ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 176 จิตวิญญาณเสียหาย ทำให้ได้รับบาดเจ็บ!
บทที่ 176 จิตวิญญาณเสียหาย ทำให้ได้รับบาดเจ็บ!
เมื่อเห็นว่าจิตวิญญาณของโหย่วหลงสั่นคลอน ลู่เฉินก็พลันฉีกยิ้มกว้าง “เจ้าคิดเห็นอย่างไร?”
โหย่วหลงรู้สึกว่ามีบางอย่างผิดปกติ ดังนั้นจิตวิญญาณของเขาจึงกลายเป็นเลือนราง และคิดที่จะออกจากที่นี่ไป
แต่พื้นที่นี้เป็นเหมือนท้องฟ้าที่เต็มไปด้วยดวงดาวมากมาย ทางเข้าออกที่เคยมีได้หายไปแล้ว!
สิ่งนี้ทำให้โหย่วหลงร้อนใจ ส่วนลู่เฉินก็แอบหัวเราะอยู่ในใจ “ด้วยจิตวิญญาณของขั้นก่อกำเนิด เจ้ายังคิดจะหนีอีกหรือ?”
โหย่วหลงไม่รู้ว่าลู่เฉินเคยเกิดมาหลายชาติหลายภพแล้ว ดังนั้นจิตวิญญาณของเขาจึงแข็งแกร่งยิ่งนัก ผู้ฝึกตนทั่วไปไม่อาจเทียบเทียมได้เลย
ไม่เพียงแค่นั้น ห้วงจิตวิญญาณของลู่เฉินยังมั่นคงมาก แม้ว่าโหย่วหลงจะพยายามโจมตีทุกที่ ก็ไม่สามารถทำร้ายลู่เฉินได้เลย เขาถึงขนาดจ้องมองอย่างหยอกล้อกลับไปด้วยซ้ำ “จิตวิญญาณของเจ้า ใช้พลังไปเกือบหนึ่งในสิบส่วนแล้วสินะ?”
พลังของจิตวิญญาณย่อมมาจากพลังจิตวิญญาณของผู้เป็นเจ้าของ
โดยทั่วไปแล้ว การที่จิตวิญญาณของผู้ฝึกตนออกนอกร่าง จะต้องรักษาจิตวิญญาณของเขาไว้อย่างน้อยหนึ่งในสิบส่วน จิตวิญญาณถึงจะออกจากร่างกายตนและท่องไปรอบ ๆ ได้ ยิ่งไปกว่านั้น จิตวิญญาณยังไม่สามารถโจมตีได้ตามต้องการ
เพราะการโจมตีด้วยจิตวิญญาณจำต้องใช้พลังจิตวิญญาณไปไม่น้อย และหากใช้มากเกินไป จิตวิญญาณก็จะอ่อนแอลง และสุดท้ายก็จะหายไป
โหย่วหลงในยามนี้ก็กำลังเผชิญสถานการณ์เช่นนี้!
แต่แม้จะเป็นเช่นนั้น ทว่าโหย่วหลงก็ยังคงโจมตีอย่างต่อเนื่อง เขากล่าวว่า “เจ้าหนุ่ม ฝากไว้ก่อนเถิด ข้าจะต้องจัดการเจ้าให้ได้!”
“ครั้งที่แล้วจิตวิญญาณของเจ้าก็ถูกแบ่งออกไว้ในร่างของผู้หญิงคนนั้น และครานี้เจ้าก็ยังแบ่งมันออกมาเพื่อแอบเข้ามาในร่างของข้า …คาดว่าจิตวิญญาณของเจ้าคงเสียหายไม่น้อยเลย” ลู่เฉินฉีกยิ้ม
“ถึงจะเสียหาย ข้าก็ยังแข็งแกร่งกว่าเจ้าอยู่ดี!” โหย่วหลงพูดอย่างเย่อหยิ่ง
“โอ้? ดูเหมือนว่าถ้าข้ามีโอกาส ข้าต้องผนึกวิญญาณของเจ้าเสียแล้ว” ลู่เฉินมองเขาด้วยรอยยิ้ม ส่วนโหย่วหลงก็แค่นเสียงหึแล้วพูดขึ้นว่า “ฝันไปเถิด!”
หลังจากพูดจบ โหย่วหลงก็พยายามโจมตีครั้งสุดท้าย แต่ก็ไร้ประโยชน์ สุดท้ายจิตวิญญาณของเขาก็ทำได้แค่สลายหายไป
ในโลกภายนอก โหย่วหลงฟื้นคืนสติกลับมา ใบหน้าของเขาขณะนี้กำลังซีดเผือด มุมปากค่อย ๆ มีโลหิตไหลรินออกมา และกลิ่นอายบนร่างยังอ่อนแอลง
เกาจี้พลันร้อนใจ “เจ้าเป็นอันใดไป?”
ศิษย์คนอื่น ๆ ต่างอยากรู้อยากเห็นเช่นกัน แต่โหย่วหลงมองไปยังลู่เฉินที่อยู่ไกลออกไปอย่างเย็นชา และพูดอย่างไม่เต็มใจนักว่า “ไม่เป็นไร แค่เสียจิตวิญญาณไปเล็กน้อยเท่านั้น”
การสูญเสียจิตวิญญาณไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย เกาจี้จึงกังวลใจ “ถ้าเช่นนั้น ท่านต้องการกลับไปพักฟื้นหรือไม่?”
“ไม่ แค่ข้าได้กินยาหวนวิญญาณเพียงเล็กน้อย อีกครึ่งปีหรือหนึ่งปีข้าก็จะหายดีแล้ว” โหย่วหลงหยิบยาเม็ดสีดำออกมาและกลืนมันลงไป ส่วนสายตาก็ยังคงจับจ้องไปที่ลู่เฉิน
เขาจึงได้เห็นจังหวะที่ลู่เฉินลืมตาพลางเผยรอยยิ้ม
โหย่วหลงพลันสาปแช่งในใจว่า “เขาเป็นเพียงผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น เหตุใดเขาจึงมีห้วงจิตวิญญาณที่ทรงพลังเช่นนี้?”
อย่างไรก็ตาม โหย่วหลงไม่เข้าใจ และตอนนี้ก็ไม่มีใครอธิบายให้เขาฟัง จึงทำได้เพียงออกคำสั่งกับเกาจี้ว่า “ไปหาคนสืบหาที่มาของชายคนนี้ให้ข้า”
“ที่มา?”
“ใช่ ตั้งแต่เกิดจนถึงตอนนี้ ยิ่งละเอียดเท่าไหร่ก็ยิ่งดี”
เกาจี้ส่งเสียงตอบรับ “ขอรับ ข้าจะจัดการเดี๋ยวนี้!”
ครู่ต่อมาเกาจี้ก็จากไป
ลู่เฉินยิ้มออกมาเล็กน้อย ก่อนจะกลับไปหลับตาลง และใช้ ‘วิชาหมื่นวิญญาณ’ สัมผัสสภาพแวดล้อมโดยรอบ
จนถึงวันรุ่งขึ้น
….
ท้องสว่างเจิดจ้า คนจากสำนักต่าง ๆ พร้อมที่จะเคลื่อนไหวอีกครั้ง โดยเฉพาะอย่างยิ่งผู้ที่ยังอยู่ในรายชื่อห้าสิบคนแรก พวกเขามีความกระตือรือร้นมากขึ้น พร้อมแล้วที่จะประลอง!
ส่วนคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นั้น ประมาณหนึ่งชั่วยามต่อมา พวกเขาก็ปรากฏตัวอีกครั้ง
กู่ทงมองไปที่ฝูงชนแล้วเอ่ยว่า “ห้าสิบคนของเมื่อวาน มาจับสลาก!”
เนื่องจากกู่ทงจงใจกลั่นแกล้งลู่เฉิน ด้วยเหตุนี้คนที่ลู่เฉินต้องเผชิญหน้าในครั้งนี้จึงไม่ใช่ใครอื่นนอกจากซือตู๋เทียน
ซึ่งซือตู๋เทียนก็พอใจกับผลลัพธ์เช่นนี้ เช่นเดียวกับคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ยินดีเป็นอย่างมาก
เห็นได้ชัดว่าทุกคนรู้ภูมิหลังของซือตู๋เทียนเช่นกัน หลายคนจึงกระซิบกระซาบว่า “ราชันกระบี่ร้อยคม ซือตู๋เทียน!”
“เขาคือผู้แข็งแกร่งอันดับหนึ่งในขั้นหลอมแก่นแท้ของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เมื่อหลายปีก่อน ยามนี้เขาต้องทรงพลังมากแน่!”
หนานเหยารู้สึกฉงนเล็กน้อย “ท่านอาจารย์ ตอนที่เผชิญหน้ากันคราที่แล้ว ไม่ใช่ว่าคนผู้นี้อยู่ในขั้นก่อกำเนิดหรือ?”
“คงกดขั้นพลังไว้ที่ขั้นหลอมแก่นแท้” ลู่เฉินอธิบาย
หลังจากที่หนานเหยาได้ยินเรื่องนี้ นางก็ขุ่นเคืองขึ้นมา “ข้าจะไปรายงาน!”
“ไม่จำเป็น” ลู่เฉินไม่ได้สนใจเรื่องนี้นัก แต่หนานเหยายังคงกังวล “ท่านอาจารย์ เขาโกงนะ!”
“วางใจเถิด อย่าพูดถึงแค่เขาเลย แม้แต่ยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด ข้าก็ไม่กลัว”
หนานเหยาลังเล “นั่นเพราะมีค่ายกล แต่บนสนามประลองไม่อาจใช้ค่ายกลได้ ข้ากลัวว่า…”
ลู่เฉินยิ้ม “รอดูละครฉากเด็ดก็แล้วกัน”
หนานเหยาอยากรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด โจวอวี๋และคนอื่น ๆ ก็งงงวยเช่นกัน
และเพราะลู่เฉินเป็นกังวลเกี่ยวกับโจวอวี๋มากกว่า เขาจึงหันไปกล่าวว่า “คราวนี้เจ้าต้องเจอกับคนจากวังเหมันต์สงัด ระวังตัวด้วย”
“ผู้อาวุโส ท่านวางใจเถิด” โจวอวี๋กล่าวอย่างมั่นใจ
แต่ลู่เฉินยังคงกังวล “วิชาธาตุน้ำแข็งของวังเหมันต์สงัดจะทำให้วิชาธาตุไฟของเจ้าอ่อนแอลง ดังนั้นต้องระวังด้วย”
เมื่อโจวอวี๋ได้ยินเช่นนี้ เขาก็มีท่าทีจริงจังขึ้นมา “ข้าจะระวังขอรับ!”
หลังจากที่ลู่เฉินครุ่นคิด เขาก็จัดแจงทุกอย่าง ก่อนจะปล่อยให้โจวอวี๋ขึ้นไปบนสนามประลอง
บนสนามประลอง ยามนี้มีชายในชุดเกราะสีครามยืนอยู่บนสังเวียนแล้ว และเรือนร่างของเขายังแผ่ไอเย็นที่น่าเกรงขามออกมา ดูแล้วไม่ต่างอันใดกับเกาจี้เมื่อวานนี้
ทุกคนคิดว่าโจวอวี๋ไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขา
บางคนยังคงพูดว่า “คนผู้นี้น่าจะเป็นนักรบเกราะครามของวังเหมันต์สงัดสินะ”
“ใช่ นักรบเกราะคราม เขามีพลังป้องกันที่แข็งแกร่งมาก”
“แล้วคนผู้นี้จากสำนักเก้าสุขสงบ จะไม่จบเห่หรือ?”
บางคนที่ไม่พอใจกล่าวว่า “คงจะจบเห่เป็นแน่”
หนานเหยามองไปที่ลู่เฉิน “ท่านอาจารย์ คนจากวังเหมันต์สงัดผู้นั้นดูเหมือนจะไม่ธรรมดาเลย”
“ไม่ธรรมดา และการป้องกันก็แข็งแกร่ง ทว่าโจวอวี๋มีรากวิญญาณคู่ ตราบใดที่ไม่ประมาท เขาย่อมสามารถเอาชนะอีกฝ่ายได้” คำอธิบายของลู่เฉินทำให้หนานเหยาเต็มไปด้วยความคาดหวัง
ทว่าปิงหลิวหลีกลับมีท่าทีเคร่งขรึมขึ้นมา “ว่ากันว่านักรบเกราะครามคนนี้สามารถสร้างการป้องกันเป็นชั้นน้ำแข็งที่ทรงพลังมาก รวมถึงใช้การป้องกันในการกักขังผู้คน ดังนั้นจึงกล่าวได้ว่าเขาเป็นผู้ที่อยู่ในขั้นหลอมแก่นแท้ที่รับมือได้ยาก”
“โจวอวี๋เองก็ไม่ได้อ่อนแอ” ลู่เฉินยิ้ม
ปิงหลิวหลีไม่รู้ว่าโจวอวี๋มีความสามารถเพียงใด ดังนั้นนางจึงทำได้เพียงเชื่อใจลู่เฉิน และได้แต่เฝ้าดูอย่างเงียบ ๆ
เมื่อกู่ทงที่อยู่บนสังเวียนเห็นว่าทั้งคู่พร้อมแล้ว เขาจึงถอยออกจากสนาม เปิดเขตป้องกันและมองไปยังคนทั้งคู่ “เริ่มได้เลย!”
นักรบเกราะครามมองไปที่โจวอวี๋อย่างเย็นชา “ยอมรับความพ่ายแพ้เสีย หรือไม่ก็รีบตั้งรับ มิฉะนั้นอีกเดี๋ยวพอข้าฆ่าเจ้าแล้วมันจะดูไม่ได้เอานะ!”
“ผู้ใดจะตายก็ยังไม่แน่!” โจวอวี๋มองไปที่นักรบเกราะครามด้วยรอยยิ้ม
“เช่นนั้นข้าจะให้สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าได้เห็นความร้ายกาจของวังเหมันต์สงัดของข้า!”
ครั้นเอ่ยจบ ไอเย็นจัดราวกับพายุพลันส่งเสียงออกมาดัง ‘วู้ววว’ พร้อมกับสายลมกรรโชกและเกล็ดหิมะที่เข้าล้อมรอบร่างของโจวอวี๋อย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา โจวอวี๋ก็กลายเป็นรูปสลักน้ำแข็ง และยืนนิ่งอยู่ตรงนั้นไม่ไหวติง
ผู้ชมรอบด้านต่างร้องอุทานทันที และบางคนถึงขนาดรู้สึกยินดีบนความทุกข์ของผู้อื่น “เจ้าเห็นหรือไม่ คนของสำนักเก้าสุขสงบมันก็มีความสามารถเพียงเล็กน้อยเท่านั้นแหละ!”
“ทีแรกข้าคิดว่าปีนี้สำนักเก้าสุขสงบจะมีการเปลี่ยนแปลง แต่ดูแล้วก็คงได้เพียงแค่นี้”
หนานเหยาเอ่ยอย่างเป็นกังวลว่า “ท่านอาจารย์ นี่มัน…”