ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 173 แท้จริงแล้ว ตัวข้าเป็นผู้มีเมตตา!
บทที่ 173 แท้จริงแล้ว ตัวข้าเป็นผู้มีเมตตา!
“ยังไม่หนีอีกหรือ?” บัดนี้ลู่เฉินปรากฏตัวขึ้นจากม่านหมอก เขายกยิ้มเมื่อเห็นร่างของลวี่ซ่างเพียวที่ไหม้เกรียม
แท้จริงแล้วลวี่ซ่างเพียวเองก็อยากหนีเช่นกัน แต่กายเนื้อนี้ทำให้เขาไม่มีทางเลือก ทำได้เพียงพูดอย่างหดหู่ว่า “ตราบใดที่เจ้าไม่ฆ่าข้า ข้าจะไม่ยุ่งกับเจ้าอีก เป็นอย่างไร?”
ลู่เฉินมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ดูเหมือนว่าเจ้าจะหวงแหนกายเนื้อของเจ้ามาก”
“ข้า…” ลวี่ซ่างเพียวกังวลเล็กน้อย
ลู่เฉินจึงเอ่ยว่า “อย่างไรเสีย ร่างกายของเจ้าก็ถูกกำจัดไปแล้วครั้งหนึ่ง”
“เจ้า… เจ้ารู้ได้อย่างไร?!” ดวงตาของลวี่ซ่างเพียวเบิกกว้าง
ลู่เฉินจึงอธิบายต่อ “เมื่อครู่ ข้ามองทะลุจิตวิญญาณของเจ้า และพบว่าจิตวิญญาณกับร่างกายของเจ้าดูเหมือนจะไม่ประสานกันดีนัก ข้าคิดว่าร่างกายของเจ้านี้ไม่ใช่ของเจ้า ซึ่งหมายความว่า เจ้าสร้างมันขึ้นมาใหม่”
สีหน้าของลวี่ซ่างเพียวเปลี่ยนไปอย่างมาก “เจ้ารู้เรื่องนี้ด้วยหรือ?”
เดิมทีลู่เฉินเพียงแค่ต้องการเห็นวิญญาณของอีกฝ่ายเท่านั้น ทว่าบังเอิญพบว่าร่างกายและวิญญาณของคนผู้นี้ไม่ประสานกันดี
แต่ลู่เฉินไม่ได้บอกลวี่ซ่างเพียวไปทั้งหมด เขาเพียงแค่พูดว่า “ข้ารู้ได้อย่างไร เจ้าไม่จำเป็นต้องเข้าใจ”
“ชะ… เช่นนั้นแล้วเจ้าต้องการสิ่งใด?” ลวี่ซ่างเพียวถามอย่างตะกุกตะกัก
ลู่เฉินค่อย ๆ คลี่ยิ้มออกมา “แท้จริงแล้ว ตัวข้าเป็นผู้มีเมตตา!”
“เมตตา?! อย่างเจ้าน่ะหรือ?” สีหน้าของลวี่ซ่างเพียวเปลี่ยนไปเมื่อเขานึกถึงสำนักพฤกษาสวรรค์ที่ถูกทำลาย
ลู่เฉินยังคงมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “ดูสิ หากเจ้าไม่ยั่วยุข้า ข้าจะทำร้ายเจ้างั้นหรือ?”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลวี่ซ่างเพียวพลันรู้สึกกระอักกระอ่วนขึ้นมาเล็กน้อย “เช่นนั้นเจ้าก็ปล่อยข้าไปเสียสิ”
“ปล่อยไป? ย่อมได้! แต่ว่า… ต้องทำอะไรบางอย่าง”
ลวี่ซ่างเพียวได้ยินเงื่อนไขเช่นนั้นก็พลันหยิบถุงสุญญะญาณของเขาออกมา “นี่ ของทั้งหมดของข้าอยู่ในนี้ ถ้าเจ้าต้องการ ก็จงเอามันไปให้หมด”
ลู่เฉินมองดูสิ่งที่อีกฝ่ายนำเสนอแล้วยิ้มเย้ยหยัน “อันใดกัน? คิดว่าข้าจะปล้นหรือ?”
“ใน… ในถุงนี้มีหลายสิ่งหลายอย่าง ทั้งยังมีศิลาวิญญาณมากมาย” ลวี่ซ่างเพียวรีบอธิบาย
“เจ้าคิดว่าข้าอยากได้งั้นหรือ?”
“เช่นนั้นเจ้าต้องการอันใด?” ลวี่ซ่างเพียวถามอย่างหดหู่ใจ
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นพลันยิ้มออกมา “ข้าบอกว่า ทำอะไรบางอย่าง ไม่ใช่เจ้าให้ข้า แต่ข้าจะให้เจ้า”
“เจ้าให้ข้างั้นหรือ?” ลวี่ซ่างเพียวงุนงง
“หากเจ้าไม่อยากตายก็อย่าขยับ มิฉะนั้น ข้าจะให้ค่ายกลนี้ขยี้เจ้าให้แหลกทันที!”
ลวี่ซ่างเพียวรีบเอ่ยอย่างกระวนกระวาย “เจ้าต้องการทำอันใด?”
ลู่เฉินเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ก่อนจะร้องสั่งให้หันหลัง ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมแต่โดยดีเพราะกำลังบาดเจ็บหนัก ทว่าปากของลวี่ซ่างเพียวก็ยังคงถามอย่างกระวนกระวายใจว่า “เจ้าจะทำอะไรกันแน่?”
ลู่เฉินวางมือข้างหนึ่งไว้บนหลังของอีกฝ่าย และเพียงอึดใจต่อมา ลวี่ซ่างเพียวก็พลันรู้สึกถึงพลังแปลกประหลาดรอบวิญญาณก่อกำเนิดของเขา
หลังจากสัมผัสได้ว่าพลังนั้นไม่ธรรมดา ลวี่ซ่างเพียก็ตกใจยิ่งนัก “เจ้าอยู่ขั้นสร้างรากฐาน เหตุใดเจ้าถึงมีพลังประหลาดเช่นนี้ได้?!”
ลู่เฉินไม่ตอบ กระทั่งผ่านไปครู่หนึ่ง ชายหนุ่มก็ชักมือออกมาด้วยรอยยิ้ม “อักขระยันต์หุ่นเชิด”
“อันใดนะ?” ดวงตาของลวี่ซ่างเพียวเบิกกว้าง ทว่าลู่เฉินก็เพียงมองอีกฝ่ายด้วยรอยยิ้ม “นี่คือสิ่งที่ข้าต้องการให้เจ้า”
ลวี่ซ่างเพียวตกตะลึง เขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินที่เป็นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจะรู้จักอักขระยันต์หุ่นเชิด!!
เมื่อจัดการธุระเรียบร้อย ลู่เฉินก็เอ่ยปากไล่อีกฝ่ายที่ยังคงตกตะลึง “เอาล่ะ เจ้าไปได้แล้ว”
ลวี่ซ่างเพียวตกใจ และเมื่อตั้งสติได้ เขาก็รีบวิ่งจากไปทันที
ทว่าเสียงของลู่เฉินกลับดังขึ้นจากอักขระยันต์หุ่นเชิด “ที่ข้าให้เจ้ามีชีวิตอยู่ เพราะข้าต้องการให้เจ้าทำสิ่งหนึ่ง”
ลวี่ซ่างเพียวที่กำลังวิ่งหนี จู่ ๆ ได้ยินเสียงจากในร่างกายของตนเอง จึงเอ่ยออกมาด้วยความตื่นตระหนก “เจ้า… เจ้าต้องการให้ข้าทำสิ่งใด?!”
“หลังจากที่เจ้ากลับไปที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้ว จงตรวจสอบผู้คนในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ให้ข้า”
“ตรวจสอบพวกเขางั้นหรือ?” ลวี่ซ่างเพียวไม่รู้ว่ามันหมายความว่าอย่างไร แต่หลังจากที่ลู่เฉินอธิบายแล้ว ลวี่ซ่างเพียวผู้นี้ก็ทำได้แค่ต้องตกลงแม้จะรู้สึกลนลานไม่น้อย
ลู่เฉินยังคงยืนยิ้มอยู่ท่ามกลางหมอกอันหนาทึบ และไม่นานก็เดินออกไป
หลังจากนั้น เขาก็กลับขึ้นสู่ยอดเขาเต๋าเมฆาราวกับว่าไม่มีเหตุการณ์ใดเกิดขึ้น
ทว่าทันทีที่ออกมาจากม่านหมอก ชายผู้สวมเสื้อคลุมยาวสีน้ำเงินก็พลันปรากฏตัวขึ้น ในมือของชายผู้นี้มีหอกสีดำทมิฬ เขายืนอยู่ที่นั่นและจ้องมองไปยังลู่เฉิน
คนผู้นี้ไม่ใช่ใครอื่น แต่เป็น ฟางหมิง จากสำนักค่ายกลสวรรค์
ฟางหมิงผู้นี้เอ่ยอย่างตรงไปตรงมาว่า “เจ้าหนุ่ม พวกเรามาคุยกันเสียหน่อย”
“คุยอันใด?”
ทันทีที่ฟางหมิงขยับกาย หมอกที่อยู่โดยรอบก็เปลี่ยนไป จากนั้นทั้งสองก็ปรากฏตัวขึ้นกลางป่า และนี่ก็คือค่ายกลที่ฟางหมิงจัดเตรียมไว้
ทว่าลู่เฉินไม่ได้ตกใจกลัว เขาถามออกไปด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าจะทำอันใด?”
“มอบเจี่ยลัวผู้นั้นให้ข้า จากนั้นความคับข้องใจของเราก็จะถูกลืมเลือน”
“ความคับข้องใจหมดสิ้นไปเช่นนั้นหรือ?” ลู่เฉินเผยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ใช่ ตราบใดที่เจ้าพาเขามาและส่งมอบให้ข้า ข้าจะไม่ไปตอแยเจ้าอีก”
หลังจากได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มอย่างขมขื่น “เจ้ารู้หรือไม่ว่าข้าสัญญาอะไรกับเจี่ยลัว?”
“อันใด?”
“ข้าพูดว่า ข้าจะล้างแค้นให้อาจารย์ของเขา”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ฟางหมิงเบิกตากว้าง “เจ้าหนุ่ม เจ้าต้องการที่จะยุ่งเรื่องผู้อื่นงั้นหรือ?”
“ข้าผู้นี้ไม่ชอบเข้าไปยุ่งเรื่องของผู้อื่น แต่ถ้ามันเกี่ยวข้องกับคนของข้า ข้าก็จะจัดการมันให้ได้ไม่ว่าจะยุ่งยากเพียงใดก็ตาม”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ฟางหมิงก็เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ตอนนี้ไม่มีใครสามารถช่วยเจ้าได้”
“เจ้าคิดว่าข้าต้องการคนช่วยเหลืองั้นหรือ?”
“ไร้สาระ ข้าอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม และรอบบริเวณนี้ยังมีค่ายกลที่ข้าวางไว้ หากไม่มีผู้ใดช่วยเหลือเจ้า เจ้าย่อมไม่มีทางที่จะมีชีวิตรอดกลับไปได้!” ฟางหมิงเอ่ยอย่างโอหัง
ทว่าลู่เฉินกลับจ้องไปยังหอกสีดำพลางกล่าวด้วยรอยยิ้มว่า “การวางค่ายกลของเจ้าไม่เลว แต่เจ้าต้องยืมพลังจากสมบัติวิญญาณในมือจึงจะได้ผล”
ฟางหมิงหรี่ตาลง “เจ้ารู้?”
“พูดถึงการวางค่ายกล ข้ารู้มากกว่าเจ้าไม่น้อย”
“น่าขันนัก!” ฟางหมิงเอ่ยอย่างดูถูก
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “เอาล่ะ อย่าพูดไร้สาระกันเลย มาเถอะ!”
“เจ้าคิดว่าข้าไม่กล้าทำอันใดงั้นหรือ?” ฟางหมิงตวาดลั่น
“เช่นนั้นเจ้าก็ลองดู ประเดี๋ยวจะได้รู้เอง”
“รนหาที่ตายนัก!” ฟางหมิงปล่อยฝ่ามือเปลวเพลิงออกไป
ทว่าลู่เฉินกลับเดินไปที่ต้นไม้ต้นหนึ่ง ก่อนที่ทั้งร่างจะหายไป ทำให้ฟางหมิงตกใจจนรีบขยับหอกในมือ เพื่อบังคับให้ลู่เฉินที่ซ่อนตัวอยู่ในหมู่ต้นไม้เผยตัวออกมา
แต่หอกนั้นไม่ฟังคำสั่ง ทำให้ฟางหมิงเริ่มกังวลใจขึ้นมา
ในจังหวะนั้น เสียงหัวเราะของลู่เฉินพลันดังขึ้น ก่อนที่ชายหนุ่มจะกล่าวว่า “เป็นอย่างไร ควบคุมมันไม่ได้งั้นหรือ?”
ฟางหมิงมองไปรอบ ๆ ทันที “เจ้าหนุ่ม เจ้าทำสิ่งใดลงไป!”
“นี่คือสมบัติวิญญาณของเจ้า เจ้าคิดว่าข้าจะทำสิ่งใด?” ลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้มที่ทำให้ฟางหมิงร้อนรน
จากนั้นลู่เฉินก็ปรากฏตัวบนต้นไม้อีกครั้ง “ค่ายกลที่เจ้าวางไว้ บัดนี้ถูกข้านำไปใช้ประโยชน์แล้ว”
ฟางหมิงรู้สึกขัดใจนัก โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อเขาได้ยินคำพูดของลู่เฉิน เจ้าตัวจึงตวาดด้วยความโกรธเกรี้ยว “รอก่อน! ข้าจะยกเลิกค่ายกลนี้!”
“หากเจ้าควบคุมหอกไม่ได้ เจ้าก็จะควบคุมค่ายกลนี้ไม่ได้” ลู่เฉินยังคงยั่วยุอีกฝ่าย ทำให้ฟางหมิงโกรธจนต้องโจมตีออกไปอีกครั้ง
แต่ลู่เฉินกลับหายตัวไปเช่นเดิม และปรากฏตัวขึ้นที่จุดอื่น “ค่ายกลพฤกษาลวงตาของเจ้าไม่เลวเลย”
เดิมทีฟางหมิงต้องการใช้ค่ายกลนี้เพื่อจัดการกับลู่เฉิน แต่กลับถูกตลบหลังเอาเสียได้ เขาจึงโมโห ปากก็กัดฟันเสียแน่น “เจ้า!”
“ว่าอย่างไร? เจ้าจะยอมแพ้เองหรือว่าข้าควรจัดการกับเจ้าแล้วส่งตัวให้กับเจี่ยลัว” ลู่เฉินปรากฏกายขึ้นที่ด้านหลังฟางหมิงไม่ใกล้ไม่ไกลนัก พลางเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม
“คิดจะจัดการข้า? อย่างเจ้าน่ะหรือ?” ฟางหมิงไม่คิดว่าลู่เฉินผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานจะทำอะไรเขาได้ เขาจึงไม่สนใจ ‘คำขู่’ ของลู่เฉิน