ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 157 ถุงมือสุญญะกาฬส่งเสริม หมัดดุดันขึ้นกว่าเดิม
บทที่ 157 ถุงมือสุญญะกาฬส่งเสริม หมัดดุดันขึ้นกว่าเดิม
เนื้อหาของจดหมายนั้นเรียบง่ายมาก เพราะมันคือการยั่วยุ!
ผู้ที่เขียนจดหมายฉบับนี้ไม่ใช่ใครอื่นนอกเสียจากผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
ลู่เฉินอ่านจบก็ยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์
“อาวุโสใหญ่แห่งสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ผู้นี้ …คุยโวได้ไม่เบา”
เมื่อปิงหลิวหลีได้ยินว่าเป็นผู้อาวุโสใหญ่ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ นางก็หยิบจดหมายมาดูด้วยความอยากรู้อยากเห็น ไม่นานก็ตวาดออกมาด้วยความโกรธ “คนพวกนี้!”
“อย่าไปยุ่งกับพวกเขาเลย” ลู่เฉินคร้านเกินกว่าที่จะจัดการ แต่ปิงหลิวหลีกังวลใจเล็กน้อย “ผู้อาวุโสใหญ่คนนี้บอกว่าเขาจะมาเอาชีวิตเจ้าเชียวนะ”
“อย่างพวกเขาน่ะหรือ? …ยังอ่อนหัด!” หลังจากที่ลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็ไม่ได้สนใจอีก และหันไปยุ่งเรื่องของตนเองต่อ
ทว่าปิงหลิวหลียังคงกังวลเล็กน้อย เพราะอย่างไรเสียความแข็งแกร่งของเยว่เซียวนั้นอาจกล่าวได้ว่าเป็นตัวตนที่ทรงพลังอย่างมาก!
ดังนั้นปิงหลิวหลีจึงสั่งให้คนปิดประตูจวน ไม่อนุญาตให้ผู้ใดเข้ามาในจวนแห่งนี้
แต่เมื่อยามวิกาลมาถึง คนกลุ่มหนึ่งก็ทะยานเข้ามาในจวน ทำให้ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ในจวนตื่นตกใจอย่างมาก และพากันเดินออกมาจากห้องพักของตน
ขณะเดียวกัน ที่ลานบ้าน กลุ่มคนที่มาล้วนเป็นยอดฝีมือจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!
“เจ้าสำนักปิง ไม่เจอกันเสียนาน” เยว่เซียวแสยะยิ้มเย็นทักทาย
ปิงหลิวหลีจึงเอ่ยตอบอย่างเคร่งขรึม “เจ้ามาจริงเสียด้วย”
“ข้าสั่งคนให้นำจดหมายมาส่งแล้ว แต่ไม่คิดว่าเจ้าหนุ่มนั่นจะยังไม่หนีไป ทั้งยังซ่อนตัวอยู่กับเจ้า เช่นนั้นข้าจึงทำได้เพียงต้องมาที่นี่” เยว่เซียวเย้ยหยัน
ปิงหลิวหลีถึงกับทำหน้าตาเหยเก
ทว่าจู่ ๆ เสียงหัวเราะของลู่เฉินพลันดังมาจากในห้อง “พวกเจ้าไม่กลัวว่าจะมาตายหรือ?”
“ตายงั้นหรือ? เจ้าหนุ่ม เจ้านี่คุยโวได้ไม่เบา” เยว่เซียวจับจ้องไปยังห้องที่อยู่ไกลออกไป ส่วนคนอื่น ๆ ก็เริ่มเอ่ยเย้ยหยันออกมา โดยเฉพาะลวี่ซ่างเพียวที่ตะโกนลั่นว่า “เจ้าหนุ่ม หากเก่งจริงก็ออกมาสิ!”
ลู่เฉินยืนยิ้มอยู่ภายในห้อง “ข้าขอเตือนพวกเจ้าว่า จงจากไปให้เร็วที่สุด มิฉะนั้นอีกประเดี๋ยวเจ้าจะต้องทนทุกข์ทรมาน!”
ผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ไม่เชื่อ โดยเฉพาะเยว่เซียวที่พูดขึ้นว่า “ใกล้จะตายอยู่แล้ว เจ้ายังกล้าดีเพียงนี้เชียวหรือ?”
ลวี่ซ่างเพียวเองก็ข่มขู่ “เจ้าหนุ่ม ผู้อาวุโสเยว่ทรงพลังมากเชียวนะ!”
“จะทรงพลังหรือไม่ ข้าไม่รู้ ข้ารู้แค่ว่าใครก็ตามที่ยั่วยุข้า ล้วนไม่มีจุดจบที่ดี!”
หนานเหยาที่ได้ยินพลันเอ่ยอย่างตื่นเต้นว่า “ท่านอาจารย์ ฝีปากท่านช่างร้ายกาจยิ่ง!”
ทว่าเยว่เซียวที่ได้ยินกลับไม่สบอารมณ์ เขาสั่งศิษย์ขั้นก่อกำเนิดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ทันที “จัดการพวกมันซะ!”
ปิงหลิวหลีจึงตะโกนทันทีว่า “เยว่เซียว! เจ้าต้องการทำให้เรื่องบานปลายงั้นหรือ?!”
“ตราบใดที่จัดการพวกเจ้าที่นี่ได้หมด เช่นนั้นเรื่องก็จะไม่บานปลายอย่างไรเล่า!”
และเวลานี้เอง ลู่เฉินได้หันไปกล่าวกับหลี่ว์ซือว่า “หลี่ว์ซือ ลองถุงมือของเจ้าสิ!”
เมื่อหลี่ว์ซือได้ยินเช่นนั้น เขาก็ตั้งสติได้
ฉับพลันนั้น พวกเขาก็ได้เห็นหลี่ว์ซือผู้สวมหน้ากากก้าวออกมา เยว่เซียวจึงตะคอกสั่งคนของตนเอง “ฆ่าคนที่เสนอหน้าเข้ามาก่อน!”
ทว่ายามที่คนเหล่านั้นกำลังจะเคลื่อนไหว หลี่ว์ซือที่สวมถุงมือสุญญะกาฬพลันออกหมัดสวรรค์ออกไปหลายครั้งติด ๆ กัน
หมัดสวรรค์นี้ทรงพลังอย่างมาก หลังจากถูกโจมตีเช่นนั้น บรรดาศิษย์ขั้นก่อกำเนิดพลันกระเด็นออกไปตาม ๆ กัน และบางคนก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสจนล้มลง
ฉากนี้ทำให้ผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์หวาดกลัว บางคนถึงกับเอ่ยตะกุกตะกักว่า “นี่… นี่มันเกิดอะไรขึ้น?”
ดวงตาของลวี่ซ่างเพียวเบิกกว้างยิ่งขึ้น “นี่มัน…”
ในขณะที่สีหน้าของเยว่เซียวดูย่ำแย่ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มอยู่ในความมืด “ความสามารถครึ่ง ๆ กลาง ๆ อย่างพวกเจ้า ยังคิดจะกล้ามาหาเรื่องเช่นนั้นหรือ?”
หนานเหยาและคนอื่น ๆ ก็หัวเราะเยาะเช่นกัน ทว่าปิงหลิวหลีตกใจอย่างมาก นางไม่คิดว่าหลี่ว์ซือในยามที่ใช้วิชาหมัดจะน่ากลัวถึงเพียงนี้!
หลี่ว์ซือกำหมัดและเตรียมที่จะโจมตีอีกครั้ง
ครั้นเห็นดังนั้น สีหน้าของเยว่เซียวก็เปลี่ยนไปอย่างมาก และออกคำสั่งทันทีว่า “ถอนตัว!”
คนเหล่านี้พากันทะยานตัวกลับออกไป ทว่าเมื่อไปได้เพียงกลางอากาศ สายอัสนีพลันแวบวาบสว่างไปทั่วท้องฟ้าส่งเสียงดัง “ครืน ครืน ครืนน!” ออกมา
ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดเหล่านั้นถูกโจมตีอย่างต่อเนื่อง จากนั้นเสียงกรีดร้องของพวกเขาก็แผดลั่นออกมาครั้งแล้วครั้งเล่า ทว่าสุดท้ายพวกเขาก็ยังสามารถหนีหายไปได้ด้วยความตกใจ ไม่กล้าคิดที่จะหยุดฝีเท้า
ส่วนผู้ที่อ่อนแอกว่า เมื่อเผาผลาญปราณจนหมด ร่างก็พลันระเบิดพลังจนสามารถหลบหนีไปจากที่นี่ได้
เพียงพริบตาเดียว ราวกับทุกคนได้เห็นฝูง ‘นก’ ที่ตื่นตระหนก บินโซซัดโซเซชุลมุนวุ่นวาย จนกระทั่งคนเหล่านี้ออกไปจากที่นี่จนหมด
ปิงหลิวหลีตกตะลึง “นี่มัน…”
“เอาล่ะ ทุกคนไปพักผ่อนกันเถิด” ลู่เฉินพูดอย่างใจเย็น หลี่ว์ซือและคนอื่น ๆ จึงแยกย้ายกลับไปพักผ่อน
ทว่ายังคงมีเพียงปิงหลิวหลีที่พึมพำกับตัวเองว่า “น่ากลัวยิ่งนัก!”
…
หลังจากที่คนเหล่านั้นหนีกลับไปที่จวนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ทุกคนต่างก็ตกอยู่ในสภาพอเนจอนาถอย่างยิ่ง โดยเฉพาะผู้ที่มีพื้นฐานการฝึกฝนที่อ่อนแอ ทั่วทั้งร่างอาบโชกไปด้วยโลหิต บางคนมีลมหายใจที่อ่อนแรงมาก ราวกับว่าวิญญาณจะหลุดลอยไปได้ทุกเมื่อ
ไม่เพียงเท่านั้น คนเหล่านี้ต่างก็พากันกล่าวโทษลู่เฉิน
ลวี่ซ่างเพียวยังคงเดินไปมา ปากของเขาสั่นเทาด้วยความโกรธ “เหตุใดรอบตัวเจ้าหนุ่มคนนี้จึงมีแต่ผู้คนที่น่ากลัวเช่นนี้เล่า?”
“คนผู้นั้นคือใคร?” เยว่เซียวถามอย่างกราดเกรี้ยว
หยวนเทียนจึงเอ่ยรายงานว่า “เขาเป็นคนจากสำนักไร้สุญญะขอรับ”
“คนจากสำนักไร้สุญญะ? …พวกเขาจะทำงานให้เจ้าหนุ่มคนนั้นได้อย่างไร” สายตาของเยว่เซียวเปี่ยมไปด้วยไฟโทสะ
คนอื่น ๆ เองก็อยากรู้เช่นกัน ทว่าหยวนเทียนไม่สามารถอธิบายได้อย่างชัดเจน จึงได้แต่ทำอะไรไม่ถูก พูดอึกอักออกมาว่า “คำถามนี้ ข้าไม่ทราบจริง ๆ ขอรับ”
เยว่เซียวกัดฟันด้วยความโกรธแค้น “ดูท่าแล้ว… เราคงจะฆ่าเขาได้ที่สนามประลองเท่านั้น!”
“แล้วถ้าหากว่าเขาไม่เข้าร่วมการแข่งขันเล่า?” ทันใดนั้นลวี่ซ่างเพียวก็นึกถึงปัญหาร้ายแรงปัญหาหนึ่งขึ้นมา
ทันทีที่ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของเยว่เซียวก็พลันบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด “ต้องหาทางให้เขาเข้าร่วมให้ได้!”
…
ในเวลานี้ มีคนอีกกลุ่มหนึ่งมาเยี่ยมเยียนที่สำนักเก้าสุขสงบ และคนเหล่านี้ระมัดระวังตัวอย่างมาก เห็นได้ชัดว่าไม่ต้องการให้ผู้ใดพบเห็น
ไม่เพียงเท่านั้น คนเหล่านี้ยังพกสมบัติวิญญาณติดตัวมาเพื่อซ่อนลมปราณของพวกเขา ทำให้ตอนที่พวกเขาแอบเข้ามาในจวนแห่งนี้ ย่อมไม่มีผู้ใดพบเห็น
อีกทั้งคนเหล่านี้ยังได้พบห้องที่ลู่เฉินอยู่ หลังจากบุกเข้าไปในห้องแล้วก็ปิดประตูลง หยิบธงออกมา แล้วโบกธงผืนนั้น
แสงสีม่วงของธงนี้สั่นไหวอยู่ภายในห้อง
ทว่าผู้ใดจะรู้ว่าในห้องนี้ กลับมีคนนั่งอยู่ที่นั่นและมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “มาจากสำนักมารราตรีใช่หรือไม่?”
คนเหล่านี้ต่างปิดซ่อนใบหน้า แต่เมื่อพวกเขาได้ยินคำพูดของลู่เฉิน สีหน้าของพวกเขาพลันเปลี่ยนไป กระทั่งมีคนหนึ่งเดินออกมาจากด้านหลังและถอดผ้าคลุมหน้าออก
คนผู้นี้ก็คือเสี่ยเจี้ยนนั่นเอง
“เราพบกันอีกครั้งแล้ว!” เห็นได้ชัดว่าเสี่ยเจี้ยนระงับความโกรธแทบไม่ไหว ในขณะที่ลู่เฉินกลับเอ่ยเย้าว่า “ดูเหมือนว่าบทเรียนก่อนหน้านี้จะยังไม่พอ!”
ทันทีที่เสี่ยเจี้ยนนึกไปถึงเหตุการณ์ก่อนหน้านี้ เขาก็โกรธเกรี้ยวขึ้นมาทันที “ที่เมืองจวนสวรรค์ ก็เป็นฝีมือเจ้างั้นหรือ?”
“เจ้าเป็นคนเข้ามาในค่ายกลของข้าเอง จะโทษข้าได้อย่างไรเล่า?” ลู่เฉินแสร้งยิ้ม
“ครั้งที่แล้วมันก็เป็นแค่ความผิดพลาด!”
“โอ้? เช่นนั้นแล้วในครั้งนี้เล่า?”
“ครานี้ ข้าพาคนมาไม่น้อย” เสี่ยเจี้ยนเปี่ยมไปด้วยความมั่นใจ
ลู่เฉินกลับเผยรอยยิ้มจาง ๆ ออกมา “จุดจบของสำนักฟ้าศักดิ์ศิทธิ์เมื่อครู่นี้ เจ้าก็เห็นแล้วมิใช่หรือ?”
“นั่นเป็นเพราะรอบตัวเจ้ามียอดฝีมือหลายคน แต่ตอนนี้เราแอบเข้ามาอย่างลับ ๆ ยอดฝีมือเหล่านั้นย่อมไม่ทันรู้ตัว” เสี่ยเจี้ยนคิดว่าหากหลีกเลี่ยงยอดฝีมือเหล่านั้นได้ พวกตนก็จะสามารถกำจัดลู่เฉินได้อย่างง่ายดาย
“เจ้าแน่ใจงั้นหรือ ว่าไม่มีพวกเขาแล้ว ข้าจะทำอันใดพวกเจ้าไม่ได้?”
“ไร้สาระ! เราได้เข้าสู่ค่ายกลนี้มาแล้ว และไม่มีผู้ใดอยู่กับเจ้า เจ้าคิดว่าตนเองมีปัญญาต่อต้านพวกข้างั้นหรือ?” เสี่ยเจี้ยนเอ่ยอย่างผู้ที่ถือไพ่เหนือกว่า