ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 164 ถ้าเจ้าอยากถูกต่อย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ไม่ต้องเกรงใจไป!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 164 ถ้าเจ้าอยากถูกต่อย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ไม่ต้องเกรงใจไป!
บทที่ 164 ถ้าเจ้าอยากถูกต่อย ข้าก็จะสงเคราะห์ให้ ไม่ต้องเกรงใจไป!
“ขยะ?” หัวเหล่าซานหัวเราะ
ส่วนคนของพรรคเมฆาเพลิงก็ยิ่งหัวเราะเยาะเย้ยหนักกว่าเดิม มีบางคนกล่าวว่า “พวกเจ้ายากจน ยังมาบอกว่าของของพวกเราเป็นขยะอีก!”
“สำนักเก้าสุขสงบแห่งนี้… ข้าจะพูดอย่างไรดี เมื่อก่อนเป็นสำนักที่ใหญ่ที่สุด แต่ยามนี้ คาดไม่ถึงว่า…”
ฝูงชนที่มุงดูความตื่นเต้นอยู่บางคนก็พึมพำขึ้นมาด้วยความดูหมิ่นเช่นกัน
ลู่เฉินมองไปยังหัวเหล่าซานด้วยรอยยิ้ม “ไม่เชื่อหรือ?”
“ไร้สาระ! ข้าไม่เชื่ออยู่แล้ว!”
“ก็ได้ เช่นนั้นเจ้าดูให้ดีล่ะ” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ใช้มือหนึ่งหยิบกระบี่ศาสตราวุธวิญญาณขึ้นมา
ทว่าหากจะบอกว่ามันเป็นศาสตราวุธวิญญาณ ไม่สู้บอกว่ามันเป็นอาวุธปลอมเสียดีกว่า เพราะมันเป็นแค่ของปลอมไร้คุณภาพเท่านั้น! และแม้คนนอกจะมองไม่ออก แต่กลอุบายเล็ก ๆ น้อย ๆ นี้จะใช้กับลู่เฉินได้อย่างไร?
หลังจากที่ลู่เฉินถือศาสตราวุธวิญญาณอยู่ครู่หนึ่ง ศาสตราวุธวิญญาณนั้นก็เกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่ชายหนุ่มจะเงยหน้ายิ้มให้กับผู้คนโดยรอบ “ใครอยากลองถือกระบี่เล่มนี้บ้าง?”
ทุกคนต่างก็สงสัยว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด
ในยามนี้ พลันมีคนคิดว่ามันน่าสนใจและอยากลองดู จึงตะโกนว่า “ข้าเอง”
ลู่เฉินจึงโยนมันไปให้แล้วพูดว่า “เจ้าลองบรรจุพลังปราณเข้าไปดูสิ”
คนผู้นั้นไม่ได้คิดอันใดมาก หลังจากรับกระบี่ไป เขาก็บรรจุพลังปราณเข้าไป
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นภาพที่น่าตกใจ เพราะทันทีที่กระบี่เล่มนั้นสัมผัสกับปราณ มันก็แตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ทันที
ทุกคน ณ ที่นั่นต่างตกตะลึง
ใบหน้าของคนจากพรรคเมฆาเพลิงพลันเปลี่ยนสี หัวเหล่าซานรีบเถียงทันทีว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำอันใดกับศาสตราวุธวิญญาณนี้?”
“ความจริงแล้วศาสตราวุธวิญญาณเหล่านี้เป็นอาวุธปลอมจริง ๆ และขอแค่ผู้ที่อยู่ขั้นหลอมแก่นแท้บรรจุปราณเข้าไปเพียงเล็กน้อย อาวุธพวกนี้ก็จะพังทันที” ลู่เฉินอธิบาย
หัวเหล่าซานปฏิเสธ “เป็นไปไม่ได้!”
“เป็นไปไม่ได้? ที่นี่ยังมีคนอีกมากมาย เจ้าอยากขอให้พวกเขาลองด้วยกันหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มให้อีกฝ่าย
“เจ้ากำลังใส่ร้ายพวกเรา!”
“ศาสตราวุธวิญญาณเหล่านี้เป็นของพวกเจ้า และมีสัญลักษณ์ของพวกเจ้าอยู่บนนั้น มันจะเป็นการใส่ร้ายพวกเจ้าได้อย่างไร?”
แน่นอนว่าหัวเหล่าซานย่อมไม่เต็มใจและต้องการจะพูดบางอย่าง แต่ลู่เฉินกลับแตะต้องศาสตราวุธวิญญาณเหล่านั้นอีกครั้ง จากนั้นก็โยนมันให้กับคนรอบข้าง “ทุกคนลองดูได้!”
คนจำนวนไม่น้อยรับมันไป จากนั้นก็บรรจุปราณเข้าไป
ผลคือสมบัติวิญญาณเหล่านั้นแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ ทันที ในขณะที่บางชิ้นกวัดแกว่งไปมาไม่กี่ครั้งก็แตกเป็นชิ้นเล็กชิ้นน้อย
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้คนจำนวนนับไม่ถ้วนยืนอยู่ข้างสำนักเก้าสุขสงบทันที พวกเขาส่งสายตาดูถูกไปทางพรรคเมฆาเพลิงแล้วเอ่ยว่า “คาดไม่ถึงว่าพรรคเมฆาเพลิงจะขายของปลอมให้กับผู้อื่นจริง ๆ”
“มิน่าเล่า ศาสตราวุธวิญญาณที่คนซื้อมาจากพรรคเมฆาเพลิงนั้นใช้ได้ไม่นานก็พัง”
“ไม่เพียงแค่นั้น ข้ายังได้ยินมาว่าศาสตราวุธวิญญาณบางชิ้นยังไม่มีจิตวิญญาณด้วย”
“ใช่ ๆ”
ข้อมูลด้านไม่ดีของพรรคเมฆาเพลิงถูกเปิดเผยออกมา ทำให้หัวเหล่าซานที่หน้าบางพูดด้วยความโกรธเกรี้ยวว่า “เจ้ากำลังใส่ร้ายพวกเรา!”
ตอนนี้ทิศทางลมเปลี่ยนไปอยู่ฝั่งของพวกลู่เฉินแล้ว!
หัวเหล่าซานจึงทำได้เพียงจ้องมองลู่เฉินเขม็ง จากนั้นก็จ้องไปที่ปิงหลิวหลีและพูดว่า “คอยดูนะ ในงานประลองแบบคัดออก พวกเจ้าจะได้เห็นดีกับข้าแน่!”
หลังจากพูดจบ หัวเหล่าซานก็เตรียมจะพาคนออกไป
แต่จู่ ๆ หลี่ว์ซือกลับไปยืนขวางหัวเหล่าซานไว้
“เจ้ากำลังทำอันใด?”
“ชดใช้เงินมา” หลี่ว์ซือพูดอย่างเย็นชาภายใต้หน้ากากของเขา
หนานเหยาเองก็เอ่ยเสริมทันที “ถูกต้อง!”
ปิงหลิวหลีตกตะลึง นางไม่คาดคิดว่าหลี่ว์ซือจะขวางหัวเหล่าซานไว้ แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใด เพียงแค่เฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ
ส่วนเจี่ยลัวและโจวอวี๋นั้น เมื่อรู้ว่าลู่เฉินจะไม่ปล่อยคนพวกนั้นไปง่าย ๆ พวกเขาจึงรอดูการแสดงอยู่ที่นั่นด้วย
แต่คนที่มุงดูอยู่กลับมองว่ามันน่าขบขัน
“คนของสำนักเก้าสุขสงบผู้นี้กล้าขัดขวางพรรคเมฆาเพลิงหรือ?”
“ใช่ ออกจะกล้าไปหน่อยนะ”
หัวเหล่าซานคิดว่าเป็นคำสั่งของปิงหลิวหลี เขาจึงมองไปที่ปิงหลิวหลีอย่างเย็นชา “เจ้าสำนักปิง พรรคเมฆาเพลิงของพวกเราจัดอยู่ในอันดับที่เก้าเมื่อร้อยปีที่แล้ว เจ้าแน่ใจหรือว่าต้องการต่อสู้กับเรา?”
ทว่าปิงหลิวหลีไม่ได้พูด แต่เป็นหลี่ว์ซือที่พูดว่า “เอาเงินคืนมา หรือไม่ก็รับกำปั้นข้า”
ทุกคนไม่คาดคิดว่าหลี่ว์ซือจะกล้าพูดขนาดนี้ ส่วนหัวเหล่าซาน เขาเพียงเหลือบมองหลี่ว์ซือแวบหนึ่ง และหัวเราะอย่างเย็นชาเมื่อพบว่าหลี่ว์ซือไม่มีปราณโคจรอยู่รอบกาย “แค่เจ้า? ถูกเจ้าต่อยร้อยครั้ง ข้าก็ไม่เป็นอันใดหรอก!”
“ร้อยครั้ง? เจ้าแน่ใจนะ?” หลี่ว์ซือผู้นี้จ้องเขม็งไปที่หัวเหล่าซาน
หัวเหล่าซานเรียกม่านปราณธาตุเพลิงออกมา ปากก็กล่าวท้าทาย “มาเถอะ ให้พวกสำนักขยะรู้ความร้ายกาจของพรรคเมฆาเพลิงของพวกเราเสียบ้าง”
ทุกคนรู้ว่าหัวเหล่าซานเป็นผู้อาวุโสสูงสุดของพรรคเมฆาเพลิง และขั้นพลังของเขาก็อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม แถมยังเปิดม่านปราณอีกต่างหาก ดังนั้นไม่ต้องพูดถึงหลี่ว์ซือ แม้แต่ปิงหลิวหลีเองก็ไม่สามารถทำอันใดหัวเหล่าซานผู้นี้ได้!
คนของพรรคเมฆาเพลิงจึงหัวเราะเยาะใส่หลี่ว์ซือและสำนักเก้าสุขสงบ
หลี่ว์ซือมองไปที่ลู่เฉิน เห็นได้ชัดว่าต้องการที่จะขออนุญาตจากลู่เฉิน
“คิดไม่ถึงว่าเขาอยากชิมหมัดเจ้าสักร้อยหมัด เช่นนั้นเจ้าก็สงเคราะห์เขาเถิด”
ด้วยคำพูดของลู่เฉิน หลี่ว์ซือจึงส่งเสียงขานรับทันที จากนั้นกำปั้นของเขาก็เปล่งแสงสว่างวาบ ก่อนที่เขาจะชกออกไป!
ปัง!!!
ม่านปราณธาตุเพลิงพลันแตกกระจาย
หัวเหล่าซานถูกต่อยจนกระเด็น
ทว่าถึงอย่างไรเสียหัวเหล่าซานก็อยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม และประกอบกับม่านปราณเมื่อครู่ที่ต้านทานแรงส่วนใหญ่ไว้ ดังนั้นเขาจึงแค่กระอักเลือดออกมาเล็กน้อย แต่เพียงแค่นี้ก็มากพอแล้วที่จะทำให้คนรอบข้างตกตะลึง!
คนของพรรคเมฆาเพลิงต่างก็เบิกตากว้างอย่างตกตะลึง
ส่วนหัวเหล่าซานก็ได้สาปแช่งอย่างลับ ๆ ทว่าไม่ทันทำอันใด หลี่ว์ซือก็กลับมาอยู่ตรงหน้าและตะโกนออกมาว่า “หมัดที่สอง!”
หัวเหล่าซานที่ได้ยินพลันหวาดกลัวมากจนรีบสร้างเกราะป้องกัน
ปัง!!!
เสียงดังซ้ำขึ้นอีกครา และถูกต่อยจนกระเด็นออกไป
ไม่เพียงแค่นั้น ความเร็วของหลี่ว์ซือยังไวมาก หลังจากชกไปหลายครั้งติดต่อกัน หัวเหล่าซานก็ทนไม่ไหวอีกต่อไป เขาตะโกนว่า “หยุด! ข้าจะคืนเงิน!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น หลี่ว์ซือก็หยุดมือ ก่อนที่หัวเหล่าซานจะหยิบถุงออกมานับแล้วโยนเงินให้ปิงหลิวหลี จากนั้นก็พูดด้วยความโกรธว่า “จากนี้ไปพรรคเมฆาเพลิงของข้าจะไม่ทำการค้ากับพวกเจ้าอีก!”
ปิงหลิวหลีคิดไม่ถึงว่าจะได้ศิลาวิญญาณพวกนี้กลับมา และแม้กระทั่งได้กู้หน้าให้กับสำนักเก้าสุขสงบอีกด้วย!
เมื่อให้เงินแล้ว หัวเหล่าซานก็พาคนของพรรคเมฆาเพลิงออกไปด้วยความโกรธ
ใบหน้าของเขาดูซีดเซียวและยังเดินได้ไม่มั่นคงนัก แต่เพราะสายตาที่จับจ้องของผู้คนโดยรอบ เจ้าตัวจึงแค่นเสียงหึ พยายามตั้งร่างให้ตรงแล้วเดินจากไป
ผู้คนที่มุงดูอยู่พลันร้องอุทานด้วยความตกใจ
บางคนสงสัยว่าหลี่ว์ซือมีขั้นพลังใดกันแน่
และบางคนยังสงสัยว่าหลี่ว์ซือจะเข้าร่วมการประลองหรือไม่
ทันใดนั้น เรื่องที่หลี่ว์ซือทำให้หัวเหล่าซานได้รับบาดเจ็บ รวมทั้งเรื่องที่หลี่ว์ซือจะได้เข้าร่วมการประลองหรือไม่นั้นก็แพร่กระจายออกไปทันที ทำให้สำนักเก้าสุขสงบซึ่งเดิมทีไม่มีใครพูดถึง บัดนี้ได้กลายเป็นหนึ่งในสำนักที่ได้รับการกล่าวถึงอย่างร้อนแรง
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อปิงหลิวหลี ลู่เฉิน และคนอื่น ๆ มาถึงเชิงเขาของยอดเขาเต๋าเมฆา คนจำนวนนับไม่ถ้วนก็พากันชี้มือชี้ไม้มา
“ดูสิ คนที่ไม่มีปราณโคจรอยู่คนนั้น เขาคือคนที่ทำร้ายหัวเหล่าซานหรือ?”
“ใช่ เขานั่นแหละ!”
“เป็นไปได้อย่างไร?” บางคนงงงวย แต่หลายคนก็เป็นพยานได้
…นี่เป็นครั้งแรกที่ปิงหลิวหลีถูกคนจำนวนมากจับจ้อง นางจึงเขินอายเล็กน้อยและพูดขึ้นมาว่า “ข้าจำได้ว่าคราวที่แล้วที่ข้ามาไม่มีใครให้ความสนใจแม้แต่น้อย แม้แต่ในงานประลองก็ถูกคนเยาะเย้ย”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มออกมา “คราวนี้สำนักเก้าสุขสงบจะต้องทำให้ทุกคนจดจำได้อีกครั้งแน่นอน!”
หากเป็นเมื่อก่อน ปิงหลิวหลีคงรู้สึกว่าลู่เฉินกำลังคุยโม้ แต่หลังจากอยู่ด้วยกันมา นางก็รู้แล้วว่าลู่เฉินอยู่เหนือจินตนาการของนางยิ่งนัก และยังสามารถใช้คำว่า ‘ตัวประหลาด’ มาอธิบายได้ด้วยซ้ำ!
ทว่าจู่ ๆ เสียงหนึ่งก็พลันดังขึ้นมา
“สำนักเก้าสุขสงบเลี้ยงดูซากศพ และยังมีผู้ฝึกวิถีภูตตั้งแต่เมื่อใดกัน?”
ผู้คนที่ได้ยินเช่นนี้ต่างพากันสับสนขึ้นมาทันที “ผู้ฝึกวิถีภูต? ซากศพ?”