ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 152 ทุกสิ่งเตรียมพร้อมแล้ว ขาดเพียงสิ่งเดียว!
บทที่ 152 ทุกสิ่งเตรียมพร้อมแล้ว ขาดเพียงสิ่งเดียว!
เมื่อลู่เฉินรู้ว่าปิงหลิวหลีกัลวลเรื่องใด เขาก็พลันเผยยิ้มออกมา “ยอดฝีมือขั้นหลอมแก่นแท้? งานประลองสิบสำนัก?”
“งานประลองสิบสำนัก ก็คือการที่แต่ละสำนักส่งผู้ฝึกตนไม่เกินขั้นหลอมแก่นแท้มาเข้าร่วมการแข่งขัน โดยอันดับของแต่ละสำนักจะถูกกำหนดด้วยอันดับของศิษย์ที่แข็งแกร่งที่สุดของพวกเขา สำนักใดสามารถครอบครองผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ที่แข็งแกร่งที่สุด สำนักนั้นก็จะมีโอกาสกลายเป็นสิบสำนักที่แข็งแกร่งที่สุดเช่นกัน” ปิงหลิวหลีอธิบาย
“โอ้? จำกัดที่ขั้นหลอมแก่นแท้งั้นหรือ?”
“ใช่!”
“ได้กำหนดหรือไม่ว่าไม่นับผู้ฝึกวิถีภูตผี?” ลู่เฉินถามเพื่อความแน่ใจ
“ฝึกฝนวิถีภูต…”
“อย่างเช่น นางผู้นี้” ลู่เฉินชี้ไปยังหนานเหยา
ปิงหลิวหลีส่ายหัว “คงไม่ได้ สถานที่ศักดิ์สิทธิ์เช่นนั้นย่อมไม่ยอมให้ผู้ฝึกวิถีภูตผี หรือผู้ฝึกวิถีมารเข้าร่วมอย่างแน่นอน”
ลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงกล่าวต่อ “เช่นนั้น ให้โจวอวี๋เข้าร่วมก็ได้”
“แล้วเจ้าเล่า… เจ้าจะไม่เข้าร่วมหรือ?” ปิงหลิวหลีอดมองไปยังลู่เฉินไม่ได้ เพราะนางรู้ว่าลู่เฉินนั้นเก่งกาจ จึงคาดหวังให้เขาเข้าร่วม
ทว่าลู่เฉินเพียงยิ้มออกมา “จัดการกับเด็กพวกนั้น แค่โจวอวี๋เข้าร่วมก็เพียงพอแล้ว”
“แต่…” ปิงหลิวหลียังคงรู้สึกกังวล
ทว่าลู่เฉินกลับเอ่ยขัดเสียก่อน “แล้วเราจะออกเดินทางเมื่อใด?”
“ออกเดินทางในวันพรุ่ง และเวลาในการแข่งขันก็คือห้าวันหลังจากนี้ ณ ลานเต๋าเมฆาแห่งแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด!” ปิงหลิวหลีพูดพลางหยิบเอาเทียบเชิญออกมา
ลู่เฉินปรายตามองเทียบเชิญนั้น จากนั้นจึงพูดว่า “เช่นนั้นข้าขอกลับไปเตรียมตัวเสียหน่อย”
ปิงหลิวหลีมองไปยังลู่เฉินแต่ก็ไม่พูดอันใด ทว่าชายหนุ่มกลับเหมือนคิดอะไรได้ เขากล่าวว่า “เจ้าจงไปประกาศให้ทราบทั่วสำนักเก้าสุขสงบว่า นับตั้งแต่วันนี้ไป ตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์จะกลายเป็นของโจวอวี๋”
แม้ว่าปิงหลิวหลีและโจวอวี๋จะเตรียมใจมาก่อนแล้ว แต่เมื่อเห็นลู่เฉินคิดจะสละตำแหน่งบุตรศักดิ์สิทธิ์จริง ๆ ทั้งสองก็ยังคงตกตะลึงขึ้นมา
จนกระทั่งลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังปิงหลิวหลี “จงไปจัดการเถิด ข้าไม่รบกวนแล้ว”
พูดจบ ลู่เฉินก็นำโจวอวี๋และคนอื่น ๆ ตรงไปยังภูเขาที่ท่านปู่ลู่กำลังพักผ่อน
ขณะที่กำลังเดินไป หนานเหยาที่รู้สึกแปลกใจพลันถามขึ้นมาว่า “ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านจึงไม่เข้าร่วมงานประลอง?”
คนอื่น ๆ เองก็แปลกใจเช่นกัน เพราะเพียงความแข็งแกร่งของลู่เฉิน อย่างไรเขาก็ต้องถูกจัดเป็นอันดับหนึ่งแน่นอน
แต่ใครจะคาดคิดว่าลู่เฉินเพียงเอ่ยออกมาประโยคเดียวเท่านั้น “การแข่งขันเช่นนี้ ไม่ควรค่าให้ข้าลงมือหรอก”
หนานเหยาตกตะลึงไปครู่หนึ่ง ก่อนจะหันมองไปยังโจวอวี๋ “เช่นนั้น… แล้วเขาจะไหวหรือ?”
อย่างไรโจวอวี๋ก็เป็นคนหนึ่งที่ห่วงภาพลักษณ์ของตน ผนวกกับเมื่อก่อนตนเคยเป็นพรานที่มีชื่อเสียง ดังนั้นเขาจึงกล่าวสวนขึ้นมาอย่างมั่นใจว่า “ข้า… ข้าย่อมทำได้อยู่แล้ว!”
ลู่เฉินที่ได้ยินพลันเผยยิ้ม “เขาเป็นผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อม และขอเพียงข้าสั่งสอนทักษะวิชาให้เขาอีกเล็กน้อย เช่นนั้นตำแหน่งอันดับหนึ่งก็คงไม่หนีไปไหนแล้ว!”
“ทักษะวิชาอันใด?” แววตาของโจวอวี๋วาววับขึ้นมา ส่วนหนานเหยาและคนอื่น ๆ ต่างก็รู้สึกแปลกใจ
ทว่าลู่เฉินไม่ได้ตอบคำใด เขาเพียงเดินขึ้นไปถึงยอดเขาอย่างเงียบ ๆ แล้วบอกให้หนานเหยากับคนอื่น ๆ รอภายในลาน ส่วนลู่เฉินก็นำโจวอวี๋ไปยังริมหน้าผา “ครั้งที่แล้วข้าสอน ‘เคล็ดรากวิญญาณคู่’ ไป เป็นเช่นไรบ้าง?”
โจวอวี๋กล่าวออกมาอย่างตื่นเต้นว่า “หลังจากฝึกฝนมาครึ่งปีในเขตที่เก้า ข้าก็ฝึกฝนมาถึงขั้นหกแล้ว”
“ขั้นหก สามารถทำให้พลังของรากวิญญาณคู่ระเบิดออกมาได้ในชั่วพริบตาถึงหกสิบเท่า …ใช่หรือไม่?”
“ใช่!” เมื่อโจวอวี๋คิดถึงพลังที่สามารถระเบิดออกมาได้ภายในชั่วพริบตา เขาก็พลันเผยยิ้มพึงพอใจออกมา
“แต่นี่ก็เป็นเพียงการระเบิดพลังแบบดิบ ๆ ทว่าจะใช้มันในการโจมตีหรือป้องกันจากมันเช่นไร ส่วนนี้สำคัญกว่านัก” ลู่เฉินอธิบาย
โจวอวี๋จึงพูดออกมาอย่างลำบากใจ “เรื่องนี้…”
“งานประลองจะเริ่มในอีกไม่กี่วันแล้ว ดังนั้นข้าคงสอนได้เพียงหนึ่งวิธี ไว้ให้เจ้าใช้ในยามฉุกเฉิน”
“วิธีอันใด?”
“เคล็ดเคลื่อนวิญญาณ!” ลู่เฉินจ้องมองไปยังโจวอวี๋ แต่อีกฝ่ายดูเหมือนจะไม่เข้าใจ “เคล็ดเคลื่อนวิญญาณ? คือสิ่งใด?”
“เมื่อผู้อื่นโจมตีเจ้า เจ้าจะสามารถสร้างม่านป้องกัน รวมทั้งดูดซับและเคลื่อนย้ายการโจมตีนั้นไปในทิศทางต่าง ๆ แต่ก่อนอื่นนั้น ม่านป้องกันของเจ้า… ต้องต้านทานการโจมตีนั้นให้ได้เสียก่อน มิเช่นนั้นถ้าหากม่านป้องกันถูกทำลาย เจ้าก็จะได้รับบาดเจ็บ”
เมื่อโจวอวี๋ได้ฟัง แววตาคู่นั้นพลันสว่างวาบ “ดูดซับการโจมตี และเคลื่อนย้ายออกไป?”
“อืม”
“เช่นนั้นไม่ใช่การสะท้อนกลับหรือ?”
“ความหมายคล้าย ๆ กัน” ลู่เฉินพยักหน้า
“เช่นนั้น ฝึกยากหรือไม่?”
“ขั้นที่หนึ่ง สามารถสะท้อนความแข็งแกร่งกลับไป ขั้นนี้ไม่ใช่เรื่องยาก แต่เมื่อฝึกขั้นที่สิบ จะสามารถสะท้อนกลับไปสิบเท่า …สิ่งนี้ถือเป็นเรื่องยาก!”
โจวอวี๋เกาศีรษะด้วยความงุนงง “เช่นนั้น คงยากเป็นแน่!”
“มาเถิด มาฝึกขั้นที่หนึ่งเสียก่อน” ลู่เฉินไม่อยากเสียเวลาอีกต่อไป จึงเริ่มสอนทันที
ส่วนโจวอวี๋มีหรือจะพลาดโอกาสครั้งนี้? เขาฟังอย่างตั้งใจ พลางพยักหน้าและขยับไม้ขยับมือไปด้วยเพื่อทดลองทำตาม
…
หนานเหยาที่อยู่ในลานมองไปยังหลี่ว์ซือและเจี่ยลัวที่เงียบขรึม ปากก็ถามด้วยความสงสัย “พวกเจ้าคิดว่าอาจารย์ของข้า แท้จริงแล้วเขาเป็นคนเช่นไรกันแน่?”
แน่นอนว่าเจี่ยลัวไม่ได้พูดสิ่งใด จึงเป็นหลี่ว์ซือที่เอ่ยออกมาแทน “เขา เป็นคนที่ไม่ธรรมดาคนหนึ่ง”
หนานเหยาพยักหน้า นางพูดเสริมว่า “ท่านอาจารย์ของข้าผู้นี้ เป็นคนที่ไม่ว่าสิ่งใดก็รู้และทำได้ไปหมด”
“ใช่” เมื่อหลี่ว์ซือคิดถึงเรื่องที่ลู่เฉินสามารถแผ่ไอภูตผี ไอมาร ไอซากศพ และอื่น ๆ มาได้ เขาก็รู้สึกว่ามันน่าเหลือเชื่อยิ่งนัก
หลังจากบทสนทนานั้นจบสิ้นลง บรรยากาศรอบด้านพลันเงียบงัน และมันก็เป็นเช่นนั้นต่อไปเพราะพวกเขาไม่รู้ว่าควรทำอันใดต่อไป
กระทั่งพระอาทิตย์ตกดิน ลู่เฉินก็กลับมายังลานเพียงลำพัง
“ชายหนุ่มผู้นั้นล่ะ?” หนานเหยาเอ่ยถามอย่าสงสัยเมื่อเห็นโจวอวี๋ไม่ได้กลับมาด้วย
“เขากำลังฝึกฝน” ลู่เฉินพูดจบก็เดินเข้าไปภายในลาน เพื่อไปหาอวิ๋นซานที่กำลังดูแลท่านปู่ลู่อยู่
“เป็นเช่นไรบ้าง? ดีขึ้นหรือยัง?”
อวิ๋นซานพยักหน้า “ครั้งที่แล้วที่นายน้อยมาตรวจดู ท่านปู่ลู่ก็หลับสนิทดีมาตลอด และไม่พูดอะไรแปลก ๆ แล้ว”
“รอครั้งหน้า ถ้าข้าหาคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่เป็นตัวการพบ ข้าย่อมสามารถขจัดพลังนั่นออกไปทั้งหมดได้”
ถึงแม้อวิ๋นซานจะไม่เข้าใจ แต่นางก็พยักหน้า
ทว่าหนานเหยากลับแปลกใจ “ท่านอาจารย์ แล้วยาขับพิษเล่า ท่านได้ลองใช้หรือไม่?”
“ไม่จำเป็น สิ่งที่จำต้องใช้คือเลือดของผู้ที่ใช้เคล็ดวิชานี้เท่านั้น” ลู่เฉินรู้ว่านี่คือวิชาลับที่มีความพิเศษชนิดหนึ่ง และวิชานี้มันก็ไม่สามารถพึ่งพายาหรือวิธีการอื่นในการขจัดออกไปได้
แต่หนานเหยาและคนอื่น ๆ สงสัย “เลือดของผู้ใช้เคล็ดวิชา?”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้อธิบาย เพียงบอกให้ทุกคนไปพักผ่อน จากนั้นเขาจึงออกไปยังริมหน้าผาอีกครั้ง
ขณะนั้นเอง โจวอวี๋ก็กำลังฝึกฝนเพียงลำพังอย่างบ้าคลั่งภายในค่ายกลที่มีเปลวเพลิงปกคลุม
และเพื่อทำให้โจวอวี๋ใช้เคล็ดเคลื่อนวิญญาณได้ภายในระยะเวลาอันสั้น ลู่เฉินจึงสร้างค่ายกลนี้ขึ้นมา
เมื่อโจวอวี๋ฝึกฝนภายใต้ค่ายกลนี้ ผลสำเร็จและความเข้าใจในเคล็ดวิชาของโจวอวี๋ก็พลันเพิ่มพูนขึ้นอย่างก้าวกระโดด!
จนกระทั่งวันถัดไป ยามฟ้าสว่าง โจวอวี๋ก็ได้ฝึกฝนเคล็ดเคลื่อนวิญญาณไปถึงขั้นที่สามแล้ว เขาจึงกล่าวกับลู่เฉินด้วยความตื่นเต้นว่า “ผู้อาวุโส ข้าฝึกมาถึงขั้นสามแล้ว!”
ลู่เฉินพยักหน้า “ขั้นที่สาม ดี! มันเพียงพอแล้ว”
“จริงหรือ?” โจวอวี๋เอ่ยถามด้วยสีหน้ามีความหวัง
“อืม แต่ยังขาดบางสิ่ง”
“สิ่งใด?”
“สมบัติวิญญาณ!” เมื่อลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็นำโจวอวี๋ไปหาปิงหลิวหลี บอกว่าอีกฝ่ายต้องการเลือกสมบัติอาคม เจ้าสำนักสาวจึงนำทางโจวอวี๋ไปยังหอสมบัติของสำนักเก้าสุขสงบ
แต่สิ่งของภายในสำนักเก้าสุขสงบนี้ จะมีของดีสักกี่อย่างกันเชียว?
ดังนั้นลู่เฉินจึงกวาดสายตามองพลางแสยะยิ้ม “มีเพียงแค่นี้หรือ?”
“ศาสตราวุธวิญญาณพวกนี้ ยังไม่ดีพอหรือ?”
“ย่อมไม่! เอาเป็นว่าข้าจะหาศาสตราสวรรค์ชุดหนึ่งให้เจ้าแล้วกัน” ลู่เฉินกล่าว
ปิงหลิวหลีที่ได้ฟังก็ตกตะลึงขึ้นมา “ถึงแม้จะหาได้ แต่เวลาจะพอหรือ?!”
อันที่จริงไม่ใช่แค่ปิงหลิวหลีเท่านั้น แต่หนานเหยาและคนอื่น ๆ เองก็สงสัยเช่นกัน ก่อนจะเป็นโจวอวี๋ที่เอ่ยว่า “ศาสตราสวรรค์หนึ่งชิ้น อย่างน้อยก็จำต้องใช้เวลาหลายร้อยปีในการขัดเกลาเพื่อตีตราเป็นเจ้าของ มันจะทันจริงหรือ?!”
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มแล้วกล่าวว่า “มีข้าอยู่ อย่าพูดถึงหลายร้อยปีเลย เวลาเพียงหนึ่งถ้วยชา ข้าก็สามารถทำให้ศาสตราสวรรค์เหล่านั้นติดตามเจ้าได้!”
“อันใดนะ?” โจวอวี๋เบิกตากว้าง
คนอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันไปมา ส่วนปิงหลิวหลี… ขณะนี้นางก็กำลังมองไปยังลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ!!!