายหลอมเพลิงก็พลันลอยไปอยู่บนฝ่ามือของลู่เฉิน!
ฮั่วถูฝูเบิกตากว้างอ้าปากค้างทันทีที่เห็น “เป็นไปไม่ได้ แผ่นป้ายหลอมเพลิงนี้ มีเพียงเจ้าของคนก่อนหน้าและผู้สืบทอดที่เหมาะสมเท่านั้นจึงจะสามารถใช้ได้!”
“มันมีจิตวิญญาณของมัน และจิตวิญญาณนี้จำข้าได้” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย
“เป็นไปไม่ได้!”
“อย่าร้อนใจไป ข้าขอคุยกับดวงจิตภายในนี้เสียก่อน”
“อันใดนะ?!” ฮั่วถูฝูถึงกับประหลาดใจ