ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 186 ประนีประนอมรึ? แม้ในฝันก็เป็นไปไม่ได้!
บทที่ 186 ประนีประนอมรึ? แม้ในฝันก็เป็นไปไม่ได้!
ในยามที่ผู้คนกำลังหัวเราะเยาะ ปิงหลิวหลีก็พลันเผยสีหน้าที่ดูไม่ได้ออกมา เพราะว่า ‘รางวัล’ ชิ้นนี้ไม่ต่างอะไรกับไม่ได้รางวัลเลย
แต่กู่ทงก็ยังคงสั่งให้คนนำแผ่นป้ายอันดับที่สิบส่งมอบไปให้ทางสำนักเก้าสุขสงบ
แต่ในขณะนี้ ลู่เฉินกลับยืนขึ้นและมองไปที่กู่ทงด้วยรอยยิ้ม “เราไม่ได้มาที่นี่เพื่อรับรางวัลของเจ้า”
ทุกคนไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะพูดเช่นนี้
ทว่าทุกคนรู้สึกว่าลู่เฉินแค่ทำตัวอวดดีไปเท่านั้น โดยเฉพาะอย่างยิ่งหัวเหล่าซานที่เริ่มหัวเราะเยาะ “ไอ้หนุ่ม หากไม่ใช่เพื่อรางวัล เช่นนั้นเจ้ามาที่นี่เพื่อเข้าร่วมการแข่งขันไปเพื่อสิ่งใดเล่า”
“ใช่แล้ว เหตุใดเจ้าจึงมาที่นี่?” ผู้อาวุโสเทียนหลงหัวเราะอย่างแปลกใจ
ส่วนเยว่เซียว เขาก็พูดติดตลกว่า “เจ้าหนุ่ม ไม่พอใจงั้นรึ?”
ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ อยากรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอะไร ในขณะที่กู่ทงจ้องมองมาที่ลู่เฉินอย่างเย็นชาและพูดว่า “ไม่ใช่เพื่อรางวัลกระนั้นหรือ เช่นนั้นเจ้าจงบอกข้ามาว่าเพื่อสิ่งใด”
“เพื่อบอกทุกคนว่าสำนักเก้าสุขสงบไม่ใช่สำนักระดับต่ำอีกต่อไป ส่วนเรื่องอื่น ๆ นั้นไม่สำคัญ” หลังจากเอ่ยจบ ลู่เฉินก็หยิบแผ่นป้ายนั้นขึ้นมา จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นฉากที่ราวกับสั่นสะเทือนฟ้าดิน
แผ่นป้ายสีดำอักษรขาวแผ่นนั้นถูกบิดจนเสียรูปทรง และในที่สุดก็ถูกโยนทิ้งไปอย่างไม่ไยดี “ใครอยากได้ก็เอาไป!”
ทุกคนตกตะลึง
กู่ทงยิ่งหัวเสียมากกว่าเดิม “เจ้าเชื่อหรือไม่ว่าข้าจะทำให้สำนักเก้าสุขสงบของเจ้ามิอาจเข้าร่วมการแข่งขันได้อีกต่อไป! จากนี้จะไม่มีศิษย์คนใดสามารถเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้!”
“ขออภัย ศิษย์ของสำนักเก้าสุขสงบจะไม่ไปที่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า และต่อไปจะไม่เข้าร่วมการแข่งขันอีก!” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ไม่สนใจคำขู่ของกู่ทงอีก
“เจ้าหนุ่ม ข้าแนะนำให้เจ้ารีบหยิบป้ายขึ้นมาและจงขอโทษข้า มิฉะนั้น วันนี้พวกเจ้าอย่าได้หวังจะออกไปจากที่แห่งนี้!”
“ขอโทษงั้นรึ? ไฉนจึงต้องขอโทษเจ้าด้วย? หากไม่ต้องการอันดับก็เป็นความผิดงั้นหรือ?” ลู่เฉินเอ่ยเย้ยหยัน
ทุกคนไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะกล้าโต้เถียงกับกู่ทงเช่นนี้ กู่ทงผู้มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ยามปกติแล้วเขาหยิ่งผยองยิ่งนัก นับประสาอะไรกับคนนอก เขาจึงไม่สบอารมณ์ขึ้นมาทันที “ข้าบอกว่าเจ้าผิด เจ้าก็ผิด!”
ลู่เฉินเกียจคร้านเกินกว่าที่จะสนใจอีกฝ่าย ชายหนุ่มมองไปยังปิงหลิวหลีที่กำลังตกตะลึง “พวกเราไปกันเถิด”
ปิงหลิวหลีดูหวาดระแวงแต่นางก็ยังเดินตามไป ส่วนหนานเหยารู้สึกดีไม่น้อย “ท่านอาจารย์ ท่านเก่งกาจยิ่งนัก!”
โจวอวี๋เองก็ได้คลายความโกรธลงเช่นกัน ส่วนหลี่ว์ซือและเจี่ยลั่ว พวกเขาต่างก็รู้สึกสะใจอย่างมาก
ทว่าสำนักอื่น ๆ ต่างมองหน้ากันไปมาด้วยความตกตะลึง บางคนพูดด้วยความประหลาดใจว่า “สำนักเก้าสุขสงบแห่งนี้ ไม่บ้าไปหน่อยหรือ?”
“หรือว่าพวกเขาต้องการถูกตัดสิทธิ์ถาวรจริง ๆ?”
“นั่นไม่ใช่ประเด็น ประเด็นคือเหล่าศิษย์จะไม่มีทางเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้อีกต่อไป”
สำหรับการเข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อฝึกฝน ถือได้ว่าเป็นโอกาสสูงสุดของทุกสำนัก แต่ตอนนี้สำนักเก้าสุขสงบกลับละทิ้งไปเอง
แม้แต่เยว่เซียวจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ก็คาดไม่ถึงว่าจะเป็นเช่นนี้ แต่เยว่เซียวรู้สึกผิดหวังเล็กน้อย ราวกับว่าเขาไม่พอใจที่ไม่ได้โค่นลู่เฉินด้วยมือตนเอง
ดังนั้นเยว่เซียวจึงมองไปทางกู่ทงที่กำลังโกรธหัวฟัดหัวเหวี่ยง “ผู้อาวุโสกู่ เขาไม่เห็นท่านในสายตาเลยแม้แต่น้อย!”
คำพูดเหล่านี้ทำให้กู่ทงยิ่งโกรธมากขึ้น
กู่ทงจึงหยิบธงออกมาก่อนจะโบกมัน ส่งผลให้ค่ายกลปรากฏขึ้นมาบริเวณรอบ ๆ ยอดเขาทันที
ฉากนี้ทำให้หลายคนสงสัยว่ากู่ทงกำลังจะโจมตีลู่เฉินและคนอื่น ๆ หรือไม่ ส่วนปิงหลิวหลีก็ยิ่งตื่นตระหนก
ในขณะที่ทางฝั่งเยว่เซียวกลับเบิกบานใจอย่างยิ่ง
หัวเหล่าซานและคนอื่น ๆ ต่างก็มองมาด้วยความยินดีเช่นกัน
กู่ทงจ้องมองลู่เฉิน ปากก็เอ่ยว่า “หากไม่ได้รับความยินยอมจากข้า ก็อย่าหวังว่าจะออกไปจากที่นี่!”
หนานเหยาจึงพูดด้วยความโกรธ “ทำไมท่านถึงเอาแต่ใจเช่นนี้เล่า!”
“ข้าก็เป็นเช่นนี้ มีปัญหาอันใด?” กู่ถงตอบกลับอย่างเย็นชา
“ผู้อาวุโสกู่ พวกข้าไม่มีสิทธิ์แม้แต่จะจากไปเช่นนั้นหรือ?” ปิงหลิวหลีถามด้วยน้ำเสียงเคร่งขรึม
“จากไปรึ ย่อมได้! เพียงแค่ต้องเก็บแผ่นป้ายขึ้นมาแล้วขอโทษข้า!” เห็นได้ชัดว่ากู่ทงผู้นี้ต้องการทำให้ลู่เฉินตกที่นั่งลำบาก
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปที่ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ แล้วเอ่ยว่า “ไม่ต้องสนใจเขา ไปกันเถิด”
ก่อนที่ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ จะตอบกลับ กู่ทงก็พลันหัวเราะเย้ยหยัน “เจ้าคิดว่าค่ายกลรอบตัวเจ้าเป็นเพียงฉากประดับงั้นหรือ?”
ผู้คนจากสำนักเหล่านั้นยังคงพากันล้อเลียนลู่เฉิน
แต่ผู้ใดจะรู้ว่าเมื่อลู่เฉินเดินไปที่กำแพงกั้น เขาก็ ‘ผ่าน’ ออกไปอย่างง่ายดาย ราวกับว่าไม่ได้รับผลกระทบใดเลยแม้แต่น้อย และลู่เฉินก็ยังหันไปมองหนานเหยาและคนอื่น ๆ ด้วยรอยยิ้ม “ไปกันเถอะ”
แม้ว่าหนานเหยาและคนอื่น ๆ จะรู้ว่าลู่เฉินมีความรู้ด้านค่ายกลไม่น้อย แต่พวกเขาก็ไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะทรงพลังถึงขนาดที่สามารถผ่านแม้แต่ค่ายกลระดับศักดิ์สิทธิ์ได้อย่างง่ายดาย
ไม่ใช่แค่คนเหล่านี้เท่านั้น แม้แต่คนจากสำนักเหล่านั้นก็ถึงกับตาเบิกกว้าง
ใบหน้าของกู่ทงบิดเบี้ยวไม่น่ามองอย่างยิ่ง เขาโบกธงอีกครั้งเพื่อต้องการที่จะเปลี่ยนค่ายกล แต่ไม่ว่าจะทำเช่นไร ค่ายกลนี้ก็ดูเหมือนจะไม่ตอบสนอง และยังปล่อยให้ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ออกไปได้
กู่ทงร้อนใจจนตะโกนลั่นออกมา “หากเจ้ากล้าเดินออกจากภูเขาลูกนี้ เจ้าจะทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นศัตรูกับเจ้า!”
ทุกคนอ้าปากค้าง
เยว่เซียวยิ่งมีความสุขมากขึ้น “เจ้าได้ยินหรือไม่ว่าถ้าเจ้ากล้าเดินออกจากที่นี่ เจ้าจะเป็นศัตรูกับแดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัด!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยังคงเมินเฉยและยังคงสาวเท้าเดินต่อไป แต่ขาของปิงหลิวหลีรู้สึกหนักอึ้งเล็กน้อย หัวสมองของนางขณะนี้กำลังว่างเปล่า
แม้ว่าหนานเหยาจะกลัว แต่นางก็มีความสุขมากที่ได้เห็นลู่เฉินไม่ใส่ใจอะไรกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์เลยแม้แต่น้อย นางจึงมองไปที่ปิงหลิวหลีพร้อมกับพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ศิษย์พี่หญิงปิง อย่ากลัวไปเลย มีท่านอาจารย์อยู่ พวกเราไม่มีทางเป็นอะไรไปหรอก!”
ปิงหลิวหลีเองก็คิดถึงเรื่องนี้เช่นกัน แต่แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดเป็นหนึ่งในสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ยิ่งใหญ่แห่งแดนทักษิณา ซึ่งทั้งทรงพลังและน่าสะพรึงกลัวยิ่งนัก
ดังนั้นปิงหลิวหลีจึงกล่าวไปพลางเดินไปว่า “แต่… แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดมีผู้ที่แข็งแกร่งมากมาย และยังมีผู้ที่เหนือกว่าขั้นก่อกำเนิดเสียอีก!”
ประโยคนี้ทำให้หนานเหยาเริ่มวิตก ส่วนโจวอวี๋ก็มีสีหน้าดูไม่ได้เช่นกัน
หลี่ว์ซือเป็นศิษย์สำนักไร้สุญญะ สภาพจิตใจจึงยังปกติอยู่ ส่วนเจี่ยลัวยังคงเชื่อมั่นในตัวลู่เฉิน และคิดว่าตราบใดที่ลู่เฉินอยู่ก็ไม่มีสิ่งใดที่ต้องกลัว
สำหรับลู่เฉินนั้น เขาได้พูดขณะเดินไปว่า “ก็แค่แดนศักดิ์สิทธิ์ ไม่ใช่เรื่องใหญ่อันใด”
แค่แดนศักดิ์สิทธิ์?
แม้ว่าปิงหลิวหลีจะรู้ว่าลู่เฉินบ้า แต่คำพูดเหล่านี้บ้าเกินกว่าที่นางจะจินตนาการได้
หลังจากที่เห็นว่าลู่เฉินและคนอื่น ๆ ยังไม่มีใครหยุดฝีเท้าลง กู่ทงก็พลันตวาดขึ้นด้วยน้ำเสียงเกรี้ยวกราด “ทุกสำนักจงฟังคำสั่ง!”
ผู้คนจากสำนักเหล่านั้นหันมองหน้ากันด้วยความตกตะลึง
“ใครก็ตามที่สามารถหยุดคนจากสำนักเก้าสุขสงบได้ ข้าจะมีรางวัลให้อย่างงาม และข้าจะดูแลศิษย์ของสำนักเจ้าอย่างดีหลังจากที่เข้าสู่ดินแดนศักดิ์สิทธิ์!”
คำพูดประโยคนี้ช่างเย้ายวนใจเกินไปสำหรับผู้คนจากทุกสำนัก
เมื่อรวมกับคำสั่งของกู่ทง ย่อมหมายความว่าบนยอดเขานี้สามารถต่อสู้ได้ ดังนั้นยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดจำนวนนับไม่ถ้วนจึงพุ่งตัวออกไปอย่างรวดเร็วเพื่อพยายามหยุดลู่เฉินและคนอื่น ๆ
ปิงหลิวหลีพลันตื่นตกใจทันที “ไยคนจึงเยอะเช่นนี้?!”
หนานเหยารู้สึกหวาดกลัวเช่นกัน “ท่านอาจารย์ เราควรทำเช่นไรดี?”
โจวอวี๋และคนอื่น ๆ เริ่มตื่นตัว แต่ลู่เฉินหยุดฝีเท้าลง ก่อนจะหันกลับไปอย่างเงียบ ๆ มองผู้คนที่เร่งรีบเข้ามาเหล่านั้นและกู่ทงซึ่งยังคงหยิ่งผยองอยู่ในลานประลอง
“ดูท่าแล้วสำนักเก้าสุขสงบคงถูกกำหนดให้มีชื่อเสียงก็วันนี้!”
ทุกคนไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายถึงอะไร
แต่เยว่เซียวกลับหัวเราะพลางเอ่ยขึ้นว่า “เจ้าหนุ่ม วันนี้เจ้าไร้ทางหนีเสียแล้ว!”
ไม่ใช่แค่เยว่เซียวเท่านั้น แต่หัวเหล่าซานก็ยังหัวเราะลั่น “ไอ้หนุ่ม เจ้าทำให้ดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขุ่นเคือง แม้ว่าเจ้าจะเก่งกล้าเพียงใดก็ไม่อาจออกไปจากที่นี่ได้!”
ส่วนผู้อาวุโสเทียนหลงยิ้มจนตาหยี “ดูสิ มียอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดกี่คนที่อยู่ที่นี่ และพวกเจ้ามีกันกี่คน จะสามารถต้านทานได้งั้นหรือ?”
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะกลัวและยอมประนีประนอมกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ทว่าลู่เฉินกลับคลี่ยิ้มออกมา