ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 193 แผ่นหินที่ทำให้คนคุ้มคลั่ง
บทที่ 193 แผ่นหินที่ทำให้คนคุ้มคลั่ง
จิ่วโหยวกลัวว่าปิงหลิวหลีจะถามในสิ่งที่ไม่ควร ดังนั้นเขาจึงรีบเตือนว่า “อย่าถามเรื่องของเขาเข้าใจหรือไม่?”
เมื่อรู้ว่าตนเองพูดมากเกินไป ปิงหลิวหลีก็รีบขอโทษ “ข้าจะไม่ถามอันใดอีกแล้ว!”
“เจ้ารู้แค่ว่าเขาไม่ใช่คนธรรมดา และเจ้าต้องเชื่อฟังเขาทุกอย่าง! เพียงเท่านี้ก็พอแล้ว” จิ่วโหยวกำชับ
“เจ้าค่ะ ท่านบรรพชน!”
หลังจากเห็นว่าลู่เฉินดูยุ่งตลอดเวลา ปิงหลิวหลีก็มีท่าทีฉงน “ท่านบรรพชน นั่นเขากำลังทำอันใดอยู่หรือ?”
“สร้างค่ายกลเหมันต์เยือกแข็ง น่าจะเพื่อการฝึกฝนของเจ้า”
“ค่ายกลเหมันต์เยือกแข็ง?” ปิงหลิวหลีผู้นี้พลันสงสัย ดังนั้นจิ่วโหยวจึงอธิบายว่า “ตอนนั้นข้าตกตะลึงมากเมื่อเห็นค่ายกลนี้ แต่ค่ายกลนี้ก็นับเป็นประโยชน์อย่างยิ่งต่อการฝึกฝนของเจ้า!”
“แล้วหากอยู่ในค่ายกลนี้ ข้าต้องใช่เวลาเท่าใดถึงจะทะลวงระดับขั้นได้?”
จิ่วโหยวมีท่าทีลังเล “อย่างเร็วก็ไม่ถึงหนึ่งปี อย่างช้าก็สองสามปี!”
“เร็วขนาดนั้นเลยหรือ?” ใบหน้าของปิงหลิวหลีเปลี่ยนสีไปอย่างมาก
“สำหรับเขา มันค่อนข้างช้า”
“นี่…” เนื่องจากปิงหลิวหลีรู้ฐานะของลู่เฉิน นางจึงไม่สงสัยในความสามารถของลู่เฉินอีกต่อไป เพียงรู้สึกว่าอีกฝ่ายทรงพลังเกินไป!
จิ่วโหยวพูดอย่างปลงอนิจจังว่า “โชคดีที่มีเขาอยู่ ไม่เช่นนั้นสำนักเก้าสุขสงบของข้าคงจะล่มสลายแล้วจริง ๆ”
ปิงหลิวหลีพยักหน้าเห็นด้วย จากนั้นพวกเขาก็คุยกันถึงเรื่องที่เกิดขึ้น ณ ยอดเขาเต๋าเมฆา
จิ่วโหยวยิ้มออกมาหลังจากได้ยินสิ่งนี้ “นับว่าพวกเขาโชคดี”
“โชคดี?”
“โชคดีที่พบเขาในยามที่ขั้นพลังยังไม่ฟื้นตัว หากเจ้าพบเขาที่อยู่ในจุดสูงสุด ไม่ต้องพูดถึงดินแดนศักดิ์สิทธิ์ขนาดเล็กนั่นเลย การทำลายทั้งมหาทวีปจิ่วโหยวก็เป็นเรื่องง่ายดายราวกับดีดนิ้ว” จิ่วโหยวกล่าวด้วยน้ำเสียงเลื่อมใส
ปิงหลิวหลีสูดลมหายใจเข้าลึก ส่วนลู่เฉินที่จัดการธุระเสร็จแล้วพลันเดินมาด้วยรอยยิ้ม “อันใดนะ? เจ้ากำลังพูดถึงข้าในทางไม่ดีหรือ?”
เมื่อปิงหลิวหลีเห็นลู่เฉิน นางก็เอ่ยอย่างตะกุกตะกัก “มะ ไม่!”
“ข้าบอกแล้วนะเจ้าสำนักปิง ปัญหาการพูดติดอ่างของเจ้าจะดีขึ้นเมื่อใด?” ลู่เฉินรู้สึกไม่สบอารมณ์เล็กน้อย ส่วนปิงหลิวหลีนั้นก็ไม่อยากติดอ่าง แต่ไม่รู้เพราะเหตุใดพอเอ่ยปากก็พูดติดอ่างทันที “ข้า… ข้าก็ไม่รู้เหมือนกัน!”
จิ่วโหยวพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ฐานะของเจ้าน่ากลัวเกินไป ดังนั้นนางจึงไม่สามารถพูดตามปกติได้”
ลู่เฉินยิ้มอย่างช่วยไม่ได้ “ไปกันเถอะ ไปที่ใจกลางค่ายกล”
ปิงหลิวหลีเดินไปด้วยความอยากรู้อยากเห็น แต่ลู่เฉินกลับดึงนางไปยังบริเวณที่มีหมอกสีขาว
หลังจากที่ลู่เฉินขอให้นางนั่งขัดสมาธิ เขาก็เริ่มเปิดใช้งานค่ายกล
ทันใดนั้น แสงสีฟ้าจำนวนนับไม่ถ้วนก็มารวมตัวกันบนร่างของปิงหลิวหลี ทำให้นางเข้าสู่ ‘การหลับใหล’ ทันที
จิ่วโหยวกังวลขึ้นมา “เจ้าคิดว่านางสามารถต้านทานค่ายกลเหมันต์เยือกแข็งนี้ได้หรือไม่?”
“นี่คือค่ายกลเหมันต์เยือกแข็งที่ได้รับการปรับแต่งจากข้า มันจะไม่เจ็บปวดเหมือนเมื่อก่อน” ลู่เฉินหัวเราะ ส่วนจิ่วโหยวก็จำได้ทันทีเมื่อเขาได้ยินสิ่งนี้ “ตอนแรกเจ้าขอให้ข้าลอง แต่ข้าลงเอยด้วยการค้างอยู่ในนั้น และพอออกมาได้ ผิวหนังก็ลอกออกมาทั้งตัว”
ลู่เฉินถามด้วยรอยยิ้ม “โอ้? เจ็บปวดขนาดนั้นเลยหรือ?”
จิ่วโย่วพูดอย่างอาย ๆ ว่า “ถึงมันจะเจ็บปวด แต่ก็มีความสุข โดยเฉพาะตอนที่ทะลุระดับได้!”
ลู่เฉินยิ้มและพูดว่า “ข้าต้องออกไปข้างนอกสักพัก ส่วนนาง เจ้าก็ดูแลนางเองเถิด”
“ข้าได้ยินมาว่าอีกแค่หนึ่งเดือน…” จิ่วโหยวพลันนึกถึงบางสิ่งได้และเริ่มสงสัย ในขณะที่ลู่เฉินกล่าวปลอบโยนเสียก่อนว่า “วางใจ ข้าจะกลับมาในหนึ่งเดือนและจัดการพวกเขาแน่นอน”
“ก็ได้ เจ้าไปเถิด”
ลู่เฉินจึงออกไปจากที่นี่ ส่วนจิ่วโหยวก็มองไปยังค่ายกลสีฟ้าที่กะพริบวิบวับแล้วพึมพำว่า “มันแตกต่างไปจริง ๆ”
…
ยามนี้หลี่ว์ซือซึ่งอยู่นอกถ้ำไม่รู้ว่าเกิดอันใดขึ้นข้างใน แต่เขาก็ยังคงรออย่างเงียบ ๆ จนกระทั่งลู่เฉินออกมา
หลี่ว์ซือถามด้วยความสงสัยว่า “เจ้าสำนักปิงเล่า?”
“นางกำลังกักตัวฝึกฝน”
หลังจากเห็นทุกคนกักตัวฝึกฝน หลี่ว์ซือก็พูดอย่างอาย ๆ ว่า “เอ่อ เจ้าบอกว่ามีสถานที่ซึ่งเหมาะกับข้า?”
“อืม แต่ก่อนออกจากที่นี่ ข้าต้องจัดการเรื่องในสำนักเก้าสุขสงบก่อน” หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็พาหลี่ว์ซือไปหาไป๋อู่จินและคนอื่น ๆ จากนั้นก็ออกคำสั่งแล้วถึงได้ไปหาผู้เฒ่าเหยา
ยามนี้เป็นเวลาดึกแล้ว
ที่พักของผู้เฒ่าเหยายังคงมีไฟสว่างไสว
ลู่เฉินมาที่นี่เพื่อตามหาฉินหลิน เพราะไป๋อู่จินบอกลู่เฉินว่าช่วงนี้ฉินหลินและผู้เฒ่าเหยากำลังค้นคว้าบางอย่าง
และแม้ว่าเขาจะไม่รู้ว่ามันคืออันใด แต่ลู่เฉินก็ยังต้องการลองเพื่อดูว่าจะมีโอกาสหรือไม่
แต่หลังจากเคาะประตูที่ชั้นล่างสักพัก มันกลับไม่มีเสียงใด ๆ ตอบกลับมา “ผู้เฒ่าเหยา เจ้าอยู่หรือไม่?”
ยังคงไม่มีการเคลื่อนไหวที่ชั้นบน แต่ลู่เฉินสัมผัสได้ถึงกลิ่นอายของพวกเขา
สิ่งนี้ทำให้ลู่เฉินรู้สึกเหมือนมีเรื่องไม่ดีเกิดขึ้น ดังนั้นชายหนุ่มจึงขอให้หลี่ว์ซือช่วยเปิดประตู
ว่าแล้วหลี่ว์ซือก็พังประตูด้วยหมัดเดียว ก่อนที่ลู่เฉินจะขึ้นไปชั้นบนพร้อมกับเขา
ยามนี้ในห้องที่มีแสงสว่างจ้า ผู้เฒ่าเหยาและฉินหลินกำลังนั่งขัดสมาธิอยู่ตรงนั้น
ทว่าสองมือของฉินหลินถือแผ่นหินไว้แน่น และแผ่นหินนี้ก็เปล่งแสงสีดำเรือง ๆ ออกมา
ในเวลาเดียวกัน ใบหน้าของฉินหลินก็ซีดเผือด มุมปากของเขาขยับมุบมิบ ราวกับว่ากำลังพูดขณะหลับ บนหน้าผากมีเหงื่อผุดพรายอย่างบ้าคลั่ง และดวงตาทั้งสองก็ยังคงปิดสนิท
ส่วนผู้เฒ่าเหยา เขาวางมือบนหลังของฉินหลิน คล้ายกับว่ากำลังทำการรักษา
จนกระทั่งลู่เฉินมาถึงที่นี่ ผู้เฒ่าเหยาก็ลืมตาขึ้นและพูดอย่างอ่อนแรงว่า “ข้าขอโทษ ข้ากำลังรักษาเขาอยู่ ข้าจึงลงไปเปิดประตูให้เจ้าไม่ได้”
“เกิดอันใดขึ้น?” ลู่เฉินถามอย่างสงสัย
ผู้เฒ่าเหยาจึงกล่าวอย่างเคร่งขรึมว่า “ก่อนหน้านี้ข้าไม่รู้ว่าเขาได้แผ่นหินมาจากไหน เขาบอกว่าสามารถศึกษาทักษะทางการแพทย์ที่ทรงพลังจากมันได้ ดังนั้นเขาจึงศึกษามันเป็นเวลานาน ทว่าในที่สุดเขาก็กลายเป็นบ้า ราวกับคนที่ถูกธาตุไฟเข้าแทรกอย่างไรอย่างนั้น”
“แผ่นหินนี้…” ลู่เฉินกำลังจะดู แต่ผู้เฒ่าเหยาซึ่งมีใบหน้าซีดเซียวกลับเอ่ยด้วยความตกใจว่า “อย่าแตะต้อง! มีบางอย่างผิดปกติกับแผ่นหินนี้”
ทว่าลู่เฉินกลับคิดอีกแบบ …ว่าแล้วแผ่นหินนั้นก็ถูกยกลอยออกจากมือของฉินหลิน ทำให้ดวงตาแดงก่ำของฉินหลินเบิกกว้าง ตัวคนรีบกระโจนเข้ามาหมายจะชิงแผ่นหินนี้กลับไป
ผู้เฒ่าเหยาตกตะลึง แต่ลู่เฉินกลับหยิบเข็มเงินออกมาและโจมตีไปที่หน้าผากของฉินหลิน ทำให้ดวงตาของฉินหลินว่างเปล่าทันที ก่อนที่ร่างของเขาจะสั่นเทาอยู่ครู่หนึ่งและสงบนิ่งไป
ผู้เฒ่าเหยารีบสัมผัสร่างของฉินหลินทันที “เขา…”
“ไม่เป็นไร แค่หมดสติไปเท่านั้น” ลู่เฉินกล่าว
หลังจากที่ผู้เฒ่าเหยาถอนหายใจด้วยความโล่งอกแล้ว อีกฝ่ายก็มองไปยังแผ่นหินสีดำซึ่งลอยค้างอยู่ “สิ่งนี้ชั่วร้ายจริง ๆ”
“ขอข้าดูก่อนว่ามันคืออันใด” หลังจากเอ่ยจบ ลู่เฉินก็ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อสำรวจแผ่นหิน
แผ่นหินนี้ดูเหมือนจะไม่มีอันใด แต่กลับแฝงไว้ด้วยไอมารที่ทรงพลัง! ทว่าชายหนุ่มไม่กังวลแม้แต่น้อย เขายื่นมือออกไปคว้าแผ่นหิน ทำให้ผู้เฒ่าเหยาที่เห็นดังนั้นถึงกับหน้าซีดเผือด ทว่าเมื่อเห็นว่าลู่เฉินไม่เป็นอันใด ชายชราก็ตกตะลึง
“เจ้า เหตุใดเจ้าถึงไม่เป็นอันใด?”
“ข้ามีวิธีของข้า” ลู่เฉินไม่กลัวไอมารอยู่แล้ว ดังนั้นเขาจึงกล้าที่จะจับมัน
เพียงแต่ลู่เฉินไม่เข้าใจว่าเหตุใดแผ่นหินนี้ถึงมีไอมารแฝงอยู่
ชายหนุ่มจึงพลิกมันดู ก่อนที่แมวมารมายาตนนั้นจะพูดขึ้นจากภายในจิตใจของลู่เฉินว่า “ในนี้มีไอมารจำนวนมากสถิตอยู่!”