ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 159 คนเหล่านี้ตั้งใจยืมมีดฆ่าคนอย่างแท้จริง!
บทที่ 159 คนเหล่านี้ตั้งใจยืมมีดฆ่าคนอย่างแท้จริง!
เสี่ยเจี้ยนเอ่ยอย่างไม่เต็มใจนักว่า “การป้องกันของเจ้าหมอนี่เหมือนกำแพงเหล็กอย่างไรอย่างนั้น แม้ว่าข้าจะกลืนเม็ดยาที่ช่วยเสริมพลังไปแล้ว ข้าก็ทลายได้เพียงบางส่วนเท่านั้น ที่เหลือไม่ว่าอย่างไรก็ไม่อาจทลายได้”
หนานกงมู่โกรธมากเสียจนสีหน้าดูไม่ได้ “ไม่ว่าอย่างไร ข้าต้องหาทางกำจัดเขาให้ได้!”
“เกรงว่าจะยาก” เสี่ยเจี้ยนก็คิดเช่นกัน แต่หลังจากประมือกับลู่เฉิน เขาก็ยิ่งรู้สึกว่าความสามารถของลู่เฉินนั้น ‘ยากจะหยั่งถึง’ ราวกับว่าเขาไม่อาจโค่นอีกฝ่ายได้!
ทว่าหนานกงมู่ไม่อยากได้ยินสิ่งนี้ นางพูดอย่างโกรธเคืองว่า “ถ้าเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าจะทำเอง!”
“ศิษย์น้องหญิง เจ้าต้องใจเย็นก่อน!”
“เหตุใดต้องใจเย็น? ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ข้าจะโดนเขาทำร้ายจนเป็นเช่นนี้งั้นหรือ?” ใบหน้าของหนานกงมู่ดูบิดเบี้ยวจนน่าเกลียดยิ่งขึ้นเมื่อนึกถึงร่างกายของนาง
“ไม่ใช่ว่าตอนนี้เจ้าก็ยังดีอยู่หรือ?” เสี่ยเจี้ยนถามอย่างลังเล ขณะที่หนานกงมู่กล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “ดีรึ? ทุกค่ำคืน ข้ารู้สึกอึดอัดไปทั่วกาย ราวกับว่ามีใครบางคนกำลังจู่โจมรากวิญญาณของข้าอย่างบ้าคลั่ง ทำให้ข้าอยู่ไม่สู้ตาย!”
เสี่ยเจี้ยนถามอย่างเป็นห่วงทันทีว่า “เจ้าต้องการไปพบอาจารย์หรือไม่?”
“ไม่!”
เสี่ยเจี้ยนที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงทำได้เพียงพูดว่า “ถ้าอย่างนั้น ข้าจะค่อย ๆ คิดหาวิธีเอง!”
หนานกงมู่ไม่ต้องการพูดอันใดอีก เพียงตัดการติดต่อไป ก่อนที่ดวงตาจะเผยแววเย็นชา “ถ้าพวกเจ้าไม่ช่วยข้า ข้าจะทำเอง!”
หนานกงมู่ลุกขึ้น เปิดประตู และตะโกนบอกสือเซียวจากระยะไกล “มานี่!”
สือเซียวรีบเข้าไปหาและพูดด้วยความเคารพว่า “ศิษย์พี่หญิงหนานกง มีอะไรหรือขอรับ?”
“เข้ามานี่!”
หลังจากที่สือเซียวเห็นว่าหนานกงมู่กำลังโกรธเกรี้ยว เขาก็เข้าไปอย่างระมัดระวัง ก่อนจะเป็นหนานกงมู่ที่ถามขึ้นหลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าวว่า “เจ้ามีวิธีอะไรที่จะสามารถจัดการกับลู่เฉินผู้นี้ได้หรือไม่?”
“จัดการกับเขา?”
“เขาทำลายฐานการบ่มเพาะของเจ้า เจ้าไม่ต้องการแก้แค้นหรือ?”
แน่นอนว่าสือเซียวต้องการแก้แค้นแม้กระทั่งในฝัน และถึงกับเศร้าหมองขึ้นมาทันที “ถ้าไม่ใช่เพราะเขา ข้าคงไม่ถูกทำลายการบ่มเพาะ ดังนั้น… ข้าจึงแค้นใจยิ่งนัก!”
เมื่อพูดถึงประเด็นนี้ สือเซียวก็ไม่ได้พูดอะไรอีก
ส่วนหนานกงมู่ นางหันมองเขาและพูดว่า “ไม่ต้องกังวล ตราบใดที่เจ้าทำงานดี ๆ ให้ข้า ข้าจะไม่ทำให้เจ้าต้องยุ่งยากลำบากใจ”
“ขอบคุณท่านยิ่งนัก ศิษย์พี่หญิงหนานกง!”
“เช่นนั้นเรามาคุยกันว่ามีวิธีที่ดี ๆ ในการจัดการกับเขาหรือไม่”
สือเซียวเอ่ยขึ้นหลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่งว่า “ถ้าหากแม้แต่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่สามารถทำอันใดได้ ถ้าอย่างนั้นก็มีอำนาจสองสายที่สามารถหยิบยืมได้”
“โอ้? อำนาจใดกัน?”
“หนึ่งคืออำนาจของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และสองคืออำนาจของราชวงศ์!!”
หนานกงมู่ขมวดคิ้ว “ทั้งดินแดนศักดิ์สิทธิ์และราชวงศ์ ข้าล้วนไม่รู้จัก ข้าจะขอหยิบยืมได้อย่างไร?”
สือเซียวตอบว่า “ดินแดนศักดิ์สิทธิ์อาจจะไม่ได้ แต่ราชวงศ์นั้นได้”
“เจ้ารู้จักคนในราชวงศ์รึ?”
“ตระกูลสือของข้าพอรู้จักอยู่บ้าง และเมื่อคราวที่แล้วเจ้าหนุ่มผู้นั้นได้สังหารผู้ตรวจการไปท่านหนึ่ง! ขอเพียงพวกเราเขียนร้องเรียน ข้าคิดว่าราชวงศ์จะไม่ปล่อยเขาไปแน่!”
“สังหารผู้ตรวจการ? มันเกิดขึ้นเมื่อใด?” หนานกงมู่รู้สึกว่านี่เป็นเรื่องใหญ่ไม่น้อย
ครั้นสือเซียวอธิบายเรื่องนี้จบ หนานกงมู่ก็พลันถามด้วยความสนใจทันที “เหตุใดเขาจึงไม่ถูกสอบสวน?”
“ข้าเองก็ไม่ค่อยเข้าใจเรื่องนี้ เพียงแต่มันสามารถยืมมีดฆ่าคนได้ก็มากพอแล้ว” สือเซียวกล่าวอย่างจนใจ
“ยืมอย่างไร?”
สือเซียวมองไปรอบ ๆ และพูดเสียงเบาว่า “เราสามารถไปหาเจ้าเมืองเต๋าเมฆา และบอกว่าเจ้านั่นสังหารผู้ตรวจการ ข้าคิดว่าเจ้าเมืองท่านนี้จะต้องอยากสร้างความดีความชอบอย่างแน่นอน ถึงเวลานั้น ศิษย์พี่หญิง ท่านเกลี้ยกล่อมดี ๆ เสียหน่อย ข้าคิดว่าเขาจะต้องออกไปล้อมรอบจวนของสำนักเก้าสุขสงบ และทำให้พวกเขาส่งมอบตัวคนอย่างแน่นอน!”
หนานกงมู่ยิ้มออกมาทันที “ดูเหมือนว่าเจ้าจะยังมีประโยชน์อยู่!”
“นั่นเพราะคำสั่งสอนของศิษย์พี่หญิงหนานกง!”
“ไป ไปที่จวนท่านเจ้าเมือง!”
สือเซียวพยักหน้า รีบตามหนานกงมู่ออกไปจากที่แห่งนี้
…
ในขณะนี้ลู่เฉินยังไม่รู้ว่าสือเซียวต้องการใช้ลูกไม้เดิม ๆ เพื่อให้ตัวเขายอมจำนน
จนกระทั่งหนึ่งชั่วยามต่อมา เจ้าหน้าที่และทหารกลุ่มหนึ่งได้วิ่งเข้ามาในสวน
ปิงหลิวหลีพลันสงสัยขึ้นมา “พวกเจ้าคิดจะทำอันใด?!”
นายทหารที่เป็นหัวหน้ากลุ่มกองผู้หนึ่งพลันหยิบป้ายคำสั่งออกมา “ข้าคือชิงซาน ผู้บัญชาการกองทหารของเมืองเต๋าเมฆา!”
ชายที่ชื่อชิงซานผู้นี้มีเครามากมาย และความแข็งแกร่งของเขาก็อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับกลาง ซึ่งอ่อนแอกว่าปิงหลิวหลีมาก ทว่าเขาเป็นคนของราชสำนัก ดังนั้นปิงหลิวหลีจึงพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ข้าไม่รู้ว่าผู้บัญชาการชิงต้องการจะทำอะไร?”
“มีคนที่ชื่อลู่เฉินอยู่ที่นี่ใช่หรือไม่?”
“ใช่”
“พวกข้าต้องการจับเขา!” ชิงซานตอบ
“อันใดนะ?” ปิงหลิวหลีงงงวย “จะจับท่านอาจารย์ของข้า? ใครมอบความกล้าหาญนี้ให้พวกเจ้ากัน?”
“ในแดนทักษิณา ตราบใดที่ก่ออาชญากรรม พวกเราล้วนมีสิทธิ์จับกุม!”
“โอ้? เช่นนั้นท่านอาจารย์ของข้า เจ้าก็กล้าจับรึ?”
“เจ้าเป็นใคร? ทำไมข้าจะไม่กล้า?” ชิงซานผู้นี้ไม่รู้ว่าหนานเหยาเคยเป็นองค์หญิงในราชวงศ์เมื่อหลายพันปีก่อน ดังนั้นเขาจึงไม่เห็นหนานเหยาอยู่ในสายตา
สำหรับองค์หญิงหนานเหยาผู้นี้ สิ่งที่นางรังเกียจที่สุดก็เห็นจะเป็นการข่มขู่และใช้วิธีสกปรก! และเพราะแบบนี้ จึงมีข้าราชการและขุนนางไม่น้อยที่ถูกนางลงโทษ!
และเมื่อตอนนี้มีใครบางคนกล้าทำให้ท่านอาจารย์ของนางต้องอับอาย นางจึงถามซักไซ้ว่า “บอกมาว่าใครให้สิทธิ์เจ้า?”
“ข้าในฐานะเป็นผู้บัญชาการกองทหารเมืองเต๋าเมฆา ย่อมมีสิทธิ์!”
ขณะที่หนานเหยากำลังจะพูดอะไรบางอย่าง ลู่เฉินก็เดินออกมาถามด้วยรอยยิ้มว่า “ข้าไม่รู้ว่าข้าทำผิดเรื่องอะไร”
ชิงซานเหลือบมองลู่เฉินแล้วถามว่า “เจ้าคือลู่เฉิน?”
“ถูกต้อง!”
“ตามการร้องเรียน เจ้าสังหารผู้ตรวจการที่เมืองเฟิงเฉิง และข้าจะจับเจ้าไปสอบสวนตามคำสั่งของเจ้าเมือง!”
ลู่เฉินได้จัดการเรื่องของผู้ตรวจการเมื่อนานมาแล้ว แต่ตอนนี้กลับถูกคนพลิกฟื้นคดีขึ้นมาอีกครั้งงั้นหรือ?
เรื่องนี้ทำให้ลู่เฉินสงสัยว่ามีใครบางคนกำลังก่อกวน
ชายหนุ่มจึงยกยิ้ม “มีหลักฐานหรือไม่?”
“มี ในจวนท่านเจ้าเมือง เมื่อเจ้าไปก็จะรู้เอง!” ชิงซานเอ่ยอย่างเย็นชา ส่วนลู่เฉินก็พูดยิ้ม ๆ ว่า “เอาล่ะ ข้าก็อยากจะดูเสียหน่อยว่าหลักฐานอันใด!”
แม้ชายหนุ่มจะใจเย็น ทว่าปิงหลิวหลีกลับร้อนรน เพราะนางรู้ว่าลู่เฉินได้สังหารผู้ตรวจการจริง ๆ นางจึงกล่าวกับลู่เฉินเสียงเบาว่า “นี่เป็นกับดัก เจ้าห้ามไปเด็ดขาด!”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้จริงจังกับมัน และชิงซานผู้นั้นก็ได้ให้คนห้อมล้อมเขาไว้แล้ว… จึงยากนักที่ชายหนุ่มจะบอกปัดได้
ส่วนหนานเหยา ขณะนี้นางก็กำลังวางมือไว้ที่สะโพก ปากก็ร้องว่า “ข้าจะไปด้วย”
เช่นเดียวกันนั้น ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ เองก็แสดงท่าทีว่าพวกเขาประสงค์จะติดตามไปด้วย
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปที่ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ “พวกเจ้าอยู่ที่นี่!”
“แต่!” ปิงหลิวหลีเป็นกังวล
“ไม่ต้องกังวลไป”
หลังจากลู่เฉินพูดจบ เขาก็เดินออกจากที่นี่ โดยมีชิงซานและเหล่าเจ้าหน้าที่ติดตามไปไม่ห่าง
ส่วนหนานเหยานั้นแอบตามไป
เมื่อเห็นพวกเขาไปแล้ว ปิงหลิวหลีก็พลันกังวลใจยิ่งนัก นางหันไปกล่าวกับผู้คนรอบ ๆ ว่า “จบแล้ว นี่มันกลายเป็นเรื่องยุ่งยากไปกันใหญ่แล้ว!!”
โจวอวี๋เองก็มีสีหน้าที่กลัดกลุ้มเช่นกัน “คงไม่ใช่ว่าถูกสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ใส่ร้ายเข้าหรอกกระมัง!”
“ไม่ว่าผู้ใดจะเป็นคนใส่ร้าย คนเหล่านั้นก็ต้องคิดอยากจัดการจัดการกับเขาแน่!” ปิงหลิวหลีแสดงสีหน้าไม่น่าดู ส่วนโจวอวี๋ที่สงสัยก็ได้ถามเจ้าสำนักสาวว่า “ถ้าเช่นนั้นผู้อาวุโสได้สังหารผู้ตรวจการจริงหรือไม่?”
ปิงหลิวหลีพยักหน้า
การยืนยันเช่นนี้ทำให้โจวอวี๋ตกใจ ส่วนหลี่ว์ซือก็ขมวดคิ้ว “รอดูกันไปก่อนเถิด”