ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 162 คนจากราชวงศ์คิดว่าเขาไม่มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์!
บทที่ 162 คนจากราชวงศ์คิดว่าเขาไม่มีคุณสมบัติเป็นอาจารย์!
ลู่เฉินรู้ว่าคนเหล่านั้นหนีไปแล้ว ดังนั้นการอยู่ที่นี่ต่อก็ไม่มีประโยชน์อันใด
ด้วยเหตุนี้ ชายหนุ่มจึงหันไปสั่งเชียนว่านไหลว่า “ถอนกำลังได้แล้ว”
เชียนว่านไหลดีใจมากที่ได้ยินเช่นนั้น และรีบเตรียมที่จะพาพวกเขาออกไป แต่หนานเหยากลับเตือนว่า “หากคนพวกนั้นมาหาเจ้าอีก เจ้าต้องจับพวกเขามาให้ข้า ไม่เช่นนั้นพวกเจ้าได้เห็นดีกับข้าแน่!”
“นะ แน่นอน!” เชียนว่านไหลพยักหน้า เขาโค้งคำนับและกล่าวอย่างนอบน้อมผิดจากท่าทีก่อนหน้านี้
“หึ ไสหัวไป!” หนานเหยาไล่อย่างไม่พอใจ
เชียนว่านไหลจึงได้พาคนจากไป
“ท่านอาจารย์ ท่านจะปล่อยพวกเขาไปเช่นนี้เลยหรือ?” หนานเหยาไม่ยินดี ส่วนลู่เฉินก็มองนางด้วยรอยยิ้ม “ถึงอย่างไรข้าก็จะได้พบพวกเขาในอีกไม่ช้าก็เร็ว”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็หันหลังและจากไป
หนานเหยาที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงได้แต่ติดตามไป
….
บนยอดเขาใกล้กับเมืองเต๋าเมฆาในยามนี้ กลุ่มคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กำลังบ่นกระปอดกระแปด ส่วนเยว่เซียวก็กำลังจ้องหนานกงมู่ด้วยสีหน้าที่จริงจัง “หนานกงมู่ นี่มันเรื่องอันใดกัน?”
ทุกคนก็อยากรู้เช่นกัน
เพราะเมื่อครู่ หนานกงมู่มาถึงจวนก็บอกให้ทุกคนออกไปทันที และบอกว่าคนจากจวนเจ้าเมืองจะมาจับกุมพวกเขา
ทุกคนจึงไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องแยกย้ายกันไปซ่อนตัวอยู่ในภูเขาที่รกร้างแห่งนี้
แต่หลายคนยังมีอาการบาดเจ็บอยู่ พวกเขาจึงพากันโอดครวญออกมา
หลังจากนั้น หนานกงมู่ก็ได้เล่าเรื่องทั้งหมดให้ฟัง ในขณะที่สือเซียวพยักหน้ายืนยันเป็นพยาน
และเมื่อทุกคนได้ยินว่าเป็นเพราะลู่เฉิน ทุกคนก็มีสีหน้าที่ดูไม่ได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวี่ซ่างเพียวที่รู้สึกรำคาญ “เขาอีกแล้ว!”
เยว่เซียวมีท่าทางเคร่งขรึมขึ้นมา “หรือว่าเจ้าหนุ่มคนนี้จะรู้จักท่านเจ้าเมือง?”
“ไม่ใช่ว่าเขารู้จักท่านเจ้าเมือง แต่เขาน่าจะรู้จักคนใหญ่คนโตในสำนักตรวจการ!” หนานกงมู่กล่าวขณะแสดงสีหน้าไม่พอใจออกมา
“สำนักตรวจการ?” ทุกคนพลันมองหน้ากัน
หนานกงมู่จึงอธิบายว่า “ศรทองหนานโยวดอกนี้ถูกส่งมาจากสำนักตรวจการ และดูจากสถานการณ์แล้ว คนส่งน่าจะอยู่ในตำแหน่งที่สูงพอสมควร”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็พากันหน้าเปลี่ยนสี
ลวี่ซ่างเพียวต่อว่าหยาบคายทันที “เจ้าบัดซบนั่น เหตุใดจึงรู้จักคนใหญ่คนโตในสำนักตรวจการ!”
ทางฝั่งเยว่เซียวที่ได้ฟังก็รู้ว่าเรื่องนี้ไม่ธรรมดาแล้ว เขาจึงทำได้เพียงพูดกับทุกคนว่า “คืนนี้ทุกคนต้องพักผ่อนที่นี่ พรุ่งนี้เราจะไปที่ยอดเขาเต๋าเมฆา ที่นั่นเป็นสถานที่ศักดิ์สิทธิ์ที่แม้แต่คนของราชวงศ์ก็ไม่อาจแทรกแซงได้! ”
ทุกคนได้แต่พยักหน้าอย่างหดหู่ใจ
เย็นวันนั้น หนานกงมู่พลันออกจากภูเขา นางให้เหตุผลว่าต้องการไปสังเกตสถานการณ์ในเมือง
และเมื่อหนานกงมู่ปรากฏตัวอีกครั้งในป่าใกล้ ๆ นางก็เห็นเสี่ยเจี้ยนซึ่งรออยู่ที่นั่น
เสี่ยเจี้ยนถอนหายใจด้วยความโล่งอก หลังจากเห็นหนานกงมู่กลับมาอย่างปลอดภัย “เจ้าไม่เป็นอะไรสินะ?”
“ข้าจะเป็นอะไรไปได้?” เมื่อหนานกงมู่คิดถึงเรื่องวันนี้ นางก็รู้สึกโกรธแค้นขึ้นมา
ส่วนเสี่ยเจี้ยน เขาครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่งแล้วพูดว่า “ข้าได้ยินเรื่องของท่านเจ้าเมืองแล้ว”
เมื่อเห็นแววตาของเสี่ยเจี้ยน หนานกงมู่ก็เอ่ยด้วยความโกรธ “ข้าไม่อยากให้เจ้ามาสงสารข้าหรอก”
“ข้าไม่ได้สงสารเจ้า ข้าแค่รู้สึกว่าเจ้าหนุ่มคนนั้นไม่ธรรมดา” เมื่อเสี่ยเจี้ยนนึกถึงฝีมือของลู่เฉิน เขาก็อดไม่ได้ที่จะหวาดกลัว
หนานกงมู่จึงเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “หากข้ายืมพลังของราชวงศ์ไม่ได้ เช่นนั้นข้าจะหยิบยืมพลังของดินแดนศักดิ์สิทธิ์!”
“ยืมพลังของดินแดนศักดิ์สิทธิ์?” เสี่ยเจี้ยนงงงวย
หนานกงมู่ค่อย ๆ เผยรอยยิ้มชั่วร้ายออกมาแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่เชื่อว่ารูปร่างที่งดงามของข้าเช่นนี้จะหลอกล่อบุรุษรูปงามไม่ได้!”
เสี่ยเจี้ยนหน้าเปลี่ยนสีทันที “เจ้า… เจ้าคิดจะใช้เรือนร่างเข้าแลกงั้นหรือ?”
“ข้าเคยใช้มันมาก่อน เด็กคนนั้นก็หลงใหลข้าไม่ใช่หรือ?” หนานกงมู่เอ่ยอย่างดูถูกเมื่อนึกถึงลู่เฉินคนเดิม
“แต่นี่…” เสี่ยเจี้ยนเป็นกังวลเล็กน้อย แต่หนานกงมู่กลับพูดแทรกขึ้นมาว่า “หากไม่ได้รับอนุญาต ครั้งหน้าอย่ามาหาข้าอีก จะได้ไม่ถูกสงสัย”
หลังจากพูดจบ หนานกงมู่ก็จากไป
…
หลังจากที่ลู่เฉินและหนานเหยากลับมาที่จวนของสำนักเก้าสุขสงบ ปิงหลิวหลีก็รีบถามว่าเกิดอันใดขึ้น
ทว่าหนานเหยาบอกปัด ในขณะที่ลู่เฉินยิ้ม และกลับไปที่ห้องของเขาเพื่อพักผ่อน
จนกระทั่งรุ่งสาง ปิงหลิวหลีก็พบว่าลู่เฉินอยู่ในห้อง
“เมื่อครู่ข้าได้รับรายงานจากสายลับว่าบุตรศักดิ์สิทธิ์ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์มาถึงยอดเขาเต๋าเมฆาเมื่อเช้านี้”
“โอ้? เช่นนั้นพวกเราก็ไปที่ยอดเขาเต๋าเมฆาได้แล้วสินะ?”
“งานประลองจะเริ่มในอีกสามวัน ผู้คนของสำนักต่าง ๆ มาถึงที่นั่นในช่วงสองสามวันนี้ ทว่ามีสำนักที่ลงทะเบียนอยู่จำนวนมาก ดังนั้นเมื่อพวกเขามาถึงยอดเขาเต๋าเมฆา จึงทำได้เพียงรออยู่นอกภูเขา รอให้งานประลองแบบคัดออกเริ่มขึ้น คนของสำนักต่าง ๆ จึงจะเข้าไปได้”
“ประลองแบบคัดออก?” ลู่เฉินไม่รู้กฎการประลอง เขาจึงอดไม่ได้ที่จะสงสัย
ปิงหลิวหลีจึงอธิบายว่า “ใช่ การประลองแบบคัดออกรอบแรก จะส่งคนของสำนักต่าง ๆ ไปยังพื้นที่หนึ่ง จากนั้นจะมีการคัดเลือกหนึ่งร้อยอันดับแรก เพื่อเข้าร่วมงานประลองรอบแรก โดยหนึ่งร้อยคนนั้นก็จะเหลือเพียงห้าสิบคน จากนั้นห้าสิบคนก็จะตัดสินจนเหลือยี่สิบห้าคน เมื่อถึงยามนี้ ก็จะเริ่มประลองเรียงลำดับตามรายชื่อจนเหลือเพียงสิบสำนัก”
“เช่นนั้นงานประลองแบบคัดออกรอบแรกก็น่ากลัวทีเดียว”
“ใช่ งานประลองแบบคัดออกรอบแรก สำนักที่ทรงพลังจะบุกทะลวงตีอย่างบ้าคลั่ง ทำให้สำนักอื่น ๆ พ่ายแพ้ บีบให้พวกเขาออกจากหนึ่งร้อยอันดับแรก และจะเหลือก็แค่คนจากสำนักใหญ่ ๆ เท่านั้นที่จะติดอยู่ในร้อยอันดับแรก”
ลู่เฉินยิ้ม “น่าสนใจ”
“แต่ข้ากลัว” ปิงหลิวหลีเป็นกังวลทันที
“กลัวอันใด?”
“พวกเราส่งคนเข้าร่วมเพียงคนเดียว เกรงว่าถึงยามนั้นคงถูกคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ล้อมโจมตี”
ครั้นลู่เฉินได้ยินสิ่งนี้ เขาก็ปลอบโยนว่า “ไม่ต้องกังวลไป ด้วยความสามารถของโจวอวี๋ ย่อมเพียงพอที่จะสลัดคนพวกนั้นออกไปได้แน่”
“จริงหรือ?” ปิงหลิวหลียังคงกังวล
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มอย่างพอใจ “เจ้านั่งเฉย ๆ แล้วรอดูเรื่องน่าสนใจเถิด”
“ย่อมได้ พวกเราจะออกเดินทางวันมะรืนนี้”
ลู่เฉินพยักหน้า จากนั้นปิงหลิวหลีก็หันหลังและจากไป
ส่วนหนานเหยาก็ได้ย่องเข้ามาหา “ท่านอาจารย์!”
“มีอันใดหรือ?”
เมื่อเห็นท่าทางลับ ๆ ล่อ ๆ ของหนานเหยา ลู่เฉินก็เผยความสงสัยออกมา ในขณะที่หนานเหยาเผยยิ้มอย่างเขินอาย “นั่น…”
“พูดมาเถิด”
“มีคนอยากพบท่าน”
“คงไม่ใช่คนของราชวงศ์หนานโยวหรอกนะ?” ลู่เฉินมองดูท่าทางของนางก็คล้ายจะคาดเดาอะไรได้ ส่วนหนานเหยาก็พยักหน้า “อืม คนที่ข้าติดต่อเมื่อวานมาถึงแล้ว ข้าก็เลยเล่าเรื่องของข้าออกไป และคนผู้นั้นก็อยากพบท่าน”
“พบข้าเพราะเหตุใด?”
“เอ่อ ข้าเดาว่า…” หนานเหยาเองก็ไม่ค่อยเข้าใจนัก
ทว่าจู่ ๆ ก็มีเสียงชราพลันดังมาจากด้านนอก “ข้าแค่อยากรู้ว่าผู้ใดเป็นคนช่วยชีวิตน้องหญิงเก้า”
จากนั้นชายชราผมทองก็ปรากฏตัวขึ้น
ชายชราผู้นี้ดูเข้มงวดมาก และกลิ่นอายของเขาก็ทรงพลังยิ่งนัก มันเหนือกว่าขั้นก่อกำเนิดเสียอีก
หนานเหยารีบแนะนำลู่เฉินว่า “เขาคือเสด็จพี่แปด …ยามนี้เป็นผู้อาวุโสของสำนักตรวจการ”
ลู่เฉินไม่ได้ตื่นตระหนก แต่ถามด้วยความสงสัยว่า “เกิดอันใดขึ้น?”
ชายคนนั้นมีสีหน้าจริงจัง “ข้าชื่อหนานลัว มาที่นี่เพราะอยากรู้ว่าเป็นผู้ใดกันที่เป็นท่านอาจารย์ของน้องหญิงเก้า และคนผู้นั้นมีคุณสมบัติเพียงพอหรือไม่!”
หลังจากเอ่ยจบ อีกฝ่ายก็แสดงท่าทีดูถูกลู่เฉินเล็กน้อย ถึงอย่างไรเสียลู่เฉินก็ ‘อ่อนแอเกินไป’ เพราะอยู่เพียงขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น!