ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 165 ผู้อาวุโสที่คิดว่าตนแน่
บทที่ 165 ผู้อาวุโสที่คิดว่าตนแน่
ปิงหลิวหลีขมวดคิ้ว
ทันใดนั้นผู้อาวุโสคนหนึ่งก็ก้าวออกมาจากฝูงชน ใบหน้าของคนผู้นี้ครึ่งหนึ่งสีดำ ครึ่งหนึ่งสีขาว
เมื่อทุกคนเห็นเขา ผู้คนก็ทยอยกันกล่าวด้วยความเคารพทันทีว่า “ผู้อาวุโสเทียนหลง!”
แน่นอนว่าหนึ่งในคนที่ผู้อาวุโสเทียนหลงกล่าวถึงก็คือหนานเหยา ทว่านางไม่ถือสาและเอ่ยถามว่า “เป็นผู้ฝึกวิถีภูตผีแล้วอย่างไร?”
ส่วนเจี่ยลัวไม่พูดอันใด ขณะที่ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ต่างรู้เรื่องของเจี่ยลัวและหนานเหยา ดังนั้นพวกเขาจึงไม่สนใจเลยสักนิด แต่ผู้คนที่มุงดูอยู่กลับถกเถียงกันอย่างดุเดือด
เห็นได้ชัดว่าพวกที่เรียกตัวเองว่า ‘ชอบธรรม’ ไม่ชอบผู้ฝึกฝนในวิถีภูตผีและซากศพ
ผู้อาวุโสเทียนหลงถือแส้หางม้าสีทองและหัวเราะเย้ยหยัน “พรรคหมื่นเต๋าของข้า ชอบจัดการกับพวกสองประเภทนี้ที่สุด!”
ครั้นพูดจบ ผู้อาวุโสเทียนหลงก็เตรียมที่จะลงมือ ทว่ากลับมีอีกเสียหนึ่งดังแทรกขึ้นมาจากท่ามกลางฝูงชน “หยุด!”
ยามนั้นพลันมีชายคนหนึ่งซึ่งแบกกระบี่ห้าเล่มเดินออกมาจากฝูงชน
เขาไม่ใช่ใครอื่น…. นอกเสียจากผู้คลั่งไคล้เต๋า!
เห็นได้ชัดว่าทุกคนรู้จักเขาเช่นกัน ดังนั้นแต่ละคนจึงตกใจ “นี่ไม่ใช่ผู้คลั่งไคล้เต๋าหรอกหรือ?”
“ใช่ เขานั่นแหละ”
“เขามาที่นี่ได้อย่างไร?”
ทุกคนพากันสงสัยว่าเหตุใดผู้คลั่งไคล้เต๋าถึงมาที่นี่ และดูจากสถานการณ์แล้ว …ดูเหมือนเขาจะยังยืนอยู่ฝั่งสำนักเก้าสุขสงบ!
ผู้อาวุโสเทียนหลงยิ้มแปลก ๆ ออกมา “ผู้คลั่งไคล้เต๋า เจ้าพยายามที่จะแย่งการค้ากับข้าหรือ?”
การค้า?
ผู้คลั่งไคล้เต๋าไม่สนใจ เขาพูดไปตามตรงว่า “เจ้าแตะต้องพวกเขาไม่ได้!”
“เพราะเหตุใด?” ผู้อาวุโสเทียนหลงถามอย่างไม่พอใจเล็กน้อย
ส่วนผู้คลั่งไคล้เต๋า เพราะเขาแอบติดตามลู่เฉินและคนอื่น ๆ มาตลอดทาง จึงทำให้รู้ว่าลู่เฉินไม่ใช่คนธรรมดา เขาจึงเอ่ยกับผู้อาวุโสเทียนหลงว่า “ข้าไม่อยากให้พรรคหมื่นเต๋าของเจ้าเดินไปบนเส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับ!”
ทุกคนได้ยินแล้วก็สับสนไปชั่วขณะ
แม้แต่โจวอวี๋ก็ยังถามหนานเหยาด้วยความสงสัยว่า “สาวน้อย ผู้คลั่งไคล้เต๋าผู้นี้คือผู้ใด? เหตุใดเขาจึงพูดแทนเรา?”
หนานเหยาจึงอธิบายด้วยน้ำเสียงแผ่วเบา
ทว่าผู้อาวุโสเทียนหลงกลับหัวเราะเสียงเย็น “เส้นทางที่ไม่อาจหวนกลับได้? แค่ผู้ฝึกวิถีภูตผีคนหนึ่ง และซากศพซากหนึ่งน่ะหรือ?”
ผู้คลั่งไคล้เต๋ามองไปที่ลู่เฉิน จากนั้นก็มองไปที่ผู้อาวุโสเทียนหลงแล้วเอ่ยว่า “ถ้าข้าไม่ได้เป็นสหายกับหัวหน้าพรรคหมื่นเต๋าของพวกเจ้า ข้าก็คร้านจะเตือนเจ้าเช่นกัน!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ผู้อาวุโสเทียนหลงกลับหัวเราะ “ผู้คลั่งไคล้เต๋า ข้าว่าเจ้าแค่ต้องการแย่งชิงการค้ากับข้ากระมัง?!”
หลังพูดจบ ผู้อาวุโสเทียนหลงก็สะบัดแส้หางม้า และเป้าหมายก็คือหนานเหยา!
ทว่าผู้คลั่งไคล้เต๋ากลับชักกระบี่เข้าขวางแส้หางม้าเอาไว้ ยิ่งไปกว่านั้น ยังพูดเสียงเข้มว่า “ถ้าไม่อยากตายก็อย่าไปยุ่งกับพวกเขา เจ้าไม่เข้าใจหรือ?”
ทุกคนพลันตกตะลึง
เพราะการลงมือของผู้คลั่งไคล้เต๋าทำให้ทุกคนไม่เข้าใจเลยสักนิด
แต่ผู้อาวุโสเทียนหลงกลับหัวเราะเย้ยหยัน “ข้าว่านะ ผู้คลั่งไคล้เต๋า เจ้ากลัวคนกล้ามโตผู้นั้นสินะ?”
ทุกคนรู้ว่าผู้อาวุโสเทียนหลงกำลังพูดถึงหลี่ว์ซือ ทว่าผู้คลั่งไคล้เต๋าไม่ได้กลัวหลี่ว์ซือแม้แต่น้อย เขายังคงเตือนเสียงเข้มว่า “ไม่ใช่คนนี้!”
แต่ผู้อาวุโสเทียนหลงกลับพูดอย่างมั่นใจว่า “วางใจเถิด เจ้ากล้ามโตนั่นคงทำอันใดข้าไม่ได้หรอก และข้าก็จะกำจัดผู้ฝึกวิถีภูตผีและซากศพผู้นั้นให้ได้!”
ผู้อาวุโสเทียนหลงเอ่ยจบก็สะบัดแส้ในมือ ส่งเส้นสายสีขาวพัวพันอ้อมผู้คลั่งไคล้เต๋า และตรงไปยังหนานเหยากับเจี่ยลัวทันที
ปิงหลิวหลีตกตะลึง นางรีบชักกระบี่ออกมาตัดเส้นสีขาวนั้น แต่มันแข็งแกร่งยิ่งนัก ไม่ว่านางจะตัดมันอย่างไรก็ไร้ประโยชน์
ส่วนผู้คลั่งไคล้เต๋าก็รีบตะโกนบอกผู้อาวุโสเทียนหลงว่า “รีบหยุดเร็วเข้า!”
“เสียใจด้วย …ข้าหยุดไม่ได้แล้ว!” ผู้อาวุโสเทียนหลงเผยยิ้มชั่วร้าย ขณะที่หลี่ว์ซือทะยานเข้ามาพร้อมหมัดที่ง้างขึ้น ทว่าเส้นสีขาวเหล่านั้นกลับรวดเร็วยิ่งกว่า มันพันรอบกำปั้นและร่างของหลี่ว์ซือเสียมิด ก่อนที่ผู้อาวุโสเทียนหลงจะพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เห็นหรือยัง? เขาถูกข้ามัดไว้แล้ว เพียงเท่านี้ก็ทำอันใดก็ไม่ได้อีกต่อไป!”
ทุกคนต่างอุทานด้วยความตกตะลึงกับภาพตรงหน้า
ส่วนปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ เองก็ร้อนใจเช่นกัน …จนกระทั่งลู่เฉินคว้าเส้นด้ายสีขาวนั้นเอาไว้ด้วยมือเดียว!
ผู้อาวุโสเทียนหลงที่เห็นการกระทำนั้นได้กล่าวดูแคลนว่า “เจ้าเป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น ทว่าก็อยากร่วมสนุกด้วยงั้นหรือ?”
ผู้คลั่งไคล้เต๋ารู้ว่าลู่เฉินกำลังจะลงมือ เขาจึงรีบพูดกับลู่เฉินว่า “เขาโง่เขลาเบาปัญญาไปบ้าง ดังนั้นขอท่านได้โปรดเบามือด้วย”
ทุกคนต่างสงสัยว่าเหตุใดผู้คลั่งไคล้เต๋าถึงได้พูดเช่นนั้นกับลู่เฉิน
ทว่าชายหนุ่มกลับเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ผู้ที่หาเรื่องข้า …ไม่เคยมีสักคนที่มีจุดจบที่ดี!”
ผู้อาวุโสเทียนหลงหัวเราะเยาะ “แค่เจ้า? ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน? กล้าที่จะท้าทายข้า?”
แต่ครู่ต่อมาด้ายเหล่านี้กลับถูกดึงแรงขึ้น อีกทั้งตัวแส้หางม้ายังเริ่มสั่นสะท้าน คล้ายกับว่ามันสัมผัสได้ถึงความน่ากลัวบางอย่าง
ผู้อาวุโสเทียนหลงรู้สึกฉงนกับปฏิกิริยาเช่นนี้ของแส้ในมือ เขารีบควบคุมแส้ …แต่มันกลับไม่ได้ผล ราวกับว่าแส้นั้นอยู่เหนือการควบคุมของเขาไปแล้ว!
หลี่ว์ซือจึงฉวยโอกาสนี้ปล่อยหมัดออกไป!!
สิ่งนี้เป็นดั่งบทเรียนราคาแพงของผู้อาวุโสเทียนหลงที่ไม่เตรียมการป้องกันตัว
และผลลัพธ์ของมันก็คือ ร่างของผู้อาวุโสเทียนหลงที่บินเหินไปกลางอากาศ ก่อนที่ตัวคนจะไปชนเข้ากับเนินเขาที่อยู่ไม่ไกล ทำให้เกิดหลุมขนาดใหญ่บนเขาลูกนั้น
ผู้คนโดยรอบต่างตกตะลึง
หลี่ว์ซือเตรียมจะพุ่งเข้าไปซ้ำต่อ แต่ผู้อาวุโสเทียนหลงกลับกระโดดขึ้นไปในอากาศ มองลงมาที่ลู่เฉินพลางเอ่ยอย่างโกรธเกรี้ยว “รนหาที่ตายนัก!”
ผู้อาวุโสเทียนหลงปล่อยฝ่ามือสีทองออกมา คิดจะโจมตีลู่เฉินให้ตายในคราเดียว
แต่ผู้คลั่งไคล้เต๋ากลับส่งปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนเข้าปกป้อง ทั้งยังกระแทกฝ่ามือออกไปและตะโกนว่า “เจ้ายังดื้อดึงอยู่อีกหรือ?”
ใบหน้าของผู้อาวุโสเทียนหลงในยามนี้ซีดเผือด ส่วนหลี่ว์ซือก็ได้ปล่อยหมัดออกไปอีกครั้ง เจ้าตัวจึงตกใจรีบหลบหลีกพลางด่าทอไปด้วยว่า “พะ พวกเจ้า คอยดูนะ!”
จากนั้นผู้อาวุโสเทียนหลงก็บินหายเข้าไปในม่านหมอกของยอดเขาเต๋าเมฆา และหายไปต่อหน้าทุกคน
เมื่อศึกจบลงด้วยประการฉะนี้ ทุกคนต่างจ้องมองที่ลู่เฉินอย่างอยากรู้อยากเห็น เนื่องจากอยากรู้ว่าชายหนุ่มทำอันใดกับแส้หางม้า
แต่ลู่เฉินไม่ได้อธิบาย คนเหล่านี้จึงได้แต่มองหน้ากันไปมา
ผู้คลั่งไคล้เต๋าก้าวมาข้างหน้าแล้วเอ่ยว่า “นั่นคือพฤติกรรมส่วนตัวของเขาเท่านั้น ดังนั้นอย่าถือโทษพรรคหมื่นเต๋าเลย”
“พฤติกรรมส่วนตัว?” ลู่เฉินฉีกยิ้ม
ผู้คลั่งไคล้เต๋าที่เห็นรอยยิ้มนั้นก็พูดด้วยความหวาดกลัว “ใช่แล้ว”
ลู่เฉินรู้ดีว่าผู้คลั่งไคล้เต๋าผู้นี้มีรากวิญญาณที่พิเศษ ดังนั้นเขาจึงไม่ได้คิดทำอันใดอีกฝ่าย ทว่าปากก็เอ่ยถามออกไปว่า “แล้วเจ้าล่ะ?”
“ข้า?”
“ตามข้ามาตลอด ไม่ใช่เพราะต้องการตามหาภูตผีตนนั้นหรือ?” ลู่เฉินมองเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนผู้คลั่งไคล้เต๋าก็พูดอย่างขัดเขินว่า “ข้าเคยต้องการ แต่ตอนนี้ข้าไม่ต้องการแล้ว”
“โอ้? ไม่ต้องการแล้ว?”
ผู้คลั่งไคล้เต๋าจึงพูดอย่างเขินอายว่า “เจ้า ทำให้ข้าเข้าใจสิ่งหนึ่ง”
“สิ่งใด?”
“อย่า… อย่าไปหาเรื่องเจ้า” คำพูดของผู้คลั่งไคล้เต๋าทำให้ลู่เฉินรู้สึกแปลก ๆ และแม้กระทั่งรู้สึกว่าอีกฝ่ายมีจุดประสงค์อันใดบางอย่าง จึงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้าคงไม่ได้ต้องการทำร้ายข้าหรอกนะ? ”
“มะ ไม่!” ผู้คลั่งไคล้เต๋าส่ายศีรษะ
ลู่เฉินรู้ว่าตอนนี้อีกฝ่ายคงไม่พูดออกมาแน่ ชายหนุ่มจึงคร้านเกินกว่าจะถาม เขาเพียงมองไปที่ปิงหลิวหลีแล้วเอ่ยว่า “ขึ้นไปบนภูเขากันเถอะ”
“อืม!” ปิงหลิวหลีถอนหายใจด้วยความโล่งอก และพาทุกคนขึ้นไปบนภูเขา
ทิ้งให้ผู้คนที่มุงอยู่นั้นยืนถกเรื่องนี้กัน แต่เนื่องจากผู้อาวุโสเทียนหลงยังถูกจัดการไปแล้ว ทุกคนจึงไม่กล้าล่วงเกินลู่เฉิน
เช่นเดียวกับความนิยมของสำนักเก้าสุขสงบที่เพิ่มสูงขึ้นเรื่อย ๆ
ในฐานะเจ้าสำนัก ปิงหลิวหลีย่อมรู้สึก ‘เขินอาย’ เล็กน้อย นางก้มหน้าลงจนกระทั่งมาถึงบันไดซึ่งถูกปกคลุมไปด้วยม่านหมอก
ก่อนที่ปิงหลิวหลีจะแนะนำให้ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ฟังว่า “นี่คือยอดเขาเต๋าเมฆา แต่หลังจากที่ขึ้นไปบนยอดเขาแล้ว เจ้าจะไม่สามารถวิ่งไปซี้ซั้วได้ มิฉะนั้นอาจพลาดหลงเข้าไปในค่ายกลที่น่ากลัว”
เมื่อได้ยินคำว่าค่ายกล หนานเหยาก็ชี้ไปยังลู่เฉินและฉีกยิ้ม “มีท่านอาจารย์ของข้าอยู่ด้วย ค่ายกลอันใดก็ไม่ใช่ปัญหา!”