ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 189 ปิดฉากลงอย่างอนาถ โกรธเสียจนขู่สั่งปิดล้อม
บทที่ 189 ปิดฉากลงอย่างอนาถ โกรธเสียจนขู่สั่งปิดล้อม
ลู่เฉินมองไปที่ศิลาวิญญาณสองสามก้อนที่ค่อย ๆ สูญเสียความแวววาวไป และพูดด้วยรอยยิ้มว่า “เจ้าเคยได้ยินเรื่อง ‘การล่องหน’ หรือไม่”
“ล่องหน? มีจริง ๆ หรือ?” หนานเหยาหยิบชิ้นส่วนของศิลาวิญญาณขึ้นมาแล้วมองดูมัน แต่กลับพบว่าไม่มีอะไรอยู่บนนั้นเลยนอกจากอักขระแปลก ๆ
ลู่เฉินเอ่ยขณะก้าวเท้าไปข้างหน้า “นี่เป็นอักขระล่องหนธรรมดา แต่ก็มีข้อบกพร่องอยู่”
“มีข้อบกพร่องอันใด?” หนานเหยารู้สึกสงสัย
ลู่เฉินจึงอธิบายว่า “เมื่อใดที่พลังปราณผันผวนมากเกินไป มันจะถูกเปิดเผย ดังนั้นเมื่อถือสิ่งเหล่านี้ เจ้าจะต้องก้าวอย่างเชื่องช้า และสิ่งเล็ก ๆ ชิ้นนี้สามารถอยู่ได้เพียงสิบลมหายใจเท่านั้น”
ขณะที่ลู่เฉินพูด เขาก็หยิบศิลาวิญญาณก้อนใหม่ออกมาแทนที่ สร้างแสงโปร่งใสรอบตัวพวกเขาให้ครอบคลุมทุกคน แต่เห็นได้ชัดว่าคนนอกไม่อาจพบร่องรอยใด ๆ ได้
สิ่งนี้ทำให้หนานเหยาสนใจขึ้นมาทันที “ท่านอาจารย์ ได้โปรดสอนข้าว่าจะสร้างมันอย่างไร!”
“ด้วยระดับการฝึกบ่มเพาะของเจ้า ต่อให้เรียนเป็นหมื่นปีก็ทำไม่ได้!” ลู่เฉินเอ่ยอย่างไม่เกรงใจ ขณะที่หนานเหยาพูดอย่างหดหู่ว่า “ท่านอาจารย์ วาจาของท่านช่างโหดร้ายเกินไปแล้ว!”
ทันใดนั้น เสียงกรีดร้องต่าง ๆ นานาก็ดังมาจากยอดเขาเต๋าเมฆา
หนานเหยาตกใจ และเมื่อมองดูจากระยะไกลก็พลันกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ เกิดอะไรขึ้นกับยอดเขาเต๋าเมฆางั้นหรือ?”
“เมื่อครู่นี้ข้าได้ลงมือกับธงนั่นแล้ว ตราบใดที่คนเหล่านั้นบุกเข้าไปในค่ายกล ก็จะทำให้ค่ายกลทั้งหมดเกิดความอลหม่าน และจากนั้น…” ลู่เฉินคลี่ยิ้ม
หนานเหยาขนลุกขึ้นมาทันที “พวกเขาจะไม่ถูกค่ายกลกลืนกินใช่หรือไม่?”
ปิงหลิวหลีหน้าซีดขึ้นมาด้วยความตกใจ “นี่มัน…”
โจวอวี๋และคนอื่น ๆ ไม่จำเป็นต้องคาดเดา เพราะทุกคนล้วนรู้ว่าลู่เฉินจะไม่ปล่อยให้คนพวกนั้นอยู่สบายแน่ ๆ
ลู่เฉินให้คำตอบกลับไปว่า “ขึ้นอยู่กับชะตากรรมของพวกเขา!”
หลังจากเอ่ยจบ ลู่เฉินก็ไม่ได้พูดอะไรอีก เพียงเดินต่อไปโดยมีหนานเหยาและคนอื่น ๆ ตามมาติด ๆ
ทว่าเสียงกรีดร้องนั้นดังเป็นอย่างมาก ทำให้แม้ลู่เฉินและคนอื่น ๆ จะออกมาไกลแล้วก็ยังคงได้ยิน
สิ่งนี้ทำให้หนานเหยาและคนอื่น ๆ สงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นภายในค่ายกลกันแน่
บัดนี้ภายในค่ายกลมีค่ายกลสังหารเปิดทำงานอยู่ทุกหนทุกแห่ง และแม้แต่ผู้ที่เรียกขานว่าปรมาจารย์ค่ายกลก็จะต้องลงเอยด้วยความลำบากใจหลังจากเข้ามาที่นี่
ไม่ถึงหนึ่งก้านธูปต่อมา เมื่อพลังของค่ายกลหมดสิ้นลง เหล่าปรมาจารย์ค่ายกลก็ค่อย ๆ จัดการค่ายกลทีละค่าย
แต่เมื่อค่ายกลของยอดเขาเต๋าเมฆาหายไป สิ่งที่ปรากฏก็มีเพียงความยุ่งเหยิง
บ้างก็โชกเลือด บ้างก็แขนขาดขาขาด บ้างก็นั่งร้องไห้ท่ามกลางกองศพ บ้างก็ก่นด่าสาปแช่ง
เยว่เซียวจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นั้นน่าอนาถที่สุดเนื่องจากเม็ดยาที่เขากินและบาดแผลที่เกิดจากค่ายกล ร่างของเขาจึงเหี่ยวแห้งหดย่อ รวมถึงการบ่มเพาะก็เหลือเพียงขั้นหลอมแก่นแท้!
ไม่เพียงเท่านั้น ร่างของเยว่เซียวกำลังสั่นสะท้าน ไม่สามารถแม้แต่จะยืนได้อย่างมั่นคง ราวกับว่าสามารถล้มลงทุกครั้งที่ลมพัดผ่าน
ในขณะที่ซือตู๋เทียนและคนอื่น ๆ ที่กำลัง ‘ห่วงใย’ เยว่เซียวกลับอดทนต่อความไม่สบายใจ พวกเขามองไปทางกู่ทงที่โกรธเป็นฟืนเป็นไฟอยู่ในระยะไกล
กู่ทงขู่ว่า “หากทุกท่านต้องการแก้แค้น ก็จงกลับไปเสียตอนนี้ ไปพาคนของพวกท่านมาบุกทำลายสำนักเก้าสุขสงบ!”
ทุกคนได้ยินเช่นนั้นก็ ‘หวาดกลัว’ และบางคนก็เอ่ยตะกุกตะกักออกมาว่า “ผู้อาวุโสกู่ ท่าน… ท่านดูหินพวกนี้สิ”
กู่ทงมองไปยังหินที่คนเหล่านั้นชี้ไปทันที
เขาจึงได้เห็นอักขระขนาดใหญ่ที่สลักอยู่บนหิน ซึ่งมีข้อความว่า ‘ผู้บังอาจบุกรุกสำนักเก้าสุขสงบ จงตาย!’
บ้างถึงกับเขียนว่า ‘ค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบทรงพลังยิ่งกว่านี้เสียอีก!’
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ผู้คนที่โกรธแค้นต่างก็หมดความตั้งใจที่จะ ‘ต่อสู้’ โดยสิ้นเชิง แม้แต่โหย่วหลงจากวังเหมันต์สงัดก็ยังไม่กล้าที่จะทำตามใจ ทำได้เพียงอดกลั้นต่อไปเท่านั้น
ทว่ากู่ทงนั้นเป็นใคร? เป็นสมาชิกของแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาจะทนรับความคับข้องใจเช่นนี้ได้อย่างไร?! และถ้าแดนศักดิ์สิทธิ์อื่น ๆ ในแดนทักษิณารู้ว่าพวกเขาไม่สามารถควบคุมแม้แต่สำนักเล็ก ๆ ได้ ในอนาคตพวกเขาจะยุ่งวุ่นวายเพียงใด?
ดังนั้นกู่ทงจึงกล่าวอย่างโกรธเคืองว่า “ข้าจะนำตัวเหล่าปรมาจารย์ค่ายกลมา เจ้าเพียงแค่ร่วมมือกับข้าก็พอ!”
ครั้นเห็นว่าทุกคนยังไม่มี ‘แรงจูงใจ’ กู่ทงจึงสั่งอย่างเคร่งขรึมว่า “ใครไม่ไป คนผู้นั้นจะได้เห็นดีกัน!”
ทุกคนต่างพากันหวาดกลัว เพราะอย่างไรกู่ทงก็เป็นคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ดังนั้นพวกเขาจึงมองหน้ากัน ก่อนจะเป็นเยว่เซียวที่เอ่ยขึ้นว่า “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของข้าอยู่ใกล้กับสำนักเก้าสุขสงบ ข้าสามารถไปตรวจสอบแทนทุกท่านได้”
เมื่อทุกคนได้ยินเช่นนี้ พวกเขาก็รู้สึกว่าดียิ่งนัก และพากันบอกให้ทำตามนั้น โดยให้สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นำไปก่อน
ทางด้านเยว่เซียว เขาก็กำลังคิดกับตัวเองว่าการที่มีสำนักมากมายให้การสนับสนุนเช่นนี้ แม้ว่าสำนักเก้าสุขสงบจะมีลู่เฉิน ทว่าคนพวกนั้นก็คงไม่อาจต้านทานกับคนจำนวนมากได้!
ทางด้านกู่ทง เขารู้สึกชื่นชมเยว่เซียวยิ่งนักกับการเสนอตัว ดังนั้นจึงกล่าวว่า “ดี เช่นนั้นในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า พวกเราจะมารวมตัวกันใกล้กับสำนักเก้าสุขสงบ และพร้อมที่จะบุกโจมตี!”
ทุกคนพยักหน้าและทยอยจากไป
เยว่เซียวจากไปพร้อมกับผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และสำนักพฤกษาสวรรค์
หลังจากที่ทุกคนบนยอดเขาเต๋าเมฆาออกไปแล้ว เสี่ยเจี้ยนก็ปรากฏตัว หลังจากมองไปรอบ ๆ เขาก็ขมวดคิ้วแล้วหยิบกระจกออกมา
ภาพในกระจกได้สะท้อนร่างหนานกงมู่ที่กำลังโมโห นางถามขึ้นมาว่า “เป็นอย่างไรบ้าง สถานการณ์เป็นเช่นไร?”
เสี่ยเจี้ยนจึงหันกระจกออกไปให้หนานกงมู่เห็นความยุ่งเหยิงในที่เกิดเหตุ
ใบหน้าของหนานกงมู่พลันกลายเป็นไม่น่ามองอย่างยิ่ง “ชายผู้นี้เป็นปีศาจหรือไร?”
“ศิษย์น้องหญิง ข้าว่านะ พวกเราล้มเลิกกันเถอะ” เสี่ยเจี้ยนเริ่มกลัว ในขณะที่หนานกงมู่ตะคอกกลับมาว่า “ตอนนี้ข้าอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ ที่แห่งนี้ดียิ่ง และบุตรศักดิ์สิทธิ์ก็ปฏิบัติกับข้าดีมาก ดังนั้นข้าเพียงแค่ต้องใช้เขานิดหน่อย เพียงเท่านี้ไอ้คนผู้นั้นจะต้องตายด้วยน้ำมือข้าอย่างแน่นอน!”
เสี่ยเจี้ยนพลันขมวดคิ้วแน่น “บุตรศักดิ์สิทธิ์ผู้นั้น เขาจะยินยอมทำตามโดยง่ายเลยหรือ?”
“เจ้าไม่ต้องกังวลเกี่ยวกับเรื่องนี้ เจ้าเพียงแค่ต้องจับตาดูสถานการณ์ของสำนักเก้าสุขสงบ และอย่าปล่อยให้คนผู้นั้นแอบออกจากสำนักเก้าสุขสงบเป็นอันขาด!” หนานกงมู่กล่าวอย่างกรุ่นโกรธ
“แต่เขาทรงพลังยิ่งนัก ข้าเกรงว่า…”
“ผู้คนในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้บอกข้าแล้วว่าในอีกหนึ่งเดือน แดนศักดิ์สิทธิ์เมฆาสงัดจะปิดล้อมสำนักเก้าสุขสงบ ดังนั้นลู่เฉินนั่นจะต้องไปช่วยพวกเขาอย่างแน่นอน และสิ่งที่เจ้าต้องทำคือติดตามสถานการณ์รอบ ๆ สำนักเก้าสุขสงบ อย่าปล่อยให้เขามีโอกาสหลบหนีอีก เข้าใจหรือไม่?” หนานกงมู่กำชับ
“แล้วเจ้าล่ะ?” เสี่ยเจี้ยนเป็นกังวลเล็กน้อยเกี่ยวกับความปลอดภัยของหนานกงมู่
หนานกงมู่ค่อย ๆ มีท่าทีสงบลงและกล่าวว่า “ข้าพบสถานที่ที่เหมาะสำหรับการบ่มเพาะ และข้าก็กำลังอยู่กับบุตรศักดิ์สิทธิ์ เอาไว้เมื่อจับลู่เฉินนั่นได้ ข้าจะออกจากการเก็บตัวและไปฆ่าเขาด้วยมือของข้าเอง!”
เมื่อเสี่ยเจี้ยนได้ยิน เขาก็รู้สึกอึดอัดใจมาก ทว่าเขาไม่มีทางเลือกอื่น จึงได้แต่เอ่ยว่า “เข้าใจแล้ว ศิษย์น้องหญิง!”
“ไปเถอะ! อย่าให้เขามีโอกาสหลบหนี!”
“เข้าใจแล้ว!” หลังจากเสี่ยเจี้ยนเอ่ยจบ เขาก็เก็บกระจกและออกจากที่นี่ไป
ขณะที่อีกด้านหนึ่ง หนานกงมู่พึมพำอยู่ในถ้ำซึ่งซ่อนอยู่ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์
“ลู่เฉิน! เจ้ารอข้าก่อนเถอะ!”
…
ลู่เฉินซึ่งออกจากบริเวณยอดเขาเต๋าเมฆามาแล้วกำลังเดินไปกับหนานเหยาและคนอื่น ๆ
ปิงหลิวหลียังคงกังวลเกี่ยวกับผลลัพธ์จากงานประลองครานี้
ทว่าในตอนนี้เอง จู่ ๆ หนานเหยาก็หยุดกะทันหัน เพราะมีนกกระดาษบินมาเกาะที่แขนของนาง
เมื่อปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ เห็นดังนั้น พวกเขาต่างก็มองไปทางหนานเหยาอย่างสงสัย
ลู่เฉินรู้ว่านี่คือนกกระดาษส่งสารของหนานลัว
ทันทีที่อ่านจบ สีหน้าของหนานเหยาก็พลันเปลี่ยนไป นางเงยหน้าขึ้นแล้วกล่าวว่า “ท่านอาจารย์ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะนำทุกสำนักเข้าปิดล้อมสำนักเก้าสุขสงบในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า!”
อันที่จริงเรื่องนี้ลู่เฉินรู้มาก่อนแล้ว เพราะซือตู๋เทียนบอกเขา แต่ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ไม่รู้ ดังนั้นเมื่อพวกเขาได้ยินสิ่งนี้ สีหน้าของทุกคนก็พลันเปลี่ยนไป!