ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 175 ของเจ้าหรือ? เช่นนั้นเจ้าลองเรียกดูว่ามันจะตอบรับหรือไม่!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 175 ของเจ้าหรือ? เช่นนั้นเจ้าลองเรียกดูว่ามันจะตอบรับหรือไม่!
บทที่ 175 ของเจ้าหรือ? เช่นนั้นเจ้าลองเรียกดูว่ามันจะตอบรับหรือไม่!
ลู่เฉินหยิบขวดไป และอัดฉีดพลังเข้าไปภายใน หลังจากนั้นไม่นาน… เงาเลือนรางร่างหนึ่งก็ลอยออกมาจากขวด
เงานี้เป็น ‘ร่าง’ ของฟางหมิง
เมื่อฟางหมิงเห็นลู่เฉิน เขาก็ด่าว่าทันที “สารเลว ปล่อยข้าออกไปเร็วเข้า!”
“เป็นไปไม่ได้ที่จะปล่อยเจ้าออกไป” ลู่เฉินยิ้ม ซึ่งฟางหมิงก็ทำได้แค่กัดฟันอย่างโกรธแค้น
ลู่เฉินมองไปที่เจี่ยลัว “เขาไม่เข้าใจภาษาศพของเจ้า แต่ข้าสามารถช่วยเจ้าได้ เพื่อให้เจ้าสามารถพูดภาษามนุษย์ได้ในช่วงเวลาสั้น ๆ”
เจี่ยลัวพยักหน้าอย่างตื่นเต้น ลู่เฉินจึงหยิบเข็มออกมาแล้วแทงเข้าที่หลังคอของเจี่ยลัว
ฟางหมิงคนนี้ไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอะไร แต่เมื่อเจี่ยลัวเปิดปากพูดภาษามนุษย์ออกมา ฟางหมิงก็เป็นอันต้องตกใจ!
“เพราะเหตุใดเจ้าถึงฆ่าท่านอาจารย์ของข้า!” เจี่ยลัวจ้องเขม็งไปที่ฟางหมิง ซึ่งอีกฝ่ายก็ทำเสียงฮึดฮัดแล้วกล่าวว่า “เขาเอาสิ่งที่ควรเป็นของข้าไป!”
“เพราะตำราเล่มนั้น?”
“ใช่!” ฟางหมิงตอบ
เมื่อได้ยินดังนั้นเจี่ยลัวก็โมโหมาก ปรารถนาจะฆ่าฟางหมิงให้ตาย! ทว่าเพราะไม่มีกายเนื้ออีกแล้ว ฟางหมิงจึงไม่รู้สึกกลัวแม้แต่น้อย ทั้งยังกล่าวยียวนอีกด้วยว่า “ข้าไม่มีร่างกายอีกต่อไปแล้ว ต่อให้เจ้าต้องการฆ่าข้า เจ้าก็ไม่มีโอกาสหรอก!”
“เจ้า!” เจี่ยลัวกัดฟันด้วยความโกรธจัด
ลู่เฉินกล่าวกับเจี่ยลัวว่า “ข้าจะสอนวิธีให้เจ้า”
“วิธี?”
ลู่เฉินจึงสอนวิธีที่เจี่ยลัวจะสามารถใช้จัดการกับวิญญาณได้
ดังนั้นเมื่อเจี่ยลัวหยิบกระบี่ที่เปลี่ยนจากต้นไม้ผีขึ้นมาแล้วสะบัดเหวี่ยงเข้าใส่ ฟางหมิงก็รู้สึกราวกับว่าวิญญาณของเขาถูกบางสิ่งบางอย่างตัดสะบั้น มันเจ็บปวดจนแทบสิ้นชีวิต
ปฏิกิริยาเช่นนั้นของฟางหมิงทำให้เจี่ยลัวยิ่งได้ใจ เขาฟาดฟันลงไปซ้ำ ๆ ไม่หยุด
ฟางหมิงที่ทนไม่ไหวร้องตะโกนด้วยความเจ็บปวด “หยุด!”
ทว่าเจี่ยลัวปฏิเสธที่จะฟัง ทำให้ฟางหมิงยิ่งร้อนใจ “ถ้าข้ารู้ก่อนหน้านี้ ข้าคงจะฆ่าเจ้าไปแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็เริ่มสงสัย “ไม่ว่าอย่างไร ท่านอาจารย์ของเขาก็ถูกเจ้าทำร้ายจนบาดเจ็บ และหากเจ้าสามารถควบคุมสถานการณ์ได้ เหตุใดตอนนั้นเจ้าจึงไม่ออกมาจัดการให้มันจบ ๆ ไป?”
ฟางหมิงไม่ต้องการอธิบาย แต่เจี่ยลัวกลับขู่ว่า “จะพูดหรือไม่!”
ฟางหมิงจึงรีบพูดด้วยความตกใจว่า “ในครานั้น ข้าเพิ่งควบคุมสัตว์ปีศาจให้ทำร้ายเจ้า ทว่าข้าไม่ค่อยชำนาญนัก จึง…”
หลังได้ยินเช่นนั้น ลู่เฉินก็พลันเข้าใจ
แต่เจี่ยลัวไม่สนใจ เขายังคงโจมตีฟางหมิงต่อไป จนกระทั่งวิญญาณของอีกฝ่ายตกอยู่ในสภาพสะบักสะบอม และถูกดูดกลับไปที่ขวดผนึกวิญญาณ
เช่นนี้เจี่ยลัวจึงสงบลงได้
“เอาไปเถอะ” ลู่เฉินมอบขวดผนึกวิญญาณให้เจี่ยลัว ซึ่งอีกฝ่ายก็พยักหน้ารับมาไว้ “ขอบคุณ”
“ไปกันเถอะ” ลู่เฉินจึงพาเจียหลัวกลับไปทันที
…
อีกด้านหนึ่ง บนยอดเขาเต๋าเมฆา หลังจากโหย่วหลงได้ยินว่าลู่เฉินสบายดี เขาพลันมีความสุขเล็กน้อย ในขณะที่เกาจี้รู้สึกประหลาดใจ “เขายังไม่ตายหรือ?”
“ดีแล้ว เพราะนั่นแสดงว่าพวกเรายังมีโอกาสลงมือ” โหย่วหลงกล่าวเสียงเย็น
เกาจี้พยักหน้า ส่วนโหย่วหลงก็มองไปที่ชายร่างเตี้ยท่ามกลางผู้คนที่อยู่ข้างหลัง “เตรียมตัวให้ดี ถ้าเจ้าปะทะกับเขา เจ้าแน่ใจหรือไม่ว่าเจ้าจะชนะ?”
“แน่นอน ข้าจะทำให้เขาอยู่ไม่สู้ตาย!” ชายคนนั้นตอบ
โหย่วหลงพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ ก่อนจะหันไปทางเกาจี้ “ส่งขวดปิดผนึกวิญญาณให้เขา”
ในขณะที่เกาจี้กำลังจะหยิบขวดปิดผนึกวิญญาณ เขากลับพบว่าขวดไม่อยู่กับตนเองอีกต่อไปแล้ว
สิ่งนี้ทำให้เกาจี้ตกใจและงงงวย “มันหายไปแล้ว!
“หายไป?” โหย่วหลงเบิกตากว้าง ในขณะที่เกาจี้ตื่นตระหนก “ข้า ข้าเก็บไว้ในนี้ชัด ๆ”
“หายไปตั้งแต่เมื่อไหร่?” โหย่วหลงถาม เพราะท้ายที่สุดแล้วขวดผนึกวิญญาณก็มีค่ามาก
เกาจี้ซึ่งไม่ค่อยแน่ใจนักก็เอ่ยติด ๆ ขัด ๆ “อ… อะ… เอ่อ”
“พูด!” โหย่วหลงกล่าวอย่างร้อนใจ ในขณะที่ใบหน้าของเกาจี้กลายเป็นย่ำแย่
ทันใดนั้น ลู่เฉินและเจี่ยลัวก็กลับมา
หลังจากจ้องมองลู่เฉินและเจี่ยลัวสักพัก โหย่วหลงก็รู้สึกได้ถึงขวดปิดผนึกวิญญาณ… ว่ามันอยู่ที่เจี่ยลัว!
สิ่งนี้ทำให้โหย่วหลงฉงน “ทำไมถึงอยู่ที่เขา!”
“ที่ใด?” เกาจี้แปลกใจ
“ที่ซากศพนั่น!”
“เป็นไปได้อย่างไร?” ต่อให้ตีให้ตาย เกาจี้ก็ไม่เชื่อ แต่โหย่วหลงกลับเดินนำไปหาเจี่ยลัวแล้ว
หนานเหยากำลังจะถามลู่เฉินว่าทั้งสองหายไปไหน ทว่าคนจากวังเหมันต์สงัดกลับเดินเข้ามา ทำให้หนานเหยาและคนอื่น ๆ ระมัดระวังตัว และแม้แต่ปิงหลิวหลียังเอ่ยเตือนว่า “ที่นี่ห้ามต่อสู้”
“ข้ามาหาเขา เพราะจะมาเอาของของข้าคืน!” โหย่วหลงจ้องไปที่เจี่ยลัว
“ของของเจ้า?” ปิงหลิวหลีงุนงง ขณะที่หนานเหยาจ้องเขม็งพร้อมเอ่ยว่า “ข้าว่า เจ้าแค่เจตนาจะจับผิด!”
โหย่วหลงส่งเสียงฮึดฮัด และเพียงแค่คิด ขวดผนึกวิญญาณก็พลันบินออกจากร่างเจี่ยลัว
เจี่ยหลัวตกใจ แต่ในขณะที่ขวดกำลังจะลอยออกไป ลู่เฉินกลับคว้าขวดนั้นด้วยมือข้างเดียวแล้วคลี่ยิ้ม “สิ่งนี้ไม่ใช่ของของเจ้า”
โหย่วหลงขมวดคิ้ว เขาไม่พอใจที่ลู่เฉินเข้ามาขวาง “เจ้าหนุ่ม ปล่อยมือเสีย!”
“หากข้าไม่ปล่อยเล่า?”
ฝูงชนที่อยู่ใกล้เคียงต่างก็สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
โหย่วหลงรู้สึกหงุดหงิดขึ้นมา “นี่คือของของข้า!”
“มีหลักฐานอะไรหรือว่าเป็นของเจ้า?”
“ข้าขัดเกลามันแล้ว และสามารถควบคุมมันได้!”
ลู่เฉินยิ้มออกมา “ข้าเองก็ควบคุมมันได้ แล้วข้าก็ทำให้มันเชื่อฟังได้ นี่ไม่ใช่หมายความว่ามันเป็นก็ของของข้ารึ?”
“เป็นไปไม่ได้!”
ทว่าลู่เฉินกลับฉีกยิ้มชั่วร้ายออกมา “ก็ได้ ลองเรียกมันสักคำสิ ว่ามันจะฟังเจ้าหรือไม่?”
พูดจบ ลู่เฉินก็พลันปล่อยมือ ทว่าขวดผนึกวิญญาณนี้กลับนิ่งอยู่บนฝ่ามือของลู่เฉินโดยไม่ขยับเขยื้อนไปไหน
ทางฝั่งโหย่วหลง เขาพยายามควบคุมมันอย่างบ้าคลั่ง ถึงขนาดเหงื่อแตกพลั่กทั่วหน้าผาก ทว่าขวดนั้นก็ยังคงตั้งตรงไม่ขยับไปไหน
หนานเหยาพูดติดตลก “เจ้าเห็นหรือไม่? สิ่งนี้ไม่ฟังเจ้า!”
ผู้คนต่างชี้มาทางนี้ พากันพูดว่าคนจากวังเหมันต์สงัดใส่ร้ายคิดปล้นชิงสิ่งของของผู้อื่น ทว่ากลับต้องหน้าแตกเนื่องจากไม่สามารถ ‘แย่ง’ มาได้
คำพูดเหล่านี้ทำให้สีหน้าโหย่วหลงกลายเป็นย่ำแย่
“เป็นอย่างไร ยังคิดว่ามันเป็นของเจ้าหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้ม
โหย่วหลงจำได้แม่น และกระทั่งรู้สึกได้อย่างชัดเจนว่ามันเป็นของของเขา แต่ตอนนี้มันกลับไม่เชื่อฟังเขา ซึ่งมันทำให้เขาสับสนยิ่งนัก ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น นอกจากพูดอย่างเย็นชาว่า “เจ้าหนุ่ม ฝากไว้ก่อน!”
หลังจากเอ่ยจบ โหย่วหลงก็พาคนจากไป
หนานเหยาวางมือบนสะโพกและเอ่ยอย่างขุ่นเคือง “เจ้าพวกนี้ คิดว่าตัวเองเก่งมากรึ? เห็นอะไรก็บอกว่าเป็นของพวกเขาไปเสียหมด!”
“มันเป็นของพวกเขาจริง ๆ แต่ตอนนี้มันเป็นของข้าแล้ว” ลู่เฉินเอ่ยอย่างใจเย็น ในขณะที่หนานเหยาและคนอื่น ๆ ผงะ
เจี่ยลัวเองก็ตกตะลึงเช่นกัน
ลู่เฉินนั่งขัดสมาธิและยิ้มออกมา “ข้าจะลบร่องรอยการขัดเกลาของเขาออกก่อน เพื่อไม่ให้เขารู้สึกได้”
ลบร่องรอยการขัดเกลา?
หนานเหยาและคนอื่น ๆ ตกตะลึงเมื่อได้ยินเรื่องนี้
ชายหนุ่มรีบลบร่องรอยออกแล้วส่งมอบให้เจี่ยหลัว
ทางฝั่งของวังเหมันต์สงัด หลังจากที่โหย่วหลงขาดการติดต่อกับขวดอย่างกะทันหัน สีหน้าของเขาก็พลันเปลี่ยนไปอย่างมาก “น่าตายนัก!!”
ผู้คนในวังเหมันต์สงัดต่างสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
แต่โหยวหลงผู้นี้ไม่ได้อธิบาย เพียงแค่นั่งขัดสมาธิและหลับตา
ลู่เฉินใช้ ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ และสัมผัสได้อย่างชัดเจนว่าจิตวิญญาณของอีกฝ่ายได้ ‘เดิน’ ออกมา และค่อย ๆ ใกล้เข้ามาเรื่อย ๆ
และทันทีที่จิตวิญญาณของโหย่วหลงสัมผัสกับร่างกายของลู่เฉิน อีกฝ่ายก็ได้ลอดผ่านเข้าไป โดยมีเป้าหมายที่จะขโมย ‘ ความทรงจำ’ ของลู่เฉินเพื่อที่จะหาต้นตอของเรื่องที่เกิดขึ้น
ทว่าทันทีที่จิตวิญญาณนี้ ‘บุกรุก’ เข้าไปในห้วงจิตวิญญาณ เสียงของลู่เฉินก็พลันดังขึ้นในพื้นที่นั้น “เอาล่ะ เมื่อเจ้าเข้ามาแล้ว เช่นนั้นเราก็มาสนุกกันเถอะ!”
‘ห้วงจิตวิญญาณ’ ที่ว่านี้มีอยู่ในทุกผู้ทุกคน และเนื่องจากผู้ฝึกตนแต่ละคนมีการฝึกฝนวิถีทาง และจิตวิญญาณที่แตกต่างกันออกไป
ดังนั้น ‘ห้วงจิตวิญญาณ’ ของพวกเขาแต่ละคนจึงต่างกัน และขึ้นอยู่กับความแข็งแกร่งของจิตวิญญาณของคนนั้น ๆ!
แต่สิ่งที่โหย่วหลงไม่ได้คิดฝันถึงก็คือ ‘พื้นที่’ ของผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานอย่างลู่เฉินนั้นจะ ‘กว้างใหญ่ไพศาล’ ราวกับว่าเขายืนอยู่ในความว่างเปล่าอันมืดมิด
สิ่งนี้ทำให้ดวงตาของโหย่วหลงเบิกกว้างด้วยความตกใจ “ห้วงจิตวิญญาณของเจ้าใหญ่ขนาดนี้ได้อย่างไร!”