ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 187 ไม่ใช่ข้าที่ทำตัวร้ายกาจ แต่พวกเจ้ามาตอแยข้าเอง!
บทที่ 187 ไม่ใช่ข้าที่ทำตัวร้ายกาจ แต่พวกเจ้ามาตอแยข้าเอง!
ยิ้มงั้นหรือ?
ทุกคนไม่รู้ว่าลู่เฉินเอาความกล้าขนาดนี้มาจากที่ใด ถึงได้ยังยิ้มออกมายามเผชิญหน้ากับสำนักต่าง ๆ และยังมียอดฝีมืออีกจำนวนมากมายเช่นนี้
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเยว่เซียวที่เอ่ยเย้ยหยันว่า “ไอ้หนุ่ม ความตายมาเยือนแล้ว ยังกล้าที่จะยโสโอหังเช่นนี้อีกหรือ?”
ทว่าลู่เฉินกลับแสยะยิ้ม “ถ้าเจ้าไม่อยากตายที่นี่ ทางที่ดีอย่าลงมือ มิฉะนั้นหากเจ้าตายขึ้นมา ก็อย่ามาโทษข้าแล้วกัน!”
บ้า บ้ามาก!
แต่ทุกคนไม่ได้จริงจังกับคำพูดนั้น เพราะหลายคนในกลุ่มคนเหล่านี้อยู่ขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม และหากมองดูด้วยสายตาก็จะพบว่ามีปรมาจารย์ขั้นก่อกำเนิดอย่างน้อยหลายร้อยคน!
ไม่ว่าลู่เฉินจะแข็งแกร่งเพียงใดก็เป็นไปไม่ได้ที่จะเอาชนะพวกเขาทั้งหมด ดังนั้นคนเหล่านี้จึงพากันหัวเราะเยาะออกมา
แม้แต่กู่ทงก็ยังเย้ยหยัน “ไอ้หนุ่ม ข้ายอมรับว่าเจ้าทำได้ดีมากในช่วงสองสามวันมานี้ แต่ถ้าเจ้ายังกล้าทำตัวเช่นนี้ต่อหน้าปรมาจารย์ขั้นก่อกำเนิดหลายคน เช่นนั้นก็เล่นใหญ่เกินไปหน่อยกระมัง!”
“เล่นใหญ่?” ลู่เฉินยกยิ้ม
“ไม่ใช่หรือ?” กู่ทงหัวเราะ
ลู่เฉินทำท่าคว้ามือ ก่อนที่ธงค่ายกลในมือของกู่ทงพลันลอยออกไปอยู่ในมือของลู่เฉินพอดิบพอดี
ทุกคนถึงกับหน้าถอดสี
ในขณะที่หนานเหยากลับสุขใจ “ท่านอาจารย์ ท่านเก่งกาจยิ่งนัก!”
แววตาของปิงหลิวหลีฉายความซับซ้อน เพราะนางรู้ว่าหากเป็นเช่นนี้ต่อไป สำนักเก้าสุขสงบคงจะเป็นศัตรูของทุกคน แต่ถ้าไม่ทำ หลังจากนี้สำนักเก้าสุขสงบจะย่ำแย่เพียงใด? ดังนั้นนางจึงตัดสินใจยืนหยัดร่วมกับลู่เฉิน
ส่วนโจวอวี๋และคนอื่น ๆ ต่างก็ประหลาดใจ
“เจ้าหนุ่ม แม้ว่าเจ้าจะมีธงค่ายกล เจ้าก็ไม่สามารถเปิดใช้มันได้!” กู่ทงตวาดด้วยความโกรธ
“อ้อ จริงหรือ?”
“ธงค่ายกลเป็นเพียงการชักนำ แต่ถ้าเจ้าไม่เข้าใจค่ายกลที่จัดวางไว้ที่นี่ เจ้าจะไม่สามารถใช้มันได้เลย!” กู่ทงกล่าว
เมื่อได้ยินเช่นนี้ หนานเหยาและคนอื่น ๆ ก็พลันหัวเราะ
ในขณะที่เยว่เซียวตื่นตระหนกและมองไปที่กู่ทงอย่างรวดเร็ว “ผู้อาวุโสกู่ คือว่าเจ้าหมอนี่มีความเข้าใจด้านค่ายกลอยู่บ้าง!”
ไม่ใช่แค่เยว่เซียวเท่านั้น แต่ทุกคนในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็เริ่มหวาดกลัว เช่นเดียวกับผู้คนจากสำนักพฤกษาสวรรค์ พวกเขารู้ว่าลู่เฉินนับเป็นยอดฝีมือจัดวางค่ายกลผู้หนึ่ง!
แต่กู่ทงไม่เชื่อ “นี่คือค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ หากไม่มีใครบอกวิธีควบคุม ย่อมเป็นไปไม่ได้ที่เขาจะรู้!”
หลายคนต่างก็เชื่อไม่ลงเช่นกัน
คาดไม่ถึงว่าเมื่อธงของลู่เฉินขยับพลิ้ว สายลมรอบ ๆ พลันโหมกระหน่ำ จากนั้นท้องฟ้าก็มืดมิดลงราวกับว่าฝนกำลังจะตกหนัก
ทุกคนเริ่มตื่นตระหนก สีหน้าของกู่ทงเปลี่ยนไปอย่างมาก และเขาเริ่มเตือนลู่เฉินว่า “เจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้ายังทำตัวร้ายกาจเช่นนี้ต่อไป ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะออกหมายจับเจ้า รวมถึงสำนักเก้าสุขสงบก็จะถูกทำลายเช่นกัน!”
ทันทีที่คำพูดเหล่านี้ถูกเอ่ยออกมา สีหน้าของปิงหลิวหลีก็เปลี่ยนไป นางกัดฟันและมองไปที่ลู่เฉิน “ข้าจะฟังคำเจ้า!”
ลู่เฉินไม่ได้พูดอันใด แต่หนานเหยายิ้มให้ปิงหลิวหลีพลางเอ่ยว่า “ศิษย์ศิษย์พี่หญิงปิง ท่านกล้าหาญยิ่งนัก!”
ปิงหลิวหลีรู้ว่าในตอนนี้นางไม่มีทางเลือกอื่นแล้ว และดินแดนศักดิ์สิทธิ์นี้ก็รังแกกันเกินไป นางจึงยิ้มอย่างขมขื่นแล้วกล่าวว่า “ดีกว่าต้องยอมก้มหัวให้คนอื่น!”
“ถูกต้อง! ข้าก็ไม่อยากมีชีวิตอยู่เพื่อก้มหัวใครผู้ใด!” หนานเหยาก็คิดแบบนั้นเช่นกัน
สำหรับผู้คนรอบข้าง เดิมทีคิดว่าลู่เฉินจะหวาดกลัวและยอมหยุดมือจากค่ายกลทันที
ทว่าลู่เฉินกลับเพียงยกยิ้มให้กู่ทงแล้วเอ่ยว่า “ไม่ใช่ข้าที่ทำตัวร้ายกาจ แต่พวกเจ้ามาตอแยข้าเอง! ดังนั้นอย่าคิดว่าข้าจะยอมง่าย ๆ!”
“เจ้าว่ากระไรนะ?” กู่ทงหน้าแดงด้วยความโกรธ ส่วนทุกคนพากันตกตะลึง พวกเขาไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะตอบออกมาเช่นนี้
บางคนกระซิบว่า “คนผู้นี้ หัวแข็งนัก!”
“หัวแข็งมีประโยชน์อะไร อีกประเดี๋ยวก็โดนรุมล้อมจนตายแล้ว”
เยว่เซียวที่อยู่ตรงนั้นถึงกับตะโกนบอกกู่ทงว่า “ผู้อาวุโสกู่ เราฟังคำท่าน!”
กู่ทงมองไปที่ท้องฟ้าพลันขมวดคิ้ว “เร็วเข้าทุกคน ฆ่าเขาก่อนที่ค่ายกลจะเปิดใช้งานเต็มที่!”
“ขอรับ!” กลุ่มคนที่ต้องการฆ่าลู่เฉินเริ่มพากันโคจรลมปราณเตรียมใช้ออกด้วยเคล็ดวิชาต่าง ๆ ทันที
เห็นเพียงวิชาต่าง ๆ นานาที่พุ่งเข้าใส่พวกของลู่เฉิน
นี่จึงทำให้ทุกคนแน่ใจว่ากลุ่มของลู่เฉินจะต้องตาย เพราะคนเหล่านั้นล้วนเป็นยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด!
อึดใจต่อมา ทุกคนต่างก็เห็นภาพอันน่าตื่นตะลึง เพราะลู่เฉินและคนอื่น ๆ หายตัวไปไม่เห็นแม้แต่เงา
การโจมตีเหล่านั้นกระแทกเข้ากับกำแพงค่ายกลอย่างบ้าคลั่ง
“นี่… นี่มันอะไรขึ้น” บางคนตื่นตกใจ
และบางคนเบิกตากว้าง “พวกเขาหายไปที่ใดแล้ว?”
มีคนมองไปรอบ ๆ ในขณะที่ยอดฝีมืออย่างเยว่เซียวและโหย่วหลงขมวดคิ้วเป็นปม
กู่ทงกล่าวกับทุกคนว่า “เขาควบคุมค่ายกลเคลื่อนย้ายของที่นี่ ทำให้สามารถเคลื่อนตัวไปรอบ ๆ ค่ายกลได้”
“อันใดนะ?” ทุกคนเบิกตากว้าง รู้สึกเหลือเชื่อเกินไป
ทว่าในขณะนี้ นอกกำแพงกั้นโปร่งใส หนานเหยากำลังจ้องมองผู้คนที่มองไปรอบ ๆ กำแพงกั้นเหล่านั้นและพูดอย่างมีความสุขว่า “ท่านอาจารย์ ดูสิ พวกเขาหาเราไม่เจอ!”
ปิงหลิวหลีฉงนใจ “นี่คือ?”
“ยอดเขาเต๋าเมฆานี้ประกอบด้วยค่ายกลที่หลากหลาย และกำแพงกั้นของค่ายกลนี้ก็ปกคลุมอยู่บนยอดเขา ขณะที่พวกเราได้ออกมานอกกำแพงกั้นนั้นแล้ว” ลู่เฉินอธิบาย
ปิงหลิวหลียังคงรู้สึกสงสัย “แล้วพวกเขามองไม่เห็นเราหรือ?”
“มองไม่เห็น” ลู่เฉินตอบ
ปิงหลิวหลีจึงถอนหายใจด้วยความโล่งอก “ก็ยังดี”
หนานเหยาเอ่ยอย่างเริงร่าว่า “ศิษย์พี่หญิงปิง ไม่ต้องกังวล อยู่กับท่านอาจารย์ที่นี่ คนพวกนั้นทำอะไรเราไม่ได้หรอก!”
ปิงหลิวหลีพยักหน้า
ลู่เฉินหันมาเอ่ยกับปิงหลิวหลีว่า “เจ้าติดต่อสำนักเก้าสุขสงบได้หรือไม่?”
“ติดต่อได้”
“เช่นนั้นเจ้าสั่งให้ศิษย์ของสำนักเก้าสุขสงบทุกคนกลับไปที่สำนัก จากนั้นเปิดใช้งานค่ายกลสำนักเก้าสุขสงบเพื่อป้องกันไม่ให้คนนอกเข้ามา”
“เจ้า…” ปิงหลิวหลีขมวดคิ้ว
“คนเหล่านี้รวมถึงผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะโจมตีสำนักเก้าสุขสงบอย่างแน่นอน” ลู่เฉินอธิบาย
“ตกลง ข้าจะแจ้งให้พวกเขาทราบ”
หนานเหยาเริ่มรู้สึกสงสัยขึ้นมา “ท่านอาจารย์ ค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบสามารถต่อต้านผู้คนจากสำนักเหล่านี้ได้หรือ?”
ลู่เฉินเอ่ยอย่างมั่นใจว่า “ข้าได้ซ่อมแซมค่ายกลนั้นแล้ว ไม่ต้องพูดถึงสำนักเหล่านั้น เพราะแม้แต่ผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็ไม่อาจทำอะไรได้”
เมื่อหนานเหยาได้เช่นนี้จึงรู้สึกตื่นเต้นไม่น้อย “ท่านอาจารย์ ท่านนับเป็นแบบอย่างของข้าอย่างแท้จริง!”
“หยุดประจบได้แล้ว!” ลู่เฉินกลอกตา ส่วนหนานเหยากลับหัวเราะ
โจวอวี๋รู้สึกตื่นเต้นขึ้นมาเล็กน้อย “ผู้อาวุโส เช่นนั้นเราจะทำอย่างไรต่อไป?”
“ให้พวกเขาได้ลิ้มลองค่ายกลสังหารนี้ไปเถิด!” ลู่เฉินค่อย ๆ เผยรอยยิ้มชั่วร้าย
ค่ายกลสังหารงั้นหรือ?
ทุกคนกำลังงงงวย ทว่าในตอนนี้เอง ลูกศรเพลิงพลันพุ่งลงมาอย่างบ้าคลั่ง
ผู้คนจำนวนนับไม่ถ้วนตะโกนกรีดร้องโหยหวน
บางคนบอกว่าพวกเขาไม่ได้เกี่ยวข้องอันใดด้วยและขอให้ลู่เฉินไว้ชีวิต
ส่วนทางกู่ทง เขายืนสาปแช่งอยู่ในนั้น “เจ้าหนุ่ม เจ้ายอมรามือซะดี ๆ มิฉะนั้นเจ้าไม่รอดแน่หากข้าแจ้งไปยังแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด!”
“วันนี้ ต่อให้ใครมาก็ไร้ประโยชน์!” คำพูดของลู่เฉินทำให้ทุกคนในค่ายกลตกใจ และกู่ทงก็โกรธเกรี้ยวจนแทบหายใจไม่ออก “เจ้า!”
ลู่เฉินยกยิ้มแต่ไม่พูดอะไรต่อ ในขณะที่หนานเหยาตะโกนอยู่ข้างในว่า “เมื่อครู่พวกเจ้าเก่งนักมิใช่หรือ?”
คนเหล่านั้นล้วนหน้าถอดสี แต่พวกเขาก็ไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องต้านทานกับศรเพลิงที่พุ่งลงมาราวกับห่าฝนอันบ้าคลั่งนี้ต่อไป
หลังจากผ่านไปหนึ่งก้านธูป ผู้คนที่มีพลังบ่มเพาะอ่อนแอนั้นหากไม่ตายก็ได้รับบาดเจ็บสาหัสอย่างน่าสลดใจ หรือบางคนโชคดีหน่อยก็ได้รับการปกป้องจากผู้ที่แข็งแกร่งกว่า ขณะที่ทางฝั่งยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิด พวกเขาไม่ได้รับบาดเจ็บเลย ทว่าตัวคนต่างก็อยู่ในสภาพสะบักสะบอม
ส่วนกู่ทง เขาได้รับบาดเจ็บจากหลายจุดบนร่างกาย และทิ้งรอยแผลเป็นที่ไหม้เกรียมไว้ทุกที่
ยิ่งไม่ต้องพูดถึงเยว่เซียว ไม่ว่าเขาจะวิ่งไปที่ใดในยามนี้ ลูกศรเพลิงส่วนใหญ่ก็จะโจมตีไปที่เขา ทำให้ต้องวิ่งหนีไปรอบ ๆ และตะโกนลั่น “ทำไมมันถึงโจมตีข้าโดยเฉพาะกันเล่า?!”
ไม่เพียงแต่เยว่เซียวเท่านั้น แต่ยังรวมถึงหัวเหล่าซาน ผู้อาวุโสเทียนหลง และแม้แต่ผู้ที่มาจากวังเหมันต์สงัดก็ล้วนตกเป็นเป้าหมายอย่างชัดเจน
เมื่อเห็นภาพตรงหน้าชัดถนัดตา ปิงหลิวหลีก็พลันชะงักไป นางไม่เคยคิดฝันมาก่อนว่าลู่เฉินจะเล่นงานสำนักต่าง ๆ เหล่านี้จนต้องอยู่ในสภาพที่น่าสังเวช
ลู่เฉินหันไปพูดกับผู้คนเหล่านั้นว่า “ผู้ที่ไม่อยากตาย! ตอนนี้พวกเจ้าสามารถออกมาได้จากทางม่านหมอกที่อยู่ด้านข้างได้เลย”
เมื่อได้ยินว่าพวกเขาสามารถออกไปได้ ทุกคนก็วิ่งเข้าไปในม่านหมอกด้านข้างอย่างลนลาน
การกระทำเช่นนี้ทำให้หนานเหยารู้สึกงงงวย “ท่านอาจารย์ ท่านจะปล่อยพวกเขางั้นหรือ?”
“ฝันไปเถอะ!” ลู่เฉินเผยรอยยิ้ม… แต่ตาไม่ยิ้มไปด้วย!