ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 161 ศรทองหนานโยว
บทที่ 161 ศรทองหนานโยว
เมื่อหนานกงมู่ได้ยินเช่นนั้น สีหน้าของนางก็เปลี่ยนไปทันที ทว่าเจ้าตัวก็พยายามสงบสติอารมณ์ได้อย่างรวดเร็วแล้วเอ่ยออกไปว่า “ข้าไม่รู้จักเจ้า!”
“ไม่รู้จักข้า? เช่นนั้นเจ้ายังบอกว่าข้าฆ่าคนอีกหรือ?” ลู่เฉินหัวเราะอย่างลึกลับ
“ข้าเห็น แต่นั่นไม่ได้หมายความว่าข้ารู้จักเจ้า”
“พูดมาเถิด เจ้าเข้ามาแฝงตัวในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เพราะเหตุใด?!” ยามนี้ลู่เฉินอยากรู้จริง ๆ ว่าเหตุใดเถียนอวิ๋นเมิ่งจึงต้องแฝงตัวเข้ามาในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
หนานกงมู่ได้แต่แสร้งทำเป็นโง่เขลา “ข้าไม่รู้ว่าเจ้ากำลังพูดถึงอันใด!”
สือเซียวเห็นเช่นนั้นก็รีบยุยงท่านเจ้าเมืองเชียนว่านไหล “ท่านเจ้าเมืองเชียนรีบจับเร็ว! พวกเขาจะได้เลิกคิดที่จะสังหารพวกเราเพื่อปิดปาก!”
หนานกงมู่เองก็มองไปที่เชียนว่านไหล เสียงที่มีเสน่ห์ของนางเอ่ยออกมาว่า “ท่านเจ้าเมือง พวกเราพูดความจริง!”
“วางใจเถอะ ข้าเชื่อพวกเจ้า!” เชียนว่านไหลจ้องตาหนานกงมู่ ปากก็พูดไปพร้อมกับเผยรอยยิ้มหื่นกาม
หนานเหยาที่เห็นดังนั้นพลันพูดด้วยความโกรธทันทีว่า “คนอย่างเจ้าไม่ควรเป็นเจ้าเมือง!”
เชียนว่านไหลหันมองหนานเหยาที่กล้าพูดถึงเขาเช่นนั้น เขาแค่นเสียงหึก่อนจะเอ่ยเสียงกร้าว “หากพวกเจ้าไม่อยากตายก็อย่าคิดขัดขืนจะดีกว่า!”
เขาพูดจบก็ให้ชิงซานและคนอื่น ๆ เข้ามาคุมตัวทั้งสองคน
หนานเหยาพลันตะโกนออกมาทันที “ผู้ใดบังอาจ?!”
แต่ทหารยามเหล่านี้ไม่ฟังหนานเหยา พวกเขาเร่งรีบดึงโซ่ออกมา บางคนถึงกับถือคันธนูเล็งมาทางลู่เฉินเพราะกลัวว่าจะขัดขืน และบางคนก็โคจรพลังปราณเตรียมที่จะพร้อมลงมือ
สือเซียวที่เห็นเช่นนั้นจึงกล่าวเสริมไปอีกว่า “ทุกท่านอย่าประมาทเด็ดขาด!! …คนผู้นี้เป็นมารร้าย เขาโหดเหี้ยมมาก!”
“ท่านเจ้าเมืองเชียน ท่านต้องระวังเขาด้วย” หนานกงมู่เอ่ยเสริม
ทว่าเชียนว่านไหลไม่สนใจแม้แต่น้อย เขาฉีกยิ้มแล้วกล่าวว่า “ก็แค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ไม่ใช่เรื่องใหญ่น่ากลัวอันใดหรอก!”
แต่เมื่อชิงซานนึกถึงความสามารถในการเคลื่อนย้ายฉับพลันของลู่เฉิน เขาจึงหันไปพูดกับเชียนว่านไหลว่า “ท่านเจ้าเมือง เจ้าคนผู้นี้สามารถเคลื่อนตัวพริบตา!”
“เคลื่อนตัวพริบตา? คิดว่าข้าโง่หรือ?” เชียนว่านไหลเบิกตากว้าง
เมื่อเห็นเชียนว่านไหลไม่เชื่อ ชิงซานจึงไม่ได้พูดอันใดอีก ในขณะที่ลู่เฉินยังคงมองทุกคนด้วยรอยยิ้ม “พวกเจ้าคิดให้ดีล่ะ”
เชียนว่านไหลเห็นลู่เฉินยังกล้าที่จะคุกคาม เขาก็พลันถลึงตาใส่แล้วเอ่ยว่า “อันใดนะ? เจ้ายังกล้าขู่ข้าอีกหรือ?”
“ข้าไม่ได้ขู่เจ้า ข้าแค่บอกพวกเจ้าว่าอย่าให้ใครมาหลอกได้ เจ้าไม่รู้หรอกว่าเมื่อถึงยามนั้นจุดจบจะเป็นอย่างไร”
“ถูกต้อง หากพวกเจ้าไม่อยากถูกลงทัณฑ์ก็หยุดซะ!” หนานเหยาเอ่ยเสริม
แต่เชียนว่านไหลกลับหัวเราะ “พวกเจ้ายังคิดจะขู่ข้าอีกหรือ?”
หนานกงมู่ไม่อยากให้สถานการณ์เป็นเช่นนี้อีกต่อไป นางกลัวว่าจะเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้น ดังนั้นจึงรีบกล่าวยุยงว่า “ท่านเจ้าเมืองเชียน ท่านรีบลงมือเถิด!”
เชียนว่านไหลสั่งทันทีว่า “ลงมือ!”
แต่เมื่อคนเหล่านี้กำลังจะลงมือ ลูกศรสีทองสายหนึ่งพลันพุ่งผ่านสุญญะเข้ามา
เชียนว่านไหลตกตะลึงไปครู่หนึ่ง แต่ยังไม่ทันได้ทำอันใด ลูกศรสีทองก็ปรากฏขึ้นในมือของเขา ด้านบนนั้นมีคำว่า ‘หนานโยว’ สลักเอาไว้
เมื่อเห็นเช่นนี้ เชียนว่านไหลก็ตกใจจนแข่งขาอ่อน “ศรทองหนานโยว!”
ชิงซานและคนอื่น ๆ เบิกตากว้าง ก่อนพากันคุกเข่าลงทันที ส่วนเชียนว่านไหลก็ตกใจ สองมือกุมลูกศรสีทองไว้แน่น
สือเซียวและหนานกงมู่ต่างสงสัยว่านี่มันเกิดอันใดขึ้น?
และในยามนี้ ศรทองหนานโยวพลันสั่นไหว จากนั้นก็มีเสียงแหบชราดังออกมาจากภายในลูกศรสีทองนี้ “ท่านเจ้าเมืองเชียนแห่งเมืองเต๋าเมฆาสินะ?”
“ขะ ขอรับ ข้าน้อยเอง!” เชียนว่านไหลตอบอย่างตะกุกตะกัก
“ว่ากันว่าเจ้ากำลังจับกุมชายชื่อลู่เฉินใช่หรือไม่?”
“ขะ ขอรับ!”
“ปล่อยเขาไป อย่าทำให้เขาลำบากใจอีก ไม่อย่างนั้นเจ้าก็ไม่ต้องเป็นเจ้าเมืองแล้ว!” หลังจากที่เสียงแหบชราออกคำสั่ง ลูกศรสีทองก็กลายเป็นแสงแล้วหายวับไป
ทุกคนที่อยู่ในบริเวณนั้นพลันตกตะลึง
หนานกงมู่แสดงสีหน้าบิดเบี้ยว นางไม่อาจยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตรงหน้านี้ได้!! “นี่มันเกิดเรื่องบัดซบอันใดขึ้น?”
หนานเหยาจึงเอ่ยอย่างโอ้อวดทันที “ศรทองหนานโยวไปที่ใด ก็เหมือนกับผู้อาวุโสของสำนักตรวจการมาเยือน และข้าราชการผู้ใดได้ยินคำสั่งของเขาล้วนต้องปฏิบัติตาม มิฉะนั้นจะถือเป็นปฏิปักษ์กับสำนักตรวจการ!”
หนานกงมู่เบิกตากว้าง “อันใดนะ?”
เห็นได้ชัดว่าสือเซียวเองก็รู้เช่นกัน จึงรีบกระซิบบอกหนานกงมู่ว่า “ศิษย์พี่หญิงหนานกง พวกเรารีบถอนตัวกันเถอะ!”
หนานกงมู่กัดฟันด้วยความโกรธ แสดงท่าทีไม่ค่อยยินยอม
ส่วนลู่เฉินก็มองไปยังหนานกงมู่ด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ดูเหมือนว่าแผนของเจ้าจะไม่สำเร็จนะ!”
หนานกงมู่ถึงกับโกรธจัด “ฝากไว้ก่อน ข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
ครู่ต่อมา หนานกงมู่ก็บดขยี้ยันต์ลี้ธรณีและหายตัวไป ส่วนสือเซียวก็ตกใจอย่างมาก เขารีบสำแดงเคล็ดวิชาลี้ธรณีหายไปเช่นกัน
หนานเหยามีท่าทีไม่เต็มใจ นางถลึงตาใส่เชียนว่านไหลและคนอื่น ๆ “มัวยืนบื้อทำอันใดอยู่ รีบไปจับพวกเขาซะ!”
เชียนว่านไหลจึงถามด้วยความขัดเขินว่า “จับ จับผู้ใด?”
“พวกเขาใส่ร้ายท่านอาจารย์ของข้า เช่นนั้นพวกเจ้าไม่ควรจับเขาหรือ?” หนานเหยาถลึงตามองแต่เชียนว่านไหลกลับยังคงลังเล
“อันใด? พวกเจ้ายังอยากรับศรทองของหนานโยวอีกหรือ?”
แน่นอนว่าเชียนว่านไหลไม่กล้า โดยเฉพาะจากเหตุการณ์เมื่อครู่ที่ทำให้แน่ใจได้ว่าลู่เฉินย่อมไม่ใช่คนธรรมดา “พะ พวกเขาไปแล้ว ข้าไม่รู้ว่าจะไปหาพวกเขาได้ที่ไหน!”
“ง่ายมาก ไปที่จวนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ พวกเขาต้องอยู่ที่นั่นแน่!” หนานเหยาตอบ
เมื่อเชียนว่านไหลได้ยินชื่อสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ สีหน้าเขาก็เปลี่ยนไปทันที “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์?”
“ใช่ มีปัญหาอันใดหรือ?” หนานเหยาถามกลับ ส่วนเชียนว่านไหลก็ตอบอย่างเขินอายว่า “นั่นมัน…”
“จะไปหรือไม่?”
“ไป ข้าจะไปเดี๋ยวนี้!” เชียนว่านไหลจำใจตอบรับ เขาเร่งนำกลุ่มคนไปที่จวนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ส่วนหนานเหยาและลู่เฉินก็ติดตามอยู่ข้างหลังพวกเขาไม่ห่าง
“ท่านอาจารย์ ข้าร้ายกาจใช่หรือไม่?” หนานเหยากล่าวอย่างภาคภูมิใจ
แต่ลู่เฉินกลับเอ่ยว่า “เจ้าคิดว่าพวกเขาจะกลับไปยังจวนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์หรือ?”
“แล้วพวกเขาจะไปไหนได้?” หนานเหยารู้สึกงงงวย ลู่เฉินจึงเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “เรื่องนี้… คงมีแค่พวกเขาเท่านั้นที่รู้”
หนานเหยารู้สึกไม่ยินยอมพร้อมใจ “ไม่ว่าจะเกิดอันใดขึ้น สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็ได้สร้างปัญหาให้ท่าน ดังนั้นยามนี้ข้าจะไปที่นั่นและจัดการพวกเขาเอง!”
หลังจากคิดอยู่ครู่หนึ่ง ลู่เฉินก็ถามว่า “เจ้าจะใช้ความผิดข้อใดจับพวกเขา?”
“พวกเขาลงมือในเมืองเมื่อคืนนี้ แค่นี้ก็ทำให้พวกเขาลำบากได้แล้ว” หนานเหยาพูดอย่างภาคภูมิใจ แต่ลู่เฉินกลับฉีกยิ้ม “เช่นนั้นไปดูก่อนค่อยว่ากัน”
ทว่าเมื่อพวกเขามาถึงสถานที่พักของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ที่นี่กลับมีคนไม่มากนัก เหลือเพียงศิษย์ธรรมดาที่ไม่สะดุดตาเท่านั้น
เชียนว่านไหลจึงได้แต่เอ่ยอย่างขัดเขินว่า “พวกเขาไม่อยู่ที่นี่แล้ว”
หนานเหยาไม่เชื่อ นางเดินไปรอบ ๆ ลานและขมวดคิ้วเมื่อพบว่าถ้วยชายังร้อนอยู่ “เพิ่งหนีไป?”
ลู่เฉินยิ้มอย่างขมขื่น “ไม่หนีก็แปลกแล้ว!”
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้หนานเหยาหงุดหงิดนัก “สมควรตาย!”
ส่วนเชียนว่านไหลก็ได้เอ่ยขึ้นมาอย่างลังเลว่า “อืม ข้ากลับได้หรือยัง?”
หนานเหยาคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพูดว่า “ไปที่ยอดเขาเต๋าเมฆา พวกเขาต้องไปที่นั่นแน่!”
เชียนว่านไหลตกใจ “ยะ ยอดเขาเต๋าเมฆา พวกเราไปที่นั่นไม่ได้!”
“เพราะเหตุใด?” หนานเหยาถลึงตาใส่
“ยอดเขาเต๋าเมฆาเป็นของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ และในดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งนี้ แม้แต่จักรพรรดิก็ยังไม่กล้าฝ่าฝืนคำสั่งของพวกเขา!”
หนานเหยาถึงกับโกรธขึ้นมา “พวกคนไร้ค่า!”
“เช่นนั้น พวกเราไปได้หรือยัง?” เชียนว่านไหลถามพลางมองไปที่ลู่เฉินอีกครั้ง