ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 170 การป้องกันอันทรงพลังที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง!
บทที่ 170 การป้องกันอันทรงพลังที่ทำให้ทุกคนตกตะลึง!
หลิวฮั่วที่เห็นการโจมตีสะท้อนกลับนั้นหวาดกลัวยิ่งนัก เขาเร่งเปิดม่านปราณป้องกันตนเองทันที ทว่าก็ยังคงถูกรอยฝ่ามือของตนปะทะเข้าอยู่ดีทำให้บาดเจ็บเล็กน้อย ส่วนในใจก็เต็มไปด้วยความฉงนสงสัยว่า โจวอวี๋สามารถทำเช่นนี้ได้อย่างไร
ไม่เพียงแต่หลิวฮั่วเท่านั้น อันที่จริงผู้คนในสนามต่างก็สงสัยเช่นกัน
หัวเหล่าซานแห่งพรรคเมฆาเพลิงรีบตะโกนบอกหลิวฮั่วว่า “มัวตกใจอันใด? โจมตีต่อไป!”
หลิวฮั่วที่ได้สติคืนมาไม่กล้าใช้วิชาเดิมอีก เขาเลือกที่จะหยิบลูกกลมขึ้นมากำมือหนึ่ง ก่อนจะถ่ายเทพลังบางอย่างเข้าไปทำให้มันกลายเป็นสีแดง และเขวี้ยงออกไปทันที!
ทว่าโจวอวี๋ขยับกายเพียงเล็กน้อยก็สามารถหลบได้แล้ว! และทั้งหมดนี้ต้องขอบคุณความดีความชอบของรองเท้าเพลิงที่ช่วยเพิ่มความเร็วในการเคลื่อนกาย ทำให้เขาสามารถหลบหลีกลูกกลมทุกลูกได้ในคราเดียว
“ช่างรวดเร็วนัก!” คนจำนวนไม่น้อยต่างอุทานออกมา
หนานเหยายิ่งตะโกนออกมาด้วยความตื่นเต้น “จัดการเขาเลย!”
โจวอวี๋เผยยิ้มออกมา จากนั้นก้าวไปอย่างรวดเร็ว กระทั่งไปถึงตรงหน้าของหลิวฮั่วในคราเดียว และโดยที่อีกฝ่ายยังไม่ทันได้ตั้งตัวใด ๆ ในมือของโจวอวี๋ก็ปรากฏหอกขึ้นมา …แล้วแทงออกไป!
เพล้ง!
ม่านป้องกันถูกทำลายลงทันที
ไม่เพียงเท่านั้น หอกยาวนี้ยังพุ่งแทงเข้าไปยังจุดตันเถียนของหลิวฮั่ว ทำให้ตันเถียนเกิดรอยแตกร้าว พลังปราณที่บรรจุอยู่ภายในเกิดการแปรปรวน และใบหน้าพลันซีดเผือดจากปราณที่ลดลงอย่างรวดเร็ว
เมื่อเห็นดังนั้น ทุกคนพลันอ้าปากค้าง
“ยอมแพ้เสียเถอะ!” โจวอวี๋เผยยิ้มออกมา
ทว่าหลิวฮั่วยังคงไม่คิดยอมแพ้ แต่เพราะตันเถียนที่บาดเจ็บ ดังนั้นจึงยากที่จะสวนกลับการโจมตี ทำได้เพียงใช้มือข้างหนึ่งจับไปยังหอกที่ปักลงมาพลางเอ่ยว่า “เจ้า…”
เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายยังไม่คิดยอมแพ้ พลังปราณบนร่างของโจวอวี๋พลันแข็งแกร่งขึ้นมา ก่อนจะถ่ายเทผ่านหอกและไหลเข้าไปในร่างของหลิวฮั่ว ทำให้เขาเจ็บปวดจนต้องกรีดร้องขึ้นมา
สีหน้าของคนพรรคเมฆาเพลิงพลันเปลี่ยนไปทันที
คนอื่น ๆ ที่มองดูอยู่ต่างรู้สึกว่าสิ่งนี้น่าเหลือเชื่อนัก ก่อนที่หลิวฮั่วจะกัดฟันพูดออกมาด้วยความเจ็บปวด “ข้า… ยอมแพ้!”
“เย่!” หนานเหยาร้องตะโกนด้วยความยินดี
ส่วนปิงหลิวหลี นางรู้สึกราวกับว่าตนเองกำลังฝันไป “นี่มัน…”
โจวอวี๋ดึงหอกยาวออกมา และเหวี่ยงสะบัดส่วนปลาย ส่งให้ร่างของหลิวฮั่วกระเด็นออกไป พร้อม ๆ กันกับที่เขตแดนปิดกั้นรอบสนามประลองหายไป
ทางด้านกู่ทงนั้น เขาประกาศด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่าโจวอวี๋ได้รับชัยชนะ ขณะที่หลิวฮั่วซึ่งอยู่บนสนามก็ถูกคนหามลงไป
หัวเหล่าซานจ้องเขม็งไปยังหลิวฮั่วที่ถูกหามออกมา “ขยะไร้ประโยชน์!”
หลิวฮั่วไม่รู้ว่าตนควรจะพูดอะไร ทำได้เพียงมองไปยังสำนักเก้าสุขสงบด้วยความโกรธแค้น และขณะนั้นเอง ผู้คนรอบ ๆ ต่างพากันแปลกใจว่าแท้จริงแล้วโจวอวี๋คนนี้คือผู้ใดกันแน่? เหตุใดจึงเก่งกาจเพียงนี้?!
ขณะนั้นเอง โจวอวี๋ก็ได้กลับไปยังฝั่งที่คนของสำนักเก้าสุขสงบนั่งอยู่ และเผยยิ้มให้แก่ลู่เฉิน “ผู้อาวุโส เป็นเช่นไร? แบบนี้พอได้หรือไม่!”
“ยังดีไม่พอ!” ลู่เฉินยิ้ม
“เช่นนี้ยังไม่พออีกหรือ?!” โจวอวี๋พูดด้วยน้ำเสียงเหลือเชื่อเล็กน้อย
ส่วนหนานเหยา นางเผยยิ้มออกมาทันทีพลางเอ่ยว่า “อีกไม่นานก็จะถึงคู่ของท่านอาจารย์แล้ว เมื่อถึงเวลานั้น รอดูท่านอาจารย์ของข้าได้เลยว่าเขาจะจัดการกับคนของวังเหมันต์สงัดเช่นไร!”
เมื่อได้ยินนามวังเหมันต์สงัด ลู่เฉินพลันหุบยิ้มลง ในใจก็หวนคิดไปถึงท่านอาจารย์ของตน
ทางด้านหนานเหยาและคนอื่น ๆ ไม่รู้ว่าลู่เฉินนั้นกำลังคิดอะไรอยู่ พวกเขายังคงคุยเล่นกันต่อไป
จนกระทั่งกู่ทงประกาศว่า “รอบถัดไป เกาจี้แห่งวังเหมันต์สงัด ปะทะลู่เฉินแห่งสำนักเก้าสุขสงบ”
เมื่อเสียงประกาศจบลง รอบ ๆ สนามก็เกิดเสียงครึกครื้นขึ้นมา เห็นได้ชัดว่าลู่เฉินนั้นเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน และสำหรับผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้คนหนึ่งแล้ว การจัดการกับชายหนุ่มผู้นี้ก็ง่ายดั่งบี้มด!
บางคนจึงคิดว่าลู่เฉินต้องยอมแพ้เป็นแน่
แต่ชายหนุ่มกลับลุกขึ้นอย่างเงียบ ๆ และค่อย ๆ ก้าวขึ้นไปบนสนามประลอง
ทางฝั่งโหย่วหลงแห่งวังเหมันต์สงัด เขาได้เผยแววตาสีน้ำเงินที่น่ากลัวออกมา ก่อนจะหยิบขวดสีน้ำเงินและยื่นให้แก่เกาจี้
เกาจี้พลันแปลกใจ “ผู้อาวุโสโหย่ว นี่คือ?”
“ข้ามีความแค้นกับชายผู้นี้ ข้าต้องการจับเป็นและค่อย ๆ ทรมานเขา” สายตาของโหย่วหลงฉายแววเย็นชา ส่วนเกาจี้ก็ได้ขานรับและรับขวดใบนั้นไว้ จากนั้นจึงเดินขึ้นไปบนสนามประลอง
เมื่อมองเกาจี้ที่ก้าวเดินขึ้นไป แววตาคู่นั้นของโหย่วหลงก็ค่อย ๆ ฟื้นกลับมาเหมือนเดิมราวกับไม่มีอะไรเกิดขึ้น
เพียงไม่นาน ลู่เฉินและเกาจี้ก็ไปประจันหน้ากันอยู่บนสนาม
และนอกเสียจากคนของสำนักเก้าสุขสงบแล้ว คนอื่น ๆ ต่างคิดว่าลู่เฉินต้องยอมแพ้เป็นแน่
แต่ลู่เฉินกลับยืนอยู่บนนั้นโดยไม่ขยับกาย โดยเฉพาะเมื่อเขตแดนเปิดออก กู่ทงประกาศเริ่มการแข่งขัน ลู่เฉินก็ยังคงไม่แยแส ทำให้เกาจี้อดถามไม่ได้ว่า “ไม่ยอมแพ้หรือ?”
“ยอมแพ้? หมายความว่าอย่างไร? ข้าหารู้จักไม่!” ลู่เฉินยิ้มเย็นชา
บ้าบิ่นมาก!
ทุกคนต่างตกตะลึง ไม่คิดว่าชายหนุ่มจะพูดเช่นนี้ ถึงขนาดที่ว่ามีบางคนตะโกนถามออกมาจากฝูงชนว่า “เจ้าหนุ่ม! เจ้าเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน ไม่กลัวตายหรืออย่างไร?”
“ใช่ ขั้นสร้างรากฐานจะเทียบกับขั้นหลอมแก่นแท้ระดับสมบูรณ์พร้อมได้อย่างไร?”
“ยิ่งไปกว่านั้น คู่ต่อสู่ยังครอบครองรากวิญญาณสามดาวด้วยนะ!”
ตอนนี้มีผู้คนนับไม่ถ้วนที่กำลังดูแคลนลู่เฉิน แต่หนานเหยากลับเอามือเท้าเอวพลางเอ่ยออกมาอย่างขุ่นเคืองว่า “คนพวกนี้ เมื่อได้เห็นว่าเขาเป็นเช่นไร ลูกกระตาต้องกระเด็นออกมาเป็นแน่!”
โจวอวี๋หัวเราะออกมา “ดูเอาเถิด อีกไม่นานคงมีอะไรสนุก ๆ ให้พวกเขาดู”
ทว่าปิงหลิวหลียังคงกังวลเล็กน้อย เพราะเกาจี้ผู้นี้นับเป็นผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ที่แข็งแกร่งมากคนหนึ่ง และระดับขั้นของลู่เฉินก็ยังห่างจากอีกฝ่ายมากเกินไป
เมื่อการประลองเริ่มขึ้น เกาจี้พลันโคจรพลังปราณสีทองทั่วกาย ก่อนจะควบกลั่นปราณเป็นคมศรมากมาย ส่งให้มันพุ่งทะยานเข้าล้อมลู่เฉิน ทว่าเมื่อใกล้จะถึงตัวก็หยุดไว้เป็นเชิงข่มขู่
ผู้คนที่มองดูอยู่รอบ ๆ แต่ละคนพากันตื่นเต้น เฝ้าคอยสิ่งที่จะเกิดขึ้นหลังจากนั้น ส่วนสีหน้าของกู่ทงก็ค่อย ๆ เผยยิ้มอย่างพึงใจ
“เจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้าคุกเข่ายอมแพ้เสียแต่ตอนนี้ ข้าจะไว้ชีวิตเจ้า แต่ถ้าหากเจ้าไม่คิดยอมแพ้ เช่นนั้น เมื่อคมศรเหล่านี้พุ่งโจมตีไปยังเจ้า ร่างเจ้าก็จะกลายเป็นดั่งรังแตนในชั่วพริบตา!” เกาจี้ยิ้มเยาะ
การข่มขู่ของเกาจี้นั้นทำให้ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะหวาดกลัว
แต่ใครจะคิดว่าลู่เฉินกลับเพียงยิ้มแล้วเอ่ยว่า “มาเถิด ดูว่าลูกศรพวกนี้ของเจ้าจะมีพลังเช่นไร”
ยั่วยุ?
ไม่สนใจ?
เกาจี้ครุ่นคิดเล็กน้อย ก่อนจะกล่าวว่า “เมื่ออยากตาย เช่นนั้นข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
ครั้นพูดจบ ลูกศรเหล่านี้ก็พุ่งออกไปทันที
คนจำนวนไม่น้อยจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และสำนักพฤกษาสวรรค์ต่างก็มีความคิดผุดขึ้นมาเช่นเดียวกัน นั่นก็คือทุกอย่างจบลงเสียที
‘ความทรมาน’ ที่ลู่เฉินมอบให้พวกเขานั้นแทบจะฝังรากลึกอยู่ในใจจนยากที่จะสลัดออก และในตอนนี้เมื่อจะได้เห็นการตายของลู่เฉินด้วยตาตนเอง พวกเขาจึงรู้สึกพึงพอใจขึ้นมา
แต่เรื่องที่ทำให้พวกเขาคิดไม่ถึงก็คือ บนร่างของลู่เฉินกลับปรากฏแสงประหลาดสีน้ำตาลออกมาเก้าสิบเอ็ดชั้น
แท้จริงแล้วนี่คือ ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉิน และเมื่อลูกศรเหล่านั้นโจมตีมา มันก็พังทลายไปเพียงห้าสิบกว่าชั้นเท่านั้น!
ไม่เพียงเท่านั้น เนื่องจากลูกศรเหล่านั้นแปลงมาจากพลังปราณ ดังนั้นหลังจากที่ทำลายไปห้าสิบกว่าชั้นแล้ว ลูกศรก็ค่อย ๆ หายไป
ส่วนลู่เฉินนั้นไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ แม้แต่ปลายก้อย!
ฉากนี้ทำให้ทุกคนเบิกตากว้าง
มีเพียงหนานเหยาและคนอื่น ๆ ที่รู้ว่าจะเกิดเรื่องเช่นนี้ขึ้นเป็นแน่ ดังนั้นแต่ละคนจึงเผยรอยยิ้มอย่างพึงพอใจ ส่วนปิงหลิวหลีก็ถอนหายใจคลายกังวลออกมา “เป็นการป้องกันที่แข็งแกร่งมาก”
คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และสำนักพฤกษาสวรรค์ต่างก็ตกตะลึง ราวกับว่ามีใครมาทำลายความหวังของพวกเขาไป
ส่วนนักพรตเทียนหลงแห่งพรรคหมื่นเต๋า และหัวเหล่าซานแห่งพรรคเมฆาเพลิง รวมทั้งฟางหมิงแห่งสำนักค่ายกลสวรรค์ที่เฝ้าดูอยู่ต่างก็ตกตะลึงขึ้นมา เพราะในสายตาของพวกเขา ลู่เฉินเป็นเพียงผู้อ่อนแอของสำนักเก้าสุขสงบเท่านั้น
แต่ตอนนี้… ดูเหมือนว่าลู่เฉินจะไม่ได้อ่อนแอเลยสักนิด!!
ไม่เพียงแต่คนพวกนี้เท่านั้น แม้แต่ผู้คนที่เฝ้าดูการประลองนี้ต่างก็เริ่มถกเถียงกันขึ้นมา “สำนักเก้าสุขสงบนี้ ….เหตุใดแม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานยังน่ากลัวเช่นนี้ได้?”
“นี่ แท้จริงแล้วเกิดอะไรขึ้นกันแน่?”
“ไม่รู้!”
ขณะนั้นเอง ทุกคนต่างถูกผู้ประลองทั้งสองสะกดสายตาไว้เสียแล้ว ก่อนจะเป็นเกาจี้ที่ตะโกนขึ้นมาอย่างไม่พอใจว่า “นี่เป็นเพียงแค่การเริ่มต้นเท่านั้น!”