ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 177 ราชันกระบี่ร้อยคม คิดจะใช้ร้อยกระบี่สังหารผู้คน ผลคือกระบี่ไม่เชื่อฟัง!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 177 ราชันกระบี่ร้อยคม คิดจะใช้ร้อยกระบี่สังหารผู้คน ผลคือกระบี่ไม่เชื่อฟัง!
บทที่ 177 ราชันกระบี่ร้อยคม คิดจะใช้ร้อยกระบี่สังหารผู้คน ผลคือกระบี่ไม่เชื่อฟัง!
ลู่เฉินเอ่ยอย่างใจเย็นว่า “อย่ากังวล มันเพิ่งเริ่มต้นเท่านั้น”
หนานเหยาจึงทำได้เพียงต้องรอ แต่เมื่อลู่เฉินหลับตาลง จิตวิญญาณเขาพลันปรากฏเป็นร่าง ‘โปร่งใส’ ขึ้นข้าง ๆ กาย และเนื่องจากจิตวิญญาณของเขามีพลังเท่ากับขั้นพลังของกายเนื้อ จึงทำให้ไม่สามารถทำอะไรได้มากนัก นอกจากยืนแนะนำอยู่ข้าง ๆ โจวอวี๋
“ใช้ไข่มุกนั่นเพื่อดูดซับไอเย็นให้ได้มากที่สุดก็พอ” เสียงของลู่เฉินดังขึ้นข้างหูโจวอวี๋
โจวอวี๋ที่ยังคงดิ้นรนอยู่ตรงนั้นได้ยินเสียงชัดเต็มสองหู คราแรกเขารู้สึกประหลาดใจ ก่อนที่จะเริ่มทำตาม… ด้วยการสั่งการให้ไข่มุกเม็ดนั้นทำงาน!
ว่าแล้วไข่มุกเม็ดนี้สามารถดูดซับพลังของน้ำแข็งที่อยู่รอบ ๆ ได้อย่างบ้าคลั่ง และยังเปลี่ยนมันเป็นปราณธาตุไฟอยู่ภายในไข่มุก
จากนั้นโจวอวี๋ก็ใช้ปราณไฟนี้อีกครั้งเพื่อสร้างการเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ในร่างกาย
ตูม!
เปลวไฟขนาดใหญ่ระเบิดออกมา ทำลายชั้นน้ำแข็งแตกออกเป็นเสี่ยง ๆ
คนที่ล้อมดูอยู่พลันตกใจ
นักรบเกราะครามฉายแววตาเย็นชา จากนั้นไอเย็นเยียบก็ปรากฏขึ้น แต่โจวอวี๋ผู้นี้มีประสบการณ์แล้วจึงไร้ซึ่งความกลัว และเขายังใช้ไข่มุกดูดซับพลังเหล่านี้เพื่อชดเชยปราณของตนเองอีกด้วย
ในเวลาเดียวกัน รองเท้าที่อยู่ใต้ฝ่าเท้าของเขาก็พลันส่งผล ทำให้ความเร็วของเขาเพิ่มขึ้นมาชั่วครู่ เพียงพริบตาก็มาอยู่ตรงหน้านักรบเกราะคราม และแทงอีกฝ่ายด้วยหอกยาวได้แล้ว!
นักรบเกราะครามมีพลังป้องกันที่แข็งแกร่ง ดังนั้นหอกจึงแค่แทงทะลุเกราะอ่อนเท่านั้น ไม่อาจสร้างความเสียหายใด ๆ ได้มากกว่านั้น
“ไปตายซะ!” ว่าแล้วกริชสีฟ้าพลันปรากฏขึ้นในมือของนักรบเกราะคราม ชี้ปลายคมไปที่โจวอวี๋แล้วจ้วงแทงออกไป
ทุกคนคิดว่าโจวอวี๋ต้องตายเป็นแน่
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าจู่ ๆ กริชกลับตกลงสู่พื้นเสียงดัง ‘เคร๊ง’ ทำให้นักรบเกราะครามเหลือเพียงหมัดเปล่าที่ชกออกไป
โจวอวี๋มีเกราะอ่อนปกป้องอยู่ก่อนแล้ว ดังนั้นหมัดนี้จึงไม่มีผลกับเขา
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนงงงวยคือเหตุใดกริชจึงตกลงพื้น?
บางคนถึงกับหัวเราะเยาะ “ดูสิ คนของวังเหมันต์สงัด แม้แต่กริชก็ยังจับไม่แน่นเลย!”
“นี่เรื่องตลกใช่หรือไม่?”
“ช่างแปลกจริง ๆ!”
โหย่วหลงที่เฝ้าดูอยู่พลันขมวดคิ้ว “เกิดอะไรขึ้น?”
นักรบเกราะครามไม่เข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น แต่โจวอวี๋ใช้โอกาสนี้แทงแขนของอีกฝ่ายด้วยหอกยาว ทำให้นักรบเกราะครามกรีดร้องออกมา!
โจวอวี๋ไม่รอช้า พลันใช้หอกที่เขาเชี่ยวชาญโจมตีนักรบเกราะครามอย่างรวดเร็วซ้ำสองอีกครั้ง
หลังจากนั้นไม่นาน แขนขาของนักรบเกราะครามก็บาดเจ็บหนัก ทำให้เขาไร้เรี่ยวแรงที่จะต่อสู้ได้ ทำได้เพียงร้องเสียงหลงอย่างหวาดกลัวออกมาว่า “ข้ายอมรับความพ่ายแพ้!”
กู่ทงประกาศชัยชนะให้โจวอวี๋ด้วยสีหน้าเคร่งขรึม
ทุกคนพลันตกตะลึง พวกเขาคิดไม่ถึงเลยว่าโจวอวี๋จะเอาชนะได้อย่างง่ายดายเช่นนี้ ก่อนที่จะเริ่มพูดคุยกันว่าบางทีงานประลองครานี้สำนักเก้าสุขสงบอาจขึ้นนำเหนือวังเหมันต์สงัดก็เป็นได้
ทางด้านโจวอวี๋ เมื่อกลับมายังฝั่งของสำนักเก้าสุขสงบ หนานเหยาพลันถามอย่างตื่นเต้นว่า “เจ้าเท่มาก!”
ทว่าโจวอวี๋ไม่ตอบคำนาง เขาหันไปหาลู่เฉิน พยักหน้าให้อีกฝ่ายเล็กน้อย ในใจพึมพำเสียงเบา “ขอบพระคุณ ผู้อาวุโส!”
ในชั่วยามถัดจากนั้นเอง กู่ทงพลันตะโกนจากบนสนามประลองว่า “ต่อไป สำนักเก้าสุขสงบ ลู่เฉิน ประลองกับซือตู๋เทียน สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์”
ทันทีที่เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา ลานเต๋าเมฆาพลันมีชีวิตชีวาขึ้นอีกครั้ง เพราะแม้ว่าลู่เฉินจะอยู่ในขั้นสร้างรากฐาน แต่การแสดงออกของเขาเมื่อวานนี้ก็น่าทึ่งเกินไป ทุกคนจึงอยากรู้ว่าวันนี้ลู่เฉินจะแสดงปาฏิหาริย์อีกหรือไม่
ดังนั้นเมื่อลู่เฉินลุกขึ้น ทุกคนก็มองมาที่เขา
หนานเหยาให้กำลังใจว่า “ท่านอาจารย์ สู้ ๆ นะเจ้าคะ!”
ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจและเดินไปที่สนามประลอง ส่วนซือตู๋เทียนก็มาถึงสนามประลองแล้วเช่นกัน
อีกด้านหนึ่ง ขณะนี้โหย่วหลงจากวังเหมันต์สงัดกำลังมองไปยังแขนขาทั้งสี่ที่พิการของนักรบเกราะคราม และเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “เหตุใดกริชของเจ้าถึงได้หล่น?”
นักรบเกราะครามเอ่ยอย่างไม่พอใจ “ข้าเองก็ไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นเช่นกัน”
หลังได้ยินเช่นนั้น โหย่วหลงผู้นี้พลันแสดงท่าทางแปลก ๆ ออกมา ก่อนที่เขาจะมองไปทางลู่เฉินซึ่งกำลังเดินไปที่สนามประลองทีละก้าว “ชายผู้นี้ควบคุมขวดผนึกวิญญาณของข้าได้!”
“หรือว่าเขาจะแอบควบคุมกริชของข้าได้ด้วย?” นักรบเกราะครามเบิกตากว้าง
โหย่วหลงพูดด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “มันน่าจะเป็นเช่นนั้น…”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักรบเกราะครามก็โกรธจัด “ให้ตายเถอะ!”
โหย่วหลงเผยสีหน้าแปลก ๆ ออกมา “ผู้ชายคนนี้เป็นใครกันแน่?!”
ยามนี้ซือตู๋เทียนจ้องเขม็งไปยังลู่เฉิน “เจ้าหนุ่ม คิดไม่ถึงเลยว่าเราจะได้พบกันอีก”
“ครั้งที่แล้วเจ้ารู้สึกอย่างไร?” ลู่เฉินถามซือตู๋เทียนด้วยรอยยิ้ม
ส่วนซือตู๋เทียนก็เอ่ยอย่างเย็นชาว่า “ครั้งที่แล้วข้าอนุญาตให้เจ้าใช้ค่ายกล แต่ที่นี่ไม่มีค่ายกล และยังไม่อาจมีค่ายกลได้!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มออกมา “ดูเหมือนว่าเจ้าจะมั่นใจมากว่าจะจัดการข้าได้”
“ไร้สาระ จัดการกับเจ้านั้นง่ายเหมือนดื่มน้ำ!”
“โอ้? ถ้าอย่างนั้นให้ข้าดูว่าเจ้าทรงพลังแค่ไหน ราชันกระบี่ร้อยคม!” ลู่เฉินมองไปที่ซือตู๋เทียนด้วยรอยยิ้ม ซึ่งซือตู๋เทียนก็พูดอย่างเย็นชาว่า “เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าลองดู!”
หลังจากเอ่ยจบ กระบี่ทั้งร้อยเล่มก็ปรากฏขึ้นรอบ ๆ
บางคนที่เคยเห็นเป็นครั้งแรกพลันอุทานว่า “ดูสิ กระบี่ร้อยเล่ม!”
“ควบคุมกระบี่ร้อยเล่ม พลังควบคุมนี้! ไม่ธรรมดาจริง ๆ!”
“แน่นอน!”
ทุกคนรู้ว่าสำหรับคนคนหนึ่งที่จะควบคุมสมบัติวิญญาณสองสามชิ้นมันก็กินแรงพอแล้ว แต่การควบคุมกระบี่ร้อยเล่มในคราวเดียวนั้นไม่ง่ายเลยจริง ๆ
แม้แต่ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดก็ไม่อาจทำเช่นนี้ได้
แต่ซือตู๋เทียนกลับควบคุมกระบี่นี้ได้อย่างง่ายดาย! และยังมีท่าทีก้าวร้าวราวกับว่ากำลังจะปล่อยให้กระบี่เหล่านี้บินออกไปทำลายลู่เฉินได้ทุกเมื่ออย่างไรอย่างนั้น
ทว่าลู่เฉินกลับสงบนิ่ง และมองซือตู๋เทียนด้วยรอยยิ้ม “กระบี่ของเจ้า ข้าเกรงว่ามันจะไม่ซื่อสัตย์แล้ว!”
“ไม่ซื่อสัตย์หรือ?” ซือตู๋เทียนไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายถึงอะไร
“นั่นหมายความว่าพวกมันอาจจะกลัวข้า!”
“กลัวเจ้าหรือ น่าขันนัก!” ซือตู๋เทียนรู้สึกว่าลู่เฉินกำลังล้อเล่น ส่วนผู้ชมก็คิดว่าลู่เฉินบังอาจล้อเล่นเช่นกัน
ชายหนุ่มยังคงมองไปที่ซือตู๋เทียนด้วยรอยยิ้ม “มาเลย ให้ข้าดูหน่อย”
ซือตู๋เทียนลงมือแล้วจริง ๆ!
กระบี่หล่านี้บินออกไปทีละเล่ม แต่เมื่อกำลังจะสัมผัสลู่เฉิน มันกลับลอยอยู่ตรงนั้นราวกับว่าสัมผัสอะไรบางอย่าง
ทุกคนพลันตกใจและพากันสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้น
บางคนถึงกับถามอย่างโง่ ๆ ว่า “กระบี่เหล่านี้กลัวเขาจริงหรือ?”
แต่บางคนก็รู้สึกแปลก ๆ “นี่มัน จะเป็นไปได้อย่างไร?”
โหย่วหลงที่เห็นเช่นนั้นพลันสามารถสรุปได้ว่าลู่เฉินสามารถควบคุมกระบี่เหล่านั้นได้!! ดังนั้นจึงเตือนซือตู๋เทียนผ่านการถ่ายทอดเสียงว่า “เขาเข้าควบคุมกระบี่ของเจ้าได้”
ซือตู๋เทียนตกตะลึงไปครู่หนึ่ง เพราะคิดไม่ถึงว่าโหย่วหลงจะถ่ายทอดเสียงมาหา …และที่ชวนให้ตกใจยิ่งกว่า นั่นก็คือเรื่องที่ลู่เฉินสามารถควบคุมกระบี่ของเขาได้!
ดังนั้นซือตู๋เทียนจึงวางแผนที่จะนำกระบี่กลับมา แต่กระบี่เหล่านี้ยังคงลอยอยู่ ไม่หายไปไหน ราวกับว่าถูกติดกาวอยู่ตรงนั้น
สิ่งนี้ทำให้ซือตู๋เทียนแค่นเสียงหึ “รนหาที่ตายนัก!”
หลังจากเอ่ยจบ กระบี่เหล่านี้ก็ปล่อยปราณกระบี่จำนวนนับไม่ถ้วนออกมา พากันพุ่งทะยานตรงไปยังลู่เฉิน
แต่เพราะกระบี่เหล่านั้นถูกลู่เฉินควบคุม ดังนั้นแม้ว่าจะปล่อยปราณกระบี่ออกมา มันก็ถูกทำให้อ่อนแอลง ประกอบกับ ‘กำแพงพันชั้น’ ของลู่เฉิน ปราณกระบี่เหล่านั้นจึงทลายกำแพงปราณไปได้เพียงสี่สิบชั้นเท่านั้น!
เหตุการณ์นี้ทำให้ทุกคนตกใจ แต่ลู่เฉินกลับมองไปยังซือตู๋เทียนด้วยรอยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ดูเหมือนว่าวันนี้เจ้าจะอ่อนแอลงนะ!”