ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 190 ความลับของสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์
บทที่ 190 ความลับของสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์
เมื่อเห็นลู่เฉินดูไม่แปลกใจ หนานเหยาก็พลันสงสัย “ท่านอาจารย์ ท่านไม่กลัวหรือ?”
“เหตุใดจึงต้องกลัว?” ลู่เฉินไม่ได้จริงจังกับมันนัก และเขาก็ยังคงเดินต่อไป
เมื่อเห็นท่าทีเช่นนั้น หนานเหยาก็รีบตามไป นางเอ่ยอย่างลังเลว่า “ท่านอาจารย์ คือว่า…”
“มีอะไรก็พูดออกมา ไยจึงอ้ำอึ้งอยู่ได้” ลู่เฉินรู้สึกว่าหนานเหยามีบางอย่างจะพูด ซึ่งนางก็พลันเอ่ยถึงเนื้อหาภายในจดหมายออกมาเพิ่มเติมว่า “พี่ชายของข้าบอกว่าหากจำเป็น ก็ให้สำนักเก้าสุขสงบหลบภัยไปยังดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น”
“ดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งอื่น?”
“ใช่ มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์อีกสองแห่งในแดนทักษิณานี้ แม้ว่าดูเผิน ๆ แล้วดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งจะไม่มีความเกลียดชังกัน ทว่าแท้จริงแล้วพวกเขาแข่งขันกันดุเดือดเลยทีเดียว” หนานเหยาอธิบาย
ปิงหลิวหลีที่อยู่ด้านข้างได้ยินแล้วก็สงสัยขึ้นมา “ใครคือพี่ชายของเจ้า?”
คนอื่น ๆ ก็อยากรู้เช่นเดียวกัน
หนานเหยาจึงพูดอย่างเคอะเขินว่า “เขาคือคนที่รู้เรื่องสำนักและดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่าง ๆ ไม่น้อย”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ต่างรู้สึกอัศจรรย์ใจ ส่วนหนานเหยาไม่ได้พูดอะไรมาก นางเพียงแค่มองไปที่ลู่เฉินแล้วถามว่า “ท่านอาจารย์ ท่านคิดว่าอย่างไร?”
“ไยจึงไม่สร้างดินแดนศักดิ์สิทธิ์แห่งที่สี่ หรือทำให้ใหญ่กว่าดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งนี้ไปเลยเล่า?” คำพูดของลู่เฉินทำให้หนานเหยาและคนอื่น ๆ รู้สึกสับสน
“ท่านอาจารย์ ท่านล้อเล่นหรือ?” แม้ว่าหนานเหยาจะรู้ว่าลู่เฉินทรงพลัง แต่หากต้องการที่จะมีชื่อเสียงเทียบเท่ากับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งหรือเหนือกว่าพวกเขา มันคงยากยิ่งกว่าการปีนป่ายขึ้นสวรรค์เสียอีก
ไม่เพียงแต่หนานเหยาเท่านั้นที่คิดเช่นนั้น ปิงหลิวหลีเองก็ยังคิดว่ายากที่จะเชื่อ
ลู่เฉินจึงพูดขณะเดินไปว่า “ในการสู้รบอีกหนึ่งเดือนให้หลัง ข้าจะทำให้สำนักเก้าสุขสงบเปลี่ยนไปจนไม่เห็นเค้าเดิม”
หนานเหยาไม่รู้จะเอ่ยอันใด นางจึงได้แต่บอกไปว่า “ท่านอาจารย์ ข้ายังมีข่าวอื่นอีก”
“พูดมา!”
นางพยักหน้าแล้วกล่าวว่า “พี่ชายของข้าบอกว่าเมื่อเร็ว ๆ นี้ สถานที่ลึกลับได้ปรากฏขึ้นในแดนทักษิณา และมีเพียงผู้ที่เหนือกว่าขั้นก่อกำเนิดเท่านั้นที่สามารถเข้าไปได้ ซึ่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์ทั้งสามแห่งได้ส่งทุกคนที่อยู่เหนือขั้นก่อกำเนิดเข้าไปเพื่อแย่งชิงสถานที่นั้นแล้ว ดังนั้นการปิดล้อมสำนักเก้าสุขสงบจึงจะปราศจากผู้ฝึกตนที่เหนือกว่าขั้นก่อกำเนิด”
ข่าวนี้น่าสนใจมาก
ลู่เฉินรู้สึกประหลาดใจ “ทุกขั้นที่เหนือกว่าขั้นก่อกำเนิด?”
“ใช่ จากทั้งสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์” หนานเหยาตอบรับ ขณะที่ปิงหลิวหลีที่อยู่ด้านข้างกล่าวราวกับว่านางรู้อะไรบางอย่าง “ข้ารู้เรื่องนี้”
“อ้อ? ว่ามาสิ” ลู่เฉินต้องการทราบรายละเอียด
ปิงหลิวหลีอธิบายว่า “เมื่อประมาณสามเดือนที่แล้ว มีสถานที่แห่งหนึ่งปรากฏขึ้นในแดนทักษิณา ซึ่งมีพลังที่แข็งแกร่งอย่างมาก ดังนั้นเฉพาะผู้ฝึกตนที่มีฐานการบ่มเพาะที่เหนือกว่าขั้นก่อกำเนิดเท่านั้นที่กล้าที่จะก้าวเข้าไป มิฉะนั้นหากขั้นพลังต่ำกว่าก็อาจจะถูกแรงกดดันที่แผ่ออกบดบี้จนตายได้ ดังนั้นสถานที่แห่งนี้จึงกลายเป็นที่ของผู้ฝึกตนที่เหนือกว่าขั้นก่อกำเนิดได้เฉิดฉาย”
“เฉิดฉาย?”
“ใช่ คนจากสามแดนศักดิ์สิทธิ์ส่งคนไปที่นั่นอย่างบ้าคลั่ง พยายามที่จะแย่งชิง และแม้กระทั่งตอนนี้ การต่อสู้ก็ยังคงดุเดือด” ปิงหลิวหลีอธิบาย
เมื่อได้ยินเช่นนี้ ลู่เฉินก็ยิ้มออกมา “รออีกหนึ่งเดือนให้หลัง เมื่อกำจัดเจ้าพวกนั้นเสร็จ ข้าจะไปดูเสียหน่อยว่าข้าจะยึดพื้นที่นั้นและทำให้มันกลายเป็นดินแดนของสำนักเก้าสุขสงบได้หรือไม่!”
หนานเหยาและคนอื่น ๆ พากันตื่นตกใจ
โดยเฉพาะปิงหลิวหลีที่กล่าวว่า “เจ้าต้องการที่จะแข่งขันกับสามดินแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”
“สถานที่นี้ไม่มีเจ้าของ ทำไมเราจะคว้ามันไว้ไม่ได้?” ลู่เฉินยิ้ม ส่วนปิงหลิวหลีก็ไม่รู้จะแย้งชายหนุ่มผู้นี้อย่างไร ก่อนจะเป็นหนานเหยาที่พูดออกมาว่า “ท่านอาจารย์ ท่านช่างใจกล้าเสียจนข้าคิดว่าท่านบ้าไปแล้ว!”
“หยุดพูดเรื่องไร้สาระได้แล้ว” หลังจากลู่เฉิน ‘สั่งสอน’ แล้ว เขาก็เร่งฝีเท้าต่อไป ในขณะที่ทุกคนก็ติดตามไปอย่างรวดเร็ว
…
ทั่วแดนทักษิณาแห่งนี้ เรื่องของสำนักเก้าสุขสงบทำให้ผู้คนพากันพูดถึงอย่างร้อนแรง
ขณะที่อีกด้าน โหย่วหลงซึ่งกลับมายังวังเหมันต์สงัดได้เดินตรงไปยังยอดเขาที่โดดเด่นแห่งหนึ่ง เพราะมันเป็นภูเขาที่ปกคลุมไปด้วย ….หิมะ!
และยังมีวังอยู่บนภูเขาหิมะนี้
โหย่วหลงเข้าไปในวังเหมันต์สงัด กระทั่งมาหยุดยืนอยู่หน้ารูปปั้นน้ำแข็งขนาดยักษ์ของสตรีนางหนึ่ง และพูดด้วยความเคารพว่า “ท่านเทพธิดา”
“เป็นอย่างไรบ้าง วังเหมันต์สงัดชนะได้ที่หนึ่งมาครองแล้วงั้นหรือ?”
“ชนะที่หนึ่ง แต่…” โหย่วหลงลังเล
“เกิดอะไรขึ้นงั้นรึ?” สตรีนางนั้นถามอย่างเย็นชา
โหย่วหลงจึงอธิบายทุกอย่างโดยละเอียด และหลังจากที่ได้ฟังสตรีนางนั้น ก็พลันแสดงท่าทีลังเลออกมา “สำนักเก้าสุขสงบ?”
“ถูกต้อง มีผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานในสำนักเก้าสุขสงบคนหนึ่งที่ไม่ธรรมดา ไม่เพียงสามารถแย่งชิงการควบคุมสมบัติวิญญาณของผู้อื่น แต่ยังสามารถลบร่องรอยการขัดเกลาที่เคยประทับไว้ และควบคุมค่ายกลในยอดเขาเต๋าเมฆาได้อีกด้วยขอรับ!” โหย่วหลงบอกเล่าถึงความน่ากลัวของลู่เฉิน
สตรีนางนั้นพลันรู้สึกสงสัย “สำนักเก้าสุขสงบเป็นสำนักที่เสื่อมถอยไปนานแล้ว ไฉนจึงมีตัวตนอันน่าอัศจรรย์เช่นนี้ปรากฏขึ้นได้”
“ข้าส่งคนไปสืบเรื่องแล้ว เพียงแต่…”
“พูดมา”
หลังจากที่โหย่วหลงแนะนำที่มาของลู่เฉิน สตรีนางนั้นก็มีสีหน้ามืดครึ้มทันที “จงจับเป็นผู้ชายคนนั้นมาให้ข้าภายในหนึ่งเดือน”
“จับเป็น?”
“ใช่ ข้าอยากเห็นนักว่าคนผู้นี้อัศจรรย์เพียงใด” สตรีนางนี้ตอบ แต่โหย่วหลงเริ่มกังวล “ถึงเวลานั้นดินแดนศักดิ์สิทธิ์จะนำคนกลุ่มหนึ่ง รวมทั้งผู้คนจากสำนักต่าง ๆ ไปจู่โจม ข้ากลัวว่าคนผู้นี้จะถูกคนของดินแดนศักดิ์สิทธิ์นำตัวไปก่อน”
“ปัญหาเรื่องนี้ เจ้าคิดหาทางดูเองเถิด” หลังจากที่สตรีนางนั้นเอ่ยจบ นางก็หยุดพูดไป
โหย่วหลงที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงได้แต่ตอบรับ ก่อนจะเดินออกจากวัง และหลังจากคิดเกี่ยวกับเรื่องนี้แล้ว เจ้าตัวก็เลือกที่จะไปฝึกฝนเสียก่อน
….
สองวันต่อมา ลู่เฉินและคนอื่น ๆ ก็กลับมาถึงสำนักเก้าสุขสงบ
ในขณะนี้ ผู้คนของสำนักเก้าสุขสงบต่างรับรู้ถึงเรื่องราวที่เกิดขึ้นแล้ว ดังนันทันทีที่ไป๋อู่จินเห็นปิงหลิวหลีกลับมา เขาก็ก้าวไปข้างหน้าและพูดอย่างร้อนใจว่า “ท่านเจ้าสำนัก ในที่สุดท่านก็กลับมาแล้ว!”
“เกิดอันใดขึ้น?” ปิงหลิวหลีถามด้วยความสงสัย
“ทุกคนได้ยินว่าอีกหนึ่งเดือนจะถูกสำนักต่าง ๆ ปิดล้อม ดังนั้นจึงมีหลายคนที่พากันจากไป” ไป๋อู่จินกล่าวอย่างสะเทือนใจ ก่อนจะเป็นผู้เฒ่าอ้วนที่กล่าวเสริมว่า “ในสองวันที่ผ่านมา คนออกจากสำนักไปแล้วเกือบหนึ่งในห้า”
ใบหน้าของปิงหลิวหลีกลายเป็นไม่น่ามอง นางพูดอย่างหมดหนทางว่า “ถ้าต้องการจะไปก็ไปเถอะ นั่นคือทางเลือกของพวกเขา”
ไป๋อู่จินและผู้เฒ่าอ้วนรู้สึกไม่ยินยอมนักกับคำนี้
ทว่าจู่ ๆ ลู่เฉินก็พลันเอ่ยด้วยรอยยิ้มว่า “ให้ทุกคนมารวมตัวกัน ข้าต้องการคุยกับพวกเขา”
ทุกคนต่างก็สงสัยว่าลู่เฉินกำลังคิดจะทำอะไร
แต่ปิงหลิวหลีไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากต้องทำตามที่ลู่เฉินสั่ง
หลังจากผ่านไปครึ่งวัน ลูกศิษย์จำนวนมากต่างมารวมกันที่ลานกว้างของสำนัก และในบรรดาศิษย์เหล่านี้ก็มีหลายคนที่แสดงท่าทีหงุดหงิดออกมา เห็นได้ชัดว่ากำลังร้อนรน บางคนก็ดูนิ่งเฉยไร้จุดยืนพร้อมกับสนับสนุนให้คนอื่น ๆ ออกไปด้วยกัน
สำหรับลู่เฉินนั้น เขายืนอยู่ด้านหน้าลานกว้างและยิ้มให้ทุกคน
“ท่านอาจารย์ ท่านกำลังจะทำอันใด?” หนานเหยาต้องการทราบว่าเหตุใดลู่เฉินจึงเรียกผู้คนมากมายมารวมกัน
ส่วนปิงหลิวหลี ขณะนี้นางกำลังรู้สึกไม่สบายใจยิ่งนักเมื่อนางได้ยินการสนทนาของฝูงชน
โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อบางคนพากันกระซิบกระซาบกันว่า
“ทั้งหมดเป็นเพราะเด็กตระกูลลู่คนนั้น”
“ถูกต้อง ถ้าเขาไม่บ้าขนาดนั้น เราคงไม่ถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ไล่ล่า”
“ถ้าพวกเราอยู่ในสำนักเก้าสุขสงบต่อไป ไม่ช้าก็เร็วเมื่อเราออกไปภายนอก ทุกคนก็จะถูกสำนักต่าง ๆ ตามฆ่า นับประสาอะไรกับการถูกล้อมโจมตีในอีกหนึ่งเดือนข้างหน้า”