ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 192 เมื่อรู้ฐานะของเขา ก็กลัวจนขาอ่อนปวกเปียก พูดตะกุกตะกัก!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 192 เมื่อรู้ฐานะของเขา ก็กลัวจนขาอ่อนปวกเปียก พูดตะกุกตะกัก!
บทที่ 192 เมื่อรู้ฐานะของเขา ก็กลัวจนขาอ่อนปวกเปียก พูดตะกุกตะกัก!
ลู่เฉินมองไปที่ทุกคนแล้วเอ่ยว่า “ต่อไปให้พวกเจ้าทำตามที่ข้าพูด!”
ทุกคนพลันตอบรับ
จากนั้นลู่เฉินก็ถ่ายทอดเคราะห์วิญญาณอัคคีให้กับพวกเขา
และคนเหล่านี้ก็พากันโคจรปราณธาตุไฟในร่างกายตามวิธีการของลู่เฉิน
ครู่ต่อมา คนเหล่านี้ก็กลายเป็น ‘มนุษย์เพลิง’ เพียงแต่เปลวเพลิงนั้นมีขนาดเล็กมากและไม่โดดเด่น มันดูเหมือนกับกลุ่มเปลวเพลิงเล็ก ๆ ที่นั่งขัดสมาธิอยู่อย่างไรอย่างนั้น
ทุกคนจึงตกใจกลัวและทยอยกันถามว่าเกิดอันใดขึ้น
“ตอนแรกมันจะค่อนข้างอ่อนแอ ขอแค่ฝึกฝนไปสักระยะก็จะค่อย ๆ แข็งแกร่งขึ้น”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนก็ดูเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง ทว่าพวกเขาก็ยังคงฝึกฝนต่อไป
เห็นเพียงว่า ‘มนุษย์เพลิง’ เหล่านี้แข็งแกร่งขึ้นทีละน้อย ส่วนโจวอวี๋ซึ่งนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงกลางนั้นย่อมแข็งแกร่งกว่าคนอื่น ๆ เพราะการสำแดงเคราะห์วิญญาณอัคคีนั้น มีเขาเป็น ‘แกนกลางอัคคี’
ดังนั้นพลังที่ ‘แกนกลางอัคคี’ มีอยู่ จึงซ้อนทับด้วยพลังของทุกคนที่อยู่รอบตัว
ดังนั้นโจวอวี๋คนนี้จึงเหมือนไฟที่โหมกระหน่ำ!
พลังมหาศาลนี้ควบคุมได้ยากเล็กน้อย แต่ลู่เฉินก็คอยชี้แนะจนกระทั่งโจวอวี๋ผ่านมันไปได้ ก่อนที่เจ้าตัวจะหลับตาลงและฝึกฝนต่อไป
หลังจากนั้นไม่นาน คนเหล่านี้ก็เข้าสู่สภาวะรู้แจ้งในทันที
ลู่เฉินพอใจมากกับผลลัพธ์เช่นนี้ จากนั้นเขาก็ออกจากภูเขาไป
ตอนนี้เป็นเวลาสายแล้ว ปิงหลิวหลีและคนอื่น ๆ ยังคงรออยู่ที่ตีนเขา
ส่วนหนานเหยานั้นเมื่อเห็นว่าโจวอวี๋และคนอื่น ๆ ไม่ได้ลงมาจากภูเขา นางจึงถามอย่างสงสัย “ท่านอาจารย์ โจวอวี๋เล่า?”
“พวกเขากำลังฝึกฝนอยู่ที่นั่น และจะไม่ออกมาสักพักหนึ่ง” ลู่เฉินตอบ แต่หนานเหยาก็ยังคงถามต่อไปด้วยความสงสัยว่า “ท่านอาจารย์ พวกเขากำลังฝึกอันใด เหตุใดมันจึงทำให้ทั้งภูเขาเกิดประกายไฟเจิดจ้าเช่นนั้นได้?”
ลู่เฉินจึงหันกลับไปและยิ้มให้เปลวไฟที่เปล่งประกายเจิดจ้าพวกนั้น “พวกเขากำลังฝึกฝนสิ่งที่น่าสนใจอยู่”
ทุกคนพลันงงงวย
ลู่เฉินมองไปที่หนานเหยาและเจี่ยลัวแล้วเอ่ยว่า “ไปกันเถอะ สำหรับพวกเจ้าสองคน สิ่งที่ต้องทำก่อนอื่นใดคือหาคู่หูสักคน!”
“คู่หู?” หนานเหยางงงวย และเจี่ยลัวก็สงสัยเช่นกัน ส่วนปิงหลิวหลีและหลี่ว์ซือนั้น พวกเขายิ่งฉงนเข้าไปใหญ่
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจและไม่คิดตอบสิ่งใด เพียงพาทุกคนไปที่ลานกว้างของสำนัก จากนั้นก็เลือกคนที่มีพรสวรรค์รากวิญญาณระดับแปดดาวขึ้นไป
เมื่อคนเหล่านี้ถูกพาตัวไป ตอนแรกพวกเขายังคงสับสน แต่หลังจากที่ลู่เฉินหาถ้ำที่เหมาะสมพบแล้ว เขาก็พาคนเหล่านั้นเข้าไปโดยทิ้งปิงหลิวหลีและพวกไว้ด้านนอก
ส่วนทางด้านนอกถ้ำ ปิงหลิวหลีและหลี่ว์ซือไม่รู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด ดังนั้นพวกเขาจึงได้แต่รออยู่ที่ปากทางเข้าถ้ำ
ในขณะที่ภายในถ้ำนั้น ลู่เฉินได้ขอให้คนเหล่านั้นนั่งขัดสมาธิ จากนั้นชายหนุ่มก็วางค่ายกลรอบตัวพวกเขา ทำให้เกิดแสงส่องประกายรอบ ๆ ตัวคน
ทุกคนงงงวยทว่าไม่กล้าถามถึงสิ่งที่เกิดขึ้น ก่อนจะเป็นหนานเหยาที่ถามด้วยความสงสัยว่า “ท่านอาจารย์ สิ่งเหล่านี้คืออันใด?”
“ค่ายกลหมื่นวิญญาณ” ลู่เฉินตอบ
“ค่ายกลหมื่นวิญญาณคืออันใด?”
ลู่เฉินไม่ได้อธิบาย แต่ขอให้คนเหล่านั้นนั่งขัดสมาธิ และหลังจากที่คนเหล่านั้นนั่งลงแล้ว พวกเขาก็พบว่าปราณในร่างกายของพวกเขาไหลเวียนได้เร็วขึ้น
ซึ่งหมายความว่าความเร็วในการฝึกฝนเพิ่มขึ้น!
และด้วยสิ่งนี้ มันก็สามารถทำให้คนที่ติดอยู่ที่จุดคอขวดสามารถเข้าสู่การรู้แจ้งได้ทันที ส่วนคนที่ยังไม่ถึงจุดคอขวด พวกเขาก็สามารถย่นระยะเวลาการฝึกฝนได้มากเช่นกัน!
ด้วยเหตุนี้ คนเหล่านั้นจึงตื่นเต้นกันไม่หยุด
“ค่ายกลนี้น่าทึ่งมาก”
“ใช่!”
“เป็นเรื่องดีที่เราไม่ทิ้งสำนักเก้าสุขสงบไป!”
คนเหล่านี้ต่างก็รู้สึกโชคดีและขอบคุณลู่เฉินอย่างซาบซึ้งใจ
ซึ่งลู่เฉินก็ขอให้พวกเขาฝึกฝนที่นี่โดยไม่ต้องคิดถึงเรื่องอื่น
แน่นอนว่าคนเหล่านี้ส่งเสียงรับคำ ก่อนจะหลับตาลงและเริ่มฝึกฝน
หนานเหยารู้สึกสงสัยขึ้นมา “ท่านอาจารย์ ค่ายกลนี้สามารถเร่งการฝึกฝนได้หรือ?”
“อืม!”
หนานเหยาพลันรู้สึกประหลาดใจ “ค่ายกลนี้มีประโยชน์กับพวกเราเหมือนกันหรือ?”
“ค่ายกลหมื่นวิญญาณ ย่อมมีประโยชน์กับทุกคนอยู่แล้ว” ลู่เฉินยิ้ม
หลังจากที่หนานเหยาและเจี่ยลัวมองหน้ากัน พวกเขาก็นั่งขัดสมาธิ และพบว่าความเร็วในการฝึกฝนของพวกเขาเพิ่มขึ้นถึงสิบเท่า
สิบเท่านี้ไม่เพียงทำให้เวลาสั้นลงเท่านั้น แต่ความเร็วของการฝึกฝนยังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว
ดังนั้นหนานเหยาและเจี่ยลัวจึงรู้สึกเหลือเชื่ออย่างมาก แม้กระทั่งตอนฝึกฝนอยู่ยังรู้สึกเหมือนว่าลืมอันใดไปอย่างไรอย่างนั้น
ลู่เฉินออกจากถ้ำไปอย่างเงียบ ๆ
เมื่อออกมาข้างนอก ปิงหลิวหลีที่เห็นว่ามีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่ออกมาจึงถามด้วยความสงสัยว่า “พวกเขาล่ะ?”
“กำลังฝึกฝน”
“พวกเขาคนหนึ่งคือผู้ฝึกวิถีภูตผี และอีกคนหนึ่งคือผู้ฝึกวิถีซากศพ จะฝึกฝนได้อย่างไร?”
“ข้ามีวิธีของข้า”
ปิงหลิวหลีที่ไม่มีทางเลือกอื่นจึงเลือกทีจะหยุดถาม
ลู่เฉินมองไปทางหลี่ว์ซือแล้วคลี่ยิ้ม “แล้วเจ้าล่ะ?”
“ข้า?” หลี่ว์ซือไม่รู้ว่าลู่เฉินคิดจะพูดอันใดกันแน่
“คนเหล่านั้นข้าจัดการให้พวกเขาได้ฝึกฝนแล้ว แล้วเจ้าล่ะ ต้องการหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มให้หลี่ว์ซือ ซึ่งหลี่ว์ซือก็เอ่ยอย่างเชื่องช้าว่า “ข้าต้องพึ่งเม็ดยานั่น เจ้าก็รู้”
ลู่เฉินยิ้ม “ข้าเข้าใจแล้ว แต่ไม่ต้องกังวล อีกเดี๋ยวข้าจะปรุงยาให้เจ้า”
หลี่ว์ซือกล่าวด้วยความซาบซึ้งใจว่า “ขอบคุณ!”
“แต่แค่มียามันไม่พอ ข้าต้องหาสถานที่ให้เจ้าฝึกฝนได้เร็วขึ้น”
“สถานที่?” หลี่ว์ซือพลันสงสัย
“ข้าจะพาเจ้าไปที่นั่นหลังจากที่ข้าจัดการเรื่องที่นี่เสร็จ!”
หลี่ว์ซือที่ได้ยินเช่นนั้นรู้สึกสงสัยนักว่าเป็นที่ใดกันที่เหมาะกับตน
แม้แต่ปิงหลิวหลีเองก็สงสัยว่าคนที่ฝึกฝนกายเนื้อจะฝึกฝนได้อย่างไร
ทว่าลู่เฉินกลับมองไปที่ปิงหลิวหลีเสียก่อน “ถึงตาเจ้าแล้ว!”
“ข้า?”
“ในฐานะเจ้าสำนัก เจ้าควรเพิ่มขั้นพลังให้มากกว่านี้”
ปิงหลิวหลีกล่าวอย่างขัดเขินว่า “ข้าอยู่ในขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว หากอยากเพิ่มพลังคงต้องพึ่งโอกาส หรืออาจจะต้องรออีกหนึ่งหรือสองพันปี”
“ถ้าเจ้าไม่พบข้า อาจใช้เวลาหนึ่งหรือสองพันปี แต่เมื่อพบข้า ข้าจะสร้างโอกาสให้เจ้าเอง” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็พาปิงหลิวหลีกลับไปที่ถ้ำเก้าสุขสงบ
ระหว่างทางเข้าไปในถ้ำสุขสงบ ปิงหลิวหลีมองแผ่นหลังของลู่เฉินสักพักแล้วถามขึ้นมาว่า “ข้ามีคำถาม ถามได้หรือไม่?”
“พูดมา”
“เจ้าคือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนใช่หรือไม่” ในที่สุดปิงหลิวหลีก็อดไม่ได้ที่จะถาม
ลู่เฉินเพียงยิ้มเล็กน้อยแล้วถามกลับไปว่า “คำถามนี้สำคัญมากหรือ?”
เมื่อได้ยินเสียงหัวเราะของลู่เฉิน ปิงหลิวหลีก็ตกใจ “เจ้าคือเขาจริง ๆ งั้นหรือ?”
“ถ้าเจ้าคิดว่ามันใช่มันก็ใช่ หากไม่ใช่มันก็ไม่ใช่”
เมื่อปิงหลิวหลีได้ยินเช่นนี้ นางก็สามารถสรุปได้ว่าลู่เฉินคือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่ตนนั้น ทำให้ใบหน้าของนางเริ่มซีดเผือด ขาของนางก็เริ่มอ่อนแรง ราวกับว่าตนเองได้พบเจอเข้ากับสิ่งที่น่ากลัวอย่างไรอย่างนั้น
ลู่เฉินยิ้มอย่างเจ้าเล่ห์ “อันใด? เจ้ากลัวแล้วหรือ?”
“ไม่ ไม่กลัว แค่นิดหน่อย…” ปิงหลิวหลีไม่รู้จะพูดอันใดดีเพราะนางตกใจอย่างมาก
ลู่เฉินยิ้ม “อย่าคิดมาก”
“ผู้ ผู้อาวุโส… เจ้า” ปิงหลิวหลีพูดตะกุกตะกัก แต่ลู่เฉินกลับแทรกขึ้นเสียก่อน “ตอนนี้เจ้าก็คือเจ้าสำนักเก้าสุขสงบ และวันข้างหน้าเจ้าจะต้องนำสำนักเก้าสุขสงบกลับสู่จุดสูงสุด ขึ้นเป็นสำนักอันดับหนึ่งให้ได้”
“สำ… สำนักอันดับหนึ่ง?” ปิงหลิวหลีตกตะลึง
“ข้าสัญญากับบรรพชนของเจ้าไว้” ลู่เฉินยิ้มและไม่พูดอันใดอีก
แต่ในหัวของปิงหลิวหลีนั้นเลอะเลือนไปหมดแล้ว!
ลู่เฉินพาปิงหลิวหลีเข้าไปข้างใน และหลังจากที่จิ่วโหยวพบเห็นคนทั้งสอง เขาก็พลันถามอย่างฉงนว่า “นางเป็นอันใดไป?”
“เจอปีศาจกระมัง…” ลู่เฉินพูดส่งเดช จากนั้นเขาก็เริ่มวางค่ายกลที่นี่
จิ่วโหยวที่ไม่ได้รับคำตอบจากชายหนุ่มก็หันไปถามปิงหลิวหลีแทน และเมื่อปิงหลิวหลีเห็นบรรพชนของนางอีกครั้ง นางก็พลันถามอย่างลนลานว่า “บรรพชน เขาคือจอมมารผู้ยิ่งใหญ่เมื่อหนึ่งแสนปีก่อนใช่หรือไม่?”
“โอ้? เจ้ารู้แล้ว?” จิ่วโหยวถามด้วยความประหลาดใจ
หลังจากได้รับคำตอบยืนยัน ปิงหลิวหลีก็ตะลึงงันไป ก่อนที่จิ่วโหยวจะกระแอมเบา ๆ “อย่าบอกความลับนี้กับใครเข้าใจหรือไม่?”
“บรรพชน มันเกิดอันใดขึ้นกันแน่? เหตุใดเขาถึงมีเพียงพลังขั้นสร้างรากฐาน?” ปิงหลิวหลีที่มีคำถามมากมายอยู่ในใจเริ่มถามออกไปทันที