ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 172 ให้โอกาสพวกเจ้า ก็ยังไร้ประโยชน์!
บทที่ 172 ให้โอกาสพวกเจ้า ก็ยังไร้ประโยชน์!
หนานเหยาที่กำลังฟังเสียงนินทาเหล่านั้นพูดอย่างภาคภูมิใจว่า “ดูซิว่าคนพวกนั้นแต่ละคนเศร้าโศกเพียงใด”
โจวอวี๋รู้สึกสงสัย “ผู้อาวุโส เหตุใดสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์จึงทำลายรากวิญญาณของท่านกัน?”
คำถามนี้ทำให้หนานเหยาและคนอื่น ๆ บังเกิดความอยากรู้อยากเห็นทันที โดยเฉพาะอย่างยิ่งปิงหลิวหลีที่มองลู่เฉินด้วยสายตาแปลกประหลาด ทว่าลู่เฉินกลับมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “เรื่องนี้ พูดแล้วมันยาว”
“อาจารย์ ข้าไม่รังเกียจว่ายาวหรือไม่ เล่ามาเถิด” หนานเหยาเริ่มตื่นเต้น
ลู่เฉินจึงเอ่ยปากเล่า และถึงขนาดกล่าวถึง ‘พันธมิตรชิงรากวิญญาณ’ ขึ้นมา
เมื่อได้ยินนาม ‘พันธมิตรชิงรากวิญญาณ’ ปิงหลิวหลีก็พลันรู้สึกตกใจ “เจ้าหมายความว่าคนของพันธมิตรชิงรากวิญญาณแฝงตัวอยู่ในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์กระนั้นหรือ?”
“อาจจะใช่ แต่อีกฝ่ายซ่อนตัวตนได้ดีเกินไป ตอนนี้ยังไม่อาจรู้ได้ว่าเป็นผู้ใด” ลู่เฉินกล่าว ส่วนปิงหลิวหลีพูดอย่างเคร่งขรึมว่า “ใช่ เพราะแม้คนจากพันธมิตรชิงรากวิญญาณจะเป็นกลุ่มคนที่น่าหวาดกลัวและชิงชังของทุกคน แต่พวกเขากลับตามหาตัวได้ยากยิ่งนัก”
หนานเหยาเอ่ยคำมั่นว่า “มีท่านอาจารย์ของข้าอยู่ ไม่ช้าก็เร็วพวกมันจะต้องถูกกำจัดแน่!”
ลู่เฉินไม่ได้ตอบสิ่งใด ขณะที่ทางฝั่งสนามประลอง กู่ทงยังคงดำเนินการแข่งขันจนจบรอบที่ห้าสิบ ซึ่งมันก็เป็นเวลาเย็นแล้ว
กู่ทงจึงประกาศบอกทุกคนว่า “งานประลองวันนี้สิ้นสุดลงแล้ว พรุ่งนี้เช้าดำเนินการแข่งต่อ!”
หลังจากพูดจบ กู่ทงก็หายตัวไปพร้อมกับคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้น
ผู้คนรอบ ๆ สนามประลองเริ่มพูดคุยกันอย่างดุเดือด บางคนก็เบื่อหน่ายจึงลงจากภูเขาก่อน วางแผนที่จะกลับไปที่เมืองแล้วค่อยว่ากันใหม่
“ท่านอาจารย์ แล้วพวกเราล่ะ กลับกันเลยหรือไม่?” หนานเหยาถาม ซึ่งลู่เฉินก็ได้กล่าวว่า “กลับไปกลับมาก็ต้องใช้เวลา นอกจากนี้ ที่นี่ค่อนข้างปลอดภัย พวกเจ้าก็อยู่ที่นี่เถิด”
“ท่านอาจารย์ แล้วท่านจะไปไหนเล่า?” เมื่อเห็นลู่เฉินลุกขึ้น หนานเหยาก็พลันกระวนกระวาย
ลู่เฉินมองดูพวกเขาแล้วยิ้มออกมา “ถึงเวลาล่องูออกจากถ้ำแล้ว”
ล่องูออกจากถ้ำ?
พวกเขาต่างสับสน และหลังจากที่ลู่เฉินบอกพวกเขาว่าอย่าไปจากที่นี่ ชายหนุ่มก็ลงเขาไปเพียงลำพัง
เมื่อเห็นลู่เฉินลงจากภูเขาคนเดียว คนจากสำนักอื่นก็เตรียมพร้อมที่จะเคลื่อนไหว ส่งคนจำนวนมากออกไปทันที แน่นอนว่าเยว่เซียวจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็ย่อมทนไม่ไหวเช่นกัน เขากล่าวว่า “ดูสิ มีแค่เขาคนเดียวเท่านั้น!”
ซือตู๋เทียนขมวดคิ้ว “ข้าต้องการเอาชนะเขาในสนามประลอง”
แต่ผู้คนในสำนักพฤกษาสวรรค์ไม่คิดเช่นนั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งลวี่ซ่างเพียวที่กล่าวว่า “นี่เป็นโอกาสอันดี เราจะไม่ยอมปล่อยไปแน่!”
หลังจากพูดจบ ลวี่ซ่างเพียวก็พาคนออกไปทันที หมายจะใช้โอกาสนี้เพื่อจัดการกับลู่เฉิน
เยว่เซียวและคนอื่น ๆ จึงทำได้เพียงรออยู่ที่นั่น
ทางด้านฝั่งสำนักเก้าสุขสงบ หนานเหยาชี้ไปที่คนเหล่านั้นแล้วเริ่มนับ “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ สำนักพฤกษาสวรรค์ พรรคเมฆาเพลิง พรรคหมื่นเต๋า และวังเหมันต์สงัด สำนักเหล่านี้ล้วนติดตามไป”
แต่โจวอวี๋กล่าวอย่างมั่นใจว่า “ข้ารับรองได้ว่าพวกเขาทำร้ายผู้อาวุโสไม่ได้แม้แต่ปลายผม”
หนานเหยาก็เชื่อเช่นกัน แต่ปิงหลิวหลียังคงกังวล “เขาเพียงลำพัง จะสามารถต่อกรกับผู้คนมากมายได้หรือ?”
หนานเหยาหัวเราะพลางกล่าวว่า “ในเมื่อท่านอาจารย์ของข้าล่อพวกมันออกไป เขาต้องมั่นใจอยู่แล้ว”
ปิงหลิวหลีรู้สึกสงสัย นางยังคงจ้องมองไปที่หมอกบนภูเขาในระยะไกล และแอบพึมพำกับตัวเองว่า “มีค่ายกล คงจะปลอดภัยกระมัง”
…
ในยามนี้ ลู่เฉินเดินลงจากยอดเขาเต๋าเมฆามาได้ครึ่งทางแล้ว ก่อนที่ลวี่ซ่างเพียวแห่งสำนักพฤกษาสวรรค์ซึ่งนำศิษย์ติดตามมาจากด้านหลังจะเผยตัวและเข้าล้อมรอบลู่เฉินเอาไว้ จากนั้นลวี่ซ่างเพียวก็พูดอย่างภาคภูมิใจว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าช่างกล้าหาญยิ่งนัก กล้ามากที่ลงเขามาเพียงลำพัง!”
ผู้คนที่สัญจรผ่านไปมามองด้วยความสงสัยทันที
บางคนถึงกับพึมพำว่า “ยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดเหล่านี้คิดจะจัดการชายหนุ่มผู้นั้นงั้นหรือ?”
“ดูท่าจะใช่”
“แต่เขาจะรับมือกับผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดได้อย่างไร?”
ในยามนี้ ทุกคนคิดว่าลู่เฉินหมดหนทางแล้ว ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มให้ลวี่ซ่างเพียวและคนอื่น ๆ “อันใดกันเล่า? ข้าไม่ได้พาใครมาด้วย ก็คิดว่าข้าจะทำอะไรพวกเจ้าไม่ได้หรือ?”
“ไร้สาระ เราอยู่ในขั้นก่อกำเนิด แล้วเจ้าเล่า? …เจ้าจะสู้กับเราได้อย่างไร!!” ลวี่ซ่างเพียวหัวเราะเยาะ
ทว่าลู่เฉินกลับยกยิ้ม “เช่นนั้นก็มาดูกันว่า พวกเจ้าจะไล่ตามข้าได้ทันหรือไม่!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็รีบทะยานตัวไปที่ขอบม่านหมอก
ผู้ชมตกตะลึงทันที “ชายผู้นี้บ้าไปแล้วหรือ เขาวิ่งเข้าไปเช่นนั้น ไม่กลัวที่จะถูกขังอยู่บนภูเขาหรือ?”
“เขาไม่ต้องการถูกผู้คนจากสำนักพฤกษาสวรรค์จับได้กระมัง”
“ก็ถูกของเจ้า หลงอยู่บนภูเขาย่อมดีกว่าถูกฆ่า”
ในขณะที่ทุกคนคิดว่าลู่เฉินวิ่งเข้าไปในหมอกเพื่อหลีกเลี่ยงคนเหล่านี้ แต่ลวี่ซ่างเพียวกำลังถูกโทสะบังตา เขาจึงร้องสั่งและนำผู้คนไล่ตามเข้าไปอย่างไม่ลดละ
ผู้อาวุโสจื่อที่มีสติพลันกระวนกระวายใจขึ้นมาทันที เขาตะโกนบอกลวี่ซ่างเพียวว่า “ท่านอาจารย์! ระวัง! ที่แห่งนี้มีค่ายกลเต็มไปหมด”
“หากเขาไม่กลัว แล้วเราจะกลัวอันใดเล่า?” ลวี่ซ่างเพียวคิดว่าผู้อาวุโสจื่อกลัว
ผู้อาวุโสจื่อจึงตอบอย่างตะกุกตะกักไปว่า “อาจารย์ ท่านลืมไปแล้วหรือว่าเขามีความรู้ค่ายกล”
“ค่ายกล? เขารู้แค่ค่ายกลระดับสวรรค์ แต่ที่นี่เป็นค่ายกลศักดิ์สิทธิ์ เจ้าคิดว่าเขาสามารถควบคุมหรือดัดแปลงมันได้กระนั้นหรือ?” ลวี่ซ่างเพียวยอมรับว่าลู่เฉินมีความรู้ในด้านค่ายกล แต่ถ้าอยากจะควบคุมค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ ลวี่ซ่างเพียวคิดว่าเป็นไปไม่ได้!
ด้วยเหตุนี้ ลวี่ซ่างเพียวจึงตัดสินใจตามไป
แต่ผู้อาวุโสจื่อยังคงรู้สึกไม่สบายใจ คนที่เหลือจากสำนักพฤกษาสวรรค์ก็กังวลเล็กน้อย
จังหวะนั้น เสียงหัวเราะของลู่เฉินพลันดังขึ้นรอบ ๆ ภายในม่านหมอก “ท่านรู้ได้อย่างไรว่าข้าไม่สามารถควบคุมค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์นี้ได้”
“การที่จะควบคุมค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ อย่างน้อยจะต้องเป็นปรมาจารย์ค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ ทั่วทั้งดินแดนทักษิณา ผู้ที่ครองฉายาปรมาจารย์ค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์มีไม่เกินห้าคน สามคนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่ง และอีกสองคนคือคนเก่าคนแก่” ลวีซ่างเพียวเอ่ยอย่างโอหังประหนึ่งว่าเขารู้ทุกสิ่งทุกอย่าง
ทว่าเสียงของลู่เฉินกลับดังขึ้นรอบตัวเขา “แล้วเจ้ารู้หรือไม่ว่าตอนนี้ข้าอยู่ที่ใด?”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนั้น พวกเขาก็ตระหนักได้ว่าพวกตนไม่สามารถแยกแยะที่มาของเสียงได้เลย พวกเขาจึงพลันชะงักงัน และบางคนถึงกับตื่นตระหนก
ผู้อาวุโสจื่อกังวลมากยิ่งขึ้น “อาจารย์ พวกเรากลับทางเดิมกันเถอะ”
ลวี่ซ่างเพียวก็เริ่มรู้สึกไม่ดีเล็กน้อยเช่นกัน เขาจึงบอกกับทุกคนว่า “ไปกัน กลับไปก่อน อย่าไปสนใจคนขี้โกงนั่นเลย”
เมื่อครู่ยังมีท่าทีก้าวร้าว แต่ตอนนี้กลัวจนหัวหด ลู่เฉินอดไม่ได้ที่จะหัวเราะ “โอกาสอันดีเช่นนี้ เหตุใดพวกเจ้าไม่มาประลองกับข้าเสียหน่อยเล่า?”
“ถ้าเช่นนั้นเจ้าก็ออกมาสิ!” ลวี่ซ่างเพียวตวาด
“อย่ากังวล รอให้ข้าได้เล่นสนุกกับค่ายกลนี้ก่อน”
“เล่นกระนั้นหรือ? เจ้าคิดว่าตัวเองเป็นผู้ใด” ลวี่ซ่างเพียวตะคอก
แต่ในยามนี้เอง ท้องฟ้าพลันเปลี่ยนเป็นมืดมน และในขณะเดียวกันก็มีเสียงฟ้าร้องฟ้าแลบไปทั่ว ทำให้ผู้อาวุโสเหล่านั้นตกใจจนหน้าซีดเซียว
ผู้อาวุโสจื่อยังคงร้อนรน “อาจารย์ รีบไปกันเถอะ!”
ลวี่ซ่างเพียวรีบตะโกนว่า “ถอย!”
คนเหล่านี้กลับไปทางเดิม แต่พลังของค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์นี้ไม่ธรรมดา โดยเฉพาะอย่างยิ่งสายอัสนีที่ฟาดลงมา
ครืน!
สายฟ้าฟาดใส่คนเหล่านี้ บางคนที่มีพื้นฐานการฝึกฝนที่อ่อนแอพลันส่งเสียงกรีดร้องโหยหวน แต่พวกเขาไม่อยากตายแบบนี้ ดังนั้นบางคนจึงตัดสินใจเผากายเนื้อของพวกเขา ส่วนผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดก็ตัดสินใจบินออกไป พยายามหนีไปให้เร็วที่สุด
ผู้อาวุโสจื่อตื่นตระหนกทันที “อาจารย์ เราก็ทิ้งร่างของเราไปเถอะ”
“ทิ้งร่างงั้นหรือ?” ลวี่ซ่างเพียวลังเล เพราะหากไร้กายเนื้อแล้ว พวกเขาจะมีเพียงแค่วิญญาณก่อกำเนิดที่เปราะบาง แต่ในตอนนี้เขาไม่มีทางเลือกใดอีก ทำให้แม้จะไม่เต็มใจก็ต้องทำ!!
ทางด้านผู้อาวุโสจื่อ เขาไม่สนใจสิ่งใดอีก เร่งเผาร่างของตนเอง ก่อนจะกระตุ้นวิญญาณก่อกำเนิดและพยายามหนีไปให้เร็วที่สุด!
ทันใดนั้น ที่แห่งนี้ก็เหลือเพียงลวี่ซ่างเพียว
ลวี่ซ่างเพียวเริ่มตระหนก ส่วนลู่เฉินยิ้มอยู่ในความมืดแล้วเอ่ยขึ้นว่า “ทำไมเล่า? ตัดใจการบ่มเพาะของร่างนี้ไม่ได้งั้นหรือ?”
“ถ้า… ถ้าเจ้ามีสิ่งใดจะพูดก็พูดกันดี ๆ!” ลวี่ซ่างเพียวร้อนรน หน้าผากของเขามีเหงื่อไหลซึมออกมา ทว่าสายฟ้ากลับฟาดลงมาที่ร่างกายของเขาจนทั่วกายปกคลุมไปด้วยกลิ่นไหม้ ทำให้เขาไม่มีแม้แต่เรี่ยวแรงจะวิ่งหนี ได้แต่พิงหลังลงที่ก้อนหินและมองไปรอบ ๆ