ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 158 คิดว่าไร้ผู้ช่วยเหลือ โอกาสมาถึงแล้ว ใครจะไปรู้..!
บทที่ 158 คิดว่าไร้ผู้ช่วยเหลือ โอกาสมาถึงแล้ว ใครจะไปรู้..!
เมื่อได้ยินคำพูดของเสี่ยเจี้ยน ลู่เฉินก็ยิ้มออกมาเล็กน้อย “หากข้าไม่ให้พวกเจ้าเข้ามา เจ้าคิดว่าพวกเจ้าจะเข้ามาได้หรือ?
“ให้พวกข้าเข้ามาเช่นนั้นหรือ?” เสี่ยเจี้ยนเอ่ยถามอย่างแปลกใจ
คนอื่น ๆ ต่างก็มองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
ลู่เฉินจึงตอบพร้อมรอยยิ้ม “ไม่เชื่อข้างั้นหรือ เช่นนั้นพวกเจ้าไปลองดูเสียสิ ว่าจะออกไปจากที่นี่ได้หรือไม่”
ทันทีที่คนกลุ่มนี้ได้ยิน พวกเขาสองสามคนก็เดินออกไปทันที แต่กลับกลายเป็นว่าด้านนอกถูกปกคลุมไปด้วยหมอก!
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้พวกเขาร้อนใจ กระทั่งใครคนหนึ่งตะโกนบอกเสี่ยเจี้ยนว่า “ศิษย์พี่เสี่ย ด้านนอกเต็มไปด้วยหมอก!”
“ศิษย์พี่เสี่ย เราถูกหลอก!”
“ศิษย์พี่เสี่ย ตอนนี้เราควรทำเช่นไรดี”
เสี่ยเจี้ยนตวาดเสียงเกรี้ยว “จัดการไอ้คนผู้นี้ก่อน!”
ทุกคนคิดว่ามันสมเหตุสมผล ดังนั้นพวกเขาจึงเตรียมที่จะก้าวไปข้างหน้าเพื่อโค่นลู่เฉิน แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มแปลก ๆ ออกมา “ความสามารถอย่างพวกเจ้าน่ะหรือ ยังคิดจะทำร้ายข้าได้”
เสี่ยเจี้ยนตะคอกทันที “ไปตายซะ!”
คมกระบี่สีโลหิตพลันพุ่งออกไป ทว่ากำแพงพันชั้นของลู่เฉินหนาแน่นเกินไป การโจมตีของฝ่ายจึงทำลายกำแพงได้เพียงหกสิบชั้นเท่านั้น
“นี่มัน..” ใบหน้าของเสี่ยเจี้ยนเปลี่ยนไปอย่างมาก ส่วนคนที่เหลือต่างก็ตะลึงงัน
บางคนเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “การ… การโจมตีของศิษย์พี่เสี่ย ไร้ผลกับเขางั้นหรือ?”
“นี่มัน… เป็นไปได้อย่างไร!”
“เขาเพิ่งถึงขั้นสร้างรากฐานมิใช่หรือ?”
คนเหล่านี้ยากที่จะยอมรับได้ แต่ลู่เฉินกลับมองไปที่เสี่ยเจี้ยนด้วยรอยยิ้ม “มีเคล็ดวิชาอื่นอีกหรือไม่?”
หลังจากที่เสี่ยเจี้ยนถูกยุยง เขาก็เริ่มกลืนโอสถ คิดจะทำให้ตัวเองแข็งแกร่งขึ้น ทว่าการโจมตีของเขาก็ทลายไปเพียงเจ็ดสิบชั้นเท่านั้น และตัวคนที่เป็นเป้าหมายก็ไม่กระทบถูกแม้แต่น้อย
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้เสี่ยเจี้ยนได้แต่สาปแช่งอยู่ในใจ ‘ให้ตายเถอะ คนผู้นี้ใช้ความสามารถผีสางอันใดกันแน่?’
“ยังจะเอาอีกหรือไม่?” ลู่เฉินมองด้วยรอยยิ้ม ส่วนเสี่ยเจี้ยนตะคอกลั่น “ข้าไม่เชื่อ!”
เสี่ยเจี้ยนยังคงโจมตีออกไปอย่างบ้าคลั่ง แต่ท้ายที่สุดแล้วเขาก็ทำอะไรไม่ได้ ก่อนจะเป็นลู่เฉินที่เอ่ยว่า “จงสัมผัสความเพลิดเพลินของค่ายกลข้าเสียหน่อยเถิด”
สิ้นเสียงนั้น ด้านนอกพลันมีเสียงอัสนีฟาด ส่วนในห้องก็มีสายฟ้าฟาดผ่าน
บรรดาคนจากสำนักมารราตรีพากันกรีดร้องจ้าละหวั่น ส่วนเสี่ยเจี้ยนก็ตกใจกลัวจนคิดที่จะถอยหนี
ทว่าในระหว่างการหลบหนี เขาก็ถูกโจมตีหลายครั้งเช่นกัน จึงลงเอยด้วยการที่เสี่ยเจี้ยนคำรามลั่นจากอาการบาดเจ็บสาหัส ทว่าก็ยังหนีไปได้ ส่วนคนอื่น ๆ พวกเขาโชคร้ายยิ่งกว่านั้นเสียอีก
เมื่อปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ได้ยินเสียงเอะอะโวยวายในสวน พวกเขาต่างก็วิ่งออกมา ก่อนจะเห็นกลุ่มศิษย์สำนักมารราตรีที่ได้รับบาดเจ็บสาหัส
ภาพตรงหน้านี้ทำให้ปิงหลิวหลีงุนงง “คนพวกนี้คือใคร?”
จังหวะนั้นเอง ลู่เฉินพลันเดินออกจากห้อง มือทั้งสองไพล่หลังด้วยรอยยิ้ม “คนจากสำนักมารราตรี”
“สำนักมารราตรีงั้นหรือ?” ดวงตาของปิงหลิวหลีเบิกกว้าง
“ท่านอาจารย์ เหตุใดท่านจึงมีปัญหากับสำนักมารราตรีได้เล่า?” หนานเหยาสงสัย
โจวอวี๋ เจี่ยลัว และหลี่ว์ซือนั้นยิ่งไม่ต้องพูดถึง พวกเขาต่างก็ไม่มีใครเข้าใจ
ลู่เฉินจึงชำเลืองมองพวกเขาแล้วฉีกยิ้ม “เรื่องมันยาว”
หนานเหยาได้ยินแล้วก็รู้สึกว่ามีเรื่องราวบางอย่าง จึงอยากจะเอ่ยถามลู่เฉิน แต่ผู้ใดจะรู้ว่าหลังจากที่ลู่เฉินขอให้หลี่ว์ซือโยนคนบาดเจ็บสาหัสเหล่านี้เข้าไปในห้องของเขาแล้ว ชายหนุ่มกลับบอกให้ทุกคนแยกย้ายกันไปพักผ่อน
ทุกคนจึงจำใจถอยกลับไป
ภานในห้อง ลู่เฉินมองดูกลุ่มคนที่กำลังจะตายตรงหน้า “พวกเจ้ายังอยากมีชีวิตอยู่หรือไม่?”
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ยังอยากรอดชีวิต ทั้งยังขอให้ลู่เฉินปล่อยพวกเขาไป
“เช่นนั้นบอกข้ามาสิ บอกทุกอย่างที่รู้ให้ข้าฟัง”
“นายท่าน ท่านต้องการทราบเรื่องใด” ชายคนหนึ่งเอ่ยอย่างกล้า ๆ กลัว ๆ
“นั่นขึ้นอยู่กับว่าเจ้านำข้อมูลที่เป็นประโยชน์ใดมาให้ข้า” ลู่เฉินจ้องมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนคนเหล่านี้ก็เริ่มคุยกัน และในที่สุดก็มีคนคนหนึ่งพูดว่า “ข้า ข้าเห็นสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ มีคนกำลังสมรู้ร่วมคิดกับศิษย์พี่เสี่ย”
“โอ้? มีคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์สมรู้ร่วมคิดกับเสี่ยเจี้ยนเช่นนั้นหรือ?”
“ใช่” ชายคนนั้นพยักหน้า
ลู่เฉินนึกสนใจขึ้นมา “พูดมาสิ”
ชายคนนั้นพูดอย่างกระอักกระอ่วน “ข้า ข้าเคยได้ยินศิษย์พี่เสี่ยบ่นว่าเหตุใดจึงต้องให้คนแทรกซึมเข้าไปในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ แต่ใครเป็นผู้ที่แทรกซึมเข้าไป ข้าไม่รู้จริง ๆ”
ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย “แอบเข้าไปในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”
“อืม!” ชายคนนั้นพยักหน้า ส่วนคนอื่น ๆ ดูเหมือนจะคิดอะไรบางอย่างได้ และเริ่มถกเถียงกันที่นั่น
เมื่อฟังความคิดเห็นของคนเหล่านี้ ลู่เฉินก็ได้รับข้อมูลมาอย่างหนึ่ง ซึ่งก็คือสำนักมารราตรีกำลังจับตามองสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ นั่นจึงทำให้เขารู้สึกฉงน “หมายความว่าสำนักมารราตรีของพวกเจ้าเพ่งเล็งไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”
“ใช่ เมื่อไม่กี่ปีก่อนนี้เอง มีผู้อาวุโสที่ต้องการเลือกคนจากเราเพื่อแทรกซึมเข้าไปในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ แต่พวกข้าต่างไม่มีใครที่มีคุณสมบัติเหมาะสม!”
“แล้วเกิดอะไรขึ้นต่อไป”
“ต่อมา ข้าก็ได้ยินมาว่ามีศิษย์หญิงคนหนึ่งวางแผนจะใกล้ชิดกับผู้คนในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ จากนั้นก็หาโอกาสแอบปะปนเข้าไป”
“ใช่แล้ว แผนสาวงาม”
“ข้าจำได้แล้ว เป็นตระกูลเถียน เถียนอวิ๋นเมิ่ง”
คนเหล่านี้กำลังโต้เถียงกัน ส่วนลู่เฉินก็นึกถึงเถียนอวิ๋นเมิ่งทันทีและยิ้มออกมา “ดูท่าว่าหนึ่งปีก่อน เหตุที่เถียนอวิ๋นเมิ่งเข้าหาข้า ที่แท้นางก็ทำเพื่อหาทางเข้าไปในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์!”
แต่ไปทำอะไรที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กันแน่?
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินสนใจมากขึ้นเรื่อย ๆ “บอกข้ามา เหตุใดพวกเจ้าถึงสนใจสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มากขนาดนี้”
“นี่… เรื่องนี้ พวกข้าไม่รู้จริง ๆ”
“อยากให้ข้าปล่อยพวกเจ้าไปหรือไม่”
“อยาก!”
“ข้าจะปล่อยพวกเจ้าไป แต่ว่า ข้าจะทิ้งรอยสลักไว้บนตัวพวกเจ้า ผู้ใดก็ตามที่ทรยศข้าจะต้องตายทันที”
คนเหล่านั้นต่างก็ตัวสั่นเทา ก่อนจะกลายเป็นยืดอกผาย ปากแข่งกันเอ่ยว่าจะไม่มีวันทรยศแน่
จากนั้นลู่เฉินก็สลักอักขระยันต์หุ่นเชิดบนร่างของพวกเขา แล้วจึงปล่อยคนเหล่านั้นไป ทั้งยังกำชับให้คนพวกนี้ไปตรวจสอบว่าเหตุใดสำนักมารราตรีถึงได้พุ่งเป้าไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
หลังปล่อยตัวคน ศิษย์จากสำนักมารราตรีก็พลันจากไปอย่างรวดเร็ว
ลู่เฉินนั่งขบคิดอยู่ในห้อง “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์… สำนักมารราตรี…”
…
ภายในห้องหนึ่งของจวนสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ หนานกงมู่ยังคงจ้องมองตัวเองที่หน้ากระจก ในขณะที่สือเซียวกำลังรายงานสิ่งที่เกิดขึ้นในค่ำคืนนี้
“ผู้อาวุโสของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ล้มเหลวเช่นนั้นหรือ?” หนานกงมู่ขมวดคิ้ว
“ข้าได้ยินมาว่าพวกเขากลับมาพร้อมอาการบาดเจ็บสาหัส คาดว่าคงตกหลุมพรางบางอย่างเสียแล้ว” สือเซียวเอ่ยตอบ
เมื่อหนานกงมู่ได้ยินเช่นนี้ นางก็เริ่มเป็นห่วงเสี่ยเจี้ยนและคนอื่น ๆ จึงพูดกับสือเซียวว่า “เจ้ารอข้าข้างนอก ถ้ามีอะไร ข้าจะไปหาเจ้าเอง!”
“ขอรับ!” สือเซียวก้าวถอยหลังไปทันที
หนานกงมู่ปิดประตูและหน้าต่าง หยิบกระจกวิเศษออกมา รอจนกระทั่งภาพเสี่ยเจี้ยนปรากฏขึ้น
ทว่าใบหน้าของเสี่ยเจี้ยนกลับซีดเซียวยิ่งนัก ทำให้หนานกงมู่ถามอย่างกระวนกระวายใจว่า “เกิดเหตุใดขึ้น?”
“ล้มเหลวแล้ว!”
“อันใดนะ?” เมื่อได้ยินคำว่าล้มเหลว ในใจหนานกงมู่พลันร้อนรุ่ม ในขณะที่ใบหน้าของเสี่ยเจี้ยนยิ่งย่ำแย่ลง “ศิษย์น้อง ดูท่าแล้วในตอนนี้เราคงไม่สามารถโจมตีเขาได้”
“ก็แค่มีคนเยอะกว่า จะไปกลัวอันใด” หนานกงมู่คิดว่าลู่เฉินรอดชีวิตเพราะมีคนช่วย
ทว่าเสี่ยเจี้ยนกลับส่ายหัว “ไม่ แค่เขาคนเดียวก็น่ากลัวมากแล้ว!”
“คนเดียวเช่นนั้นหรือ?”
เสี่ยเจี้ยนจึงอธิบายต้นสายปลายเหตุทั้งหมด
หนานกงมู่เบิกตากว้างทันทีหลังจากได้ฟังเรื่องราวทั้งหมด “อันใดนะ?! ท่านทำลายการป้องกันของเขาไม่ได้หรือ?”