ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 196 เรื่องของม่อชิงเทียน
บทที่ 196 เรื่องของม่อชิงเทียน
ชายในชุดคลุมสีฟ้าคิดว่าตนน่าจะสามารถกำจัดลู่เฉินได้อย่างงายดาย ดังนั้นจึงทะยานหนีหายเข้าไปในม่านหมอก ก่อนจะกล่าวออกมาจากภายในนั้นว่า “อยากรู้งั้นหรือ? คงไม่ง่ายเช่นนั้นหรอก!”
“เจ้าคิดว่าหลบเข้าม่านหมอกแล้วข้าจะทำอะไรไม่ได้หรือ?” ลู่เฉินยิ้มเย็นชา
“ขั้นพลังของข้าสูงกว่าเจ้านัก ดังนั้นข้ามั่นใจ!” หลังพูดจบ จู่ ๆ รอบกายก็มีเสียงดังกระหึ่มขึ้นมา ราวกับว่ามีบางอย่างระเบิดออกมาจากพื้นดิน
และนั่นทำให้ลู่เฉินแปลกใจ
ทันใดนั้นคนกลุ่มหนึ่งก็ปรากฏตัวออกมา
คนพวกนี้ล้วนแต่เป็นผู้ฝึกตนขั้นหลอมแก่นแท้ แต่แววตาของพวกเขาดูพิกลนัก และบนร่างก็ยังแผ่ไอมารออกมาไม่หยุด
“วิชามารบงการ!” เมื่อลู่เฉินเห็นคนพวกนั้น เขาก็ดูออกทันที
ชายชุดคลุมสีฟ้าในมุมมืดหัวเราะขึ้นมาทันที “ใช่! คนพวกนี้ล้วนตกมาอยู่ในวิถีมาร และพวกมันต่างอยู่ภายใต้การควบคุมของข้า!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็พลันกวาดสายตามองไปรอบ ๆ ก่อนจะพบว่าท่ามกลางบรรดาคนที่ถูกควบคุมอยู่นั้น มีอยู่สองคนที่น่าสนใจ! คนหนึ่งมีรากวิญญาณธาตุสายฟ้าเจ็ดดาว และอีกคนมีรากวิญญาณธาตุลม!
นี่จึงทำให้ลู่เฉินรู้สึกยินดียิ่งนัก เพราะตอนนี้เขายังต้องประลองกับผู้ฝึกตนที่มีรากวิญญาณอีกสิบชนิด จึงจะสามารถสร้างชั้นรากฐานทั้งแปดสิบเอ็ดชั้นได้!
และด้วยกลัวว่าเป้าหมายจะหนีหายไปเสียก่อน ลู่เฉินจึงใช้ออกด้วยเถาวัลย์เข้าพัวพันรัดคนทั้งสองไว้ภายในชั่วพริบตา
แต่ชายในชุดคลุมสีฟ้ากลับหัวเราะออกมา “ถึงแม้เจ้าจะกักขังพวกเขาไว้ ข้าก็สามารถบงการให้พวกมันต่อต้านโดยไม่คำนึงถึงชีวิตตนเองได้ ดังนั้นฝันไปเถอะที่จะหยุดข้าได้!”
หลังจากพูดจบ ทั้งสองคนนั้นก็พลันดิ้นรนอย่างบ้าคลั่ง และถึงแม้พวกเขาจะมีเลือดไหลอาบทั่วร่าง ทว่าตัวคนกลับยังคงต่อต้านอย่างไม่กลัวตาย
ส่วนคนอื่น ๆ นั้นต่างก็เตรียมพร้อมที่จะใช้เคล็ดวิชาเพื่อโจมตีไปยังลู่เฉิน แต่เถาวัลย์นับไม่ถ้วนของชายหนุ่มกลับผุดพรายออกมาเพิ่ม และเข้าตรึงคนเหล่านั้นไว้อย่างแน่นหนา
“เจ้าควรรู้ไว้ว่าตราบใดที่คนพวกนี้ยังไม่ตื่น พวกเขาก็จะฟังเพียงคำของข้า แม้ข้าจะบอกให้ไปตายหรือระเบิดตันเถียน คนพวกนั้นก็จะทำโดยไม่อิดออด!”
ระเบิดตันเถียน? สิ่งนี้ลู่เฉินไม่ต้องการ เพราะสองคนนั้นต้องยอมแพ้เขาเท่านั้น เขาจึงจะสามารถสร้างชั้นรากฐานได้!!
ว่าแล้วชายหนุ่มก็พลันเผยยิ้มประหลาด ก่อนที่เถาวัลย์เหล่านั้นจะมีหนามแหลมยาวงอกออกมาและทิ่มแทงเข้าไปในร่างกายของคนพวกนั้น ทำให้พวกเขาไม่สามารถโคจรพลังปราณภายในร่างกายได้
นี่จึงทำให้ชายในชุดคลุมสีฟ้าตกตะลึงขึ้นมา “เจ้าทำอะไรกับพวกเขา?”
“เจ้ามีเคล็ดวิชามารบงการของเจ้า ข้าก็มีเคล็ดวิชาการควบคุมของข้า!” ลู่เฉินยิ้ม ส่วนชายผู้นั้นก็รู้สึกเหลือเชื่อยิ่งนัก จนกระทั่งลู่เฉินเดินไปตรงหน้าคนทั้งสองและยื่นมือออกไป
…ชายหนุ่มใช้นิ้วแตะบนหน้าผากของคนทั้งสอง
“เจ้าจะทำสิ่งใด?” ชายในชุดคลุมสีฟ้าเอ่ยถามด้วยความสงสัย
“ทำให้พวกเขาตื่น!”
หลังจากได้ยินเช่นนั้น ชายในชุดคลุมสีฟ้าพลันเผยยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ผู้ที่ถูกควบคุมโดยเคล็ดวิชาควบคุม ถึงแม้จะเป็นคนที่มีวิชาแพทย์สูงล้ำ แต่ก็ไม่สามารถทำให้เขาตื่นได้!”
“เจ้าคงไม่คิดว่าข้ามีเพียงแค่วิชาแพทย์?”
“หรือไม่ใช่?”
ทว่าลู่เฉินไม่ตอบ เขาเพียงแค่ยิ้มและหลับตาลง
การกระทำเช่นนี้ทำให้ชายในชุดคลุมสีฟ้าแปลกใจ จนกระทั่งเวลาผ่านไปสิบลมหายใจ ไอมารภายในร่างกายของคนทั้งสองก็ได้ถูกแมวมารมายาจัดการจนหมดสิ้น จากนั้นเมื่อคนทั้งคู่ได้สติกลับมา พวกเขาจึงพลันตระหนักได้ถึงเหตุการณ์ที่เกิดขึ้น และเริ่มที่จะร้องขอชีวิตจากลู่เฉิน
สิ่งที่เกิดขึ้นทำให้ชายในชุดคลุมสีฟ้าตกตะลึงขึ้นมา พร้อมกับที่หมอกหนารอบกายก็ค่อย ๆ จางหายไป
กระทั่งเผยให้เห็นร่างของชายในชุดคลุมสีฟ้าอีกครั้ง!
เมื่อทั้งสองเห็นชายในชุดคลุมสีฟ้าผู้นั้น พวกเขาก็หวาดกลัวจนตัวสั่น ทว่าลู่เฉินไม่สนใจท่าทีดังกล่าว ชายหนุ่มกลับมองไปยังทั้งสองแล้วกล่าวว่า “หากไม่อยากตาย ก็จงยอมแพ้ซะ”
“ยอมแพ้?” คนทั้งสองต่างไม่รู้ว่าหมายความเช่นไร แต่เมื่อลู่เฉินสั่งอีกรอบ พวกเขาก็พากันกล่าวยอมแพ้แก่ลู่เฉินแต่โดยดี
ดังนั้น จากชั้นรากฐานที่มีเจ็ดสิบเอ็ดชั้น ตอนนี้จึงได้มีเจ็ดสิบสามชั้นแล้ว!
นี่จึงทำให้ลู่เฉินพึงพอใจมาก “ตอนนี้ยังขาดเพียงรากวิญญาณหายากแปดดาวและเก้าดาว”
เมื่อลู่เฉินพึมพำออกมา ชายในชุดคลุมสีฟ้าก็พลันมองมาด้วยความสงสัย “เจ้า… เจ้าทำอันใดกับพวกเขา?”
“ข้าไม่ได้ทำอะไร” หลังจากที่ลู่เฉินปลดปล่อยเถาวัลย์ คนทั้งสองที่หวาดกลัวก็พลันหนีไป ทำให้ชายในชุดคลุมสีฟ้ามองไปยังลู่เฉินด้วยความแปลกใจ “เหตุใดเจ้าจึงสนใจทั้งสองคนนั้นนัก?”
“คำถามนี้ เหมือนว่าข้าไม่จำเป็นจะต้องรายงานเจ้านะ?” ลู่เฉินยิ้ม
ชายในชุดคลุมสีฟ้าที่ได้ยินดังนั้นจึงทำได้เพียงกางมือทั้งสองออก ก่อนที่คนเหล่านั้นจะค่อย ๆ หายไปทีละคน
เมื่อเห็นฉากดังกล่าว ลู่เฉินจึงยิ้มและเอ่ยออกมาว่า “เคล็ดวิชามารบงการนี้ เมื่อฝึกฝนมาถึงขั้นที่สามแล้ว ก็จะสามารถหลบซ่อนผู้คนได้อย่างง่ายดาย”
“ดูเหมือนว่าเจ้าจะเข้าใจเคล็ดวิชามารบงการเป็นอย่างดี” หลังจากเผชิญหน้ากับลู่เฉินมาระยะหนึ่ง ชายในชุดคลุมสีฟ้าก็พบว่าลู่เฉินคนนี้ไม่ธรรมดาเลย
แต่ลู่เฉินไม่ตอบ เขายิ้มและมองไปยังชายในชุดคลุมสีฟ้าแล้วเอ่ยถามว่า “พูดมาเถิด ใครให้เจ้ามา และมาหาข้าเพื่อสิ่งใด?”
ชายในชุดคลุมสีฟ้ามองไปยังลู่เฉินแล้วตอบว่า “ข้ามาจากสำนักมารราตรี”
เมื่อได้ยินนามสำนักมารราตรี ลู่เฉินก็มีสีหน้าแปลกใจ “สำนักมารราตรี?”
“ใช่ สำนักของพวกข้าอยากให้เจ้าช่วยอะไรบางอย่าง ส่วนเงื่อนไขนั้นแล้วแต่เจ้าต้องการ!” ชายในชุดคลุมสีฟ้าตอบ แต่ลู่เฉินกลับยิ้ม “เกรงว่าพวกเจ้าจะไม่รู้ว่าสำนักมารราตรีของพวกเจ้า เคยมีความขัดแย้งกับข้า?”
ชายในชุดคลุมสีฟ้าครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับมาว่า “เถียนอวิ๋นเมิ่ง?”
“โอ้? ดูเหมือนว่าเจ้าจะรู้”
ชายในชุดคลุมสีฟ้าอธิบายต่อ “ก่อนมาที่นี่ ข้าเคยตรวจสอบเจ้ามาก่อน ได้ยินมาว่าเจ้าและเถียนหวิ๋นเมิ่งเคยมีความสัมพันธ์เป็นคู่หมั้นคู่หมายกันมาก่อน แต่ต่อมาเจ้าก็ถอนหมั้นนาง!”
“แต่หลังจากที่ข้าถอนหมั้นนาง นางกลับคิดแต่งเข้าสำนักพฤกษาสวรรค์ เพราะพลาดจากข้าที่ถูกขับออกจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ใช่หรือไม่?” ลู่เฉินยิ้ม
อีกฝ่ายตอบด้วยสีหน้าลำบากใจว่า “เรื่องนี้…”
“พูดมาเถิด เถียนอวิ๋นเมิ่งผู้นี้ เหตุใดจึงต้องเข้าร่วมสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์?!” ลู่เฉินรู้ดีว่าสาเหตุที่เถียนอวิ๋นเมิ่งไปยังสำนักพฤกษาสวรรค์นั้นเพื่อศาสตราวุธวิถีมาร แต่สาเหตุที่จะไปยังสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นั้น …มันเพื่อสิ่งใดกัน?
แต่ชายในชุดคลุมสีฟ้านี้กลับเงียบไป ตัวคนคล้ายกำลังครุ่นคิดอย่างหนัก
“แม้แต่สิ่งนี้ยังไม่กล้าบอกข้า แล้วยังคิดให้ข้าเสนอเงื่อนไขงั้นหรือ? พวกเจ้าคิดว่าข้าใจดีมากนักหรือ?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
ชายในชุดคลุมสีฟ้าจึงถอนหายใจออกมาพลางเอ่ยว่า “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ได้ผนึกศาสตราวุธวิถีมารไว้ และภายในศาสตราวุธวิถีมารนั้นมันก็มีวิญญาณมารหลงเหลืออยู่!”
“มารตัวใดกัน ถึงถูกสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ผนึกไว้ได้ และถึงขนาดทำให้พวกเจ้าสนใจเสียด้วย!” ลู่เฉินแปลกใจ
“เมื่อหนึ่งแสนปีก่อน หนึ่งในสิบมารผู้ยิ่งใหญ่ ม่อชิงเทียน”
ลู่เฉินเบิกตากว้าง “อะไรนะ?!”
ม่อชิงเทียน นามนี้ลู่เฉินคุ้นเคยไม่น้อย เพราะในปีนั้น ตนนับเป็นอันดับหนึ่งในสิบมารผู้ยิ่งใหญ่ ส่วนอีกเก้าอันดับนั้น ล้วนเป็นพี่น้องของเขา!
ทว่าที่ติดอันดับหาใช่เพราะเขาฝึกวิถีมาร แต่เป็นเพราะลงมือทำลายวังเหมันต์สงัด จึงได้ถูกผู้ฝึกตนที่มองว่าตัวเองชอบธรรมสุ่มเลือกชื่อออกมาเท่านั้น
ขณะที่เรื่องของม่อชิงเทียน… อีกฝ่ายได้ตายในฉับพลันอย่างไร้ร่องรอยหลงเหลือ ทำให้ลู่เฉินโทษตนเองเพราะเรื่องนี้มาตลอด รวมทั้งเขายังทำให้สำนักมากมายถูกฝังลงไปเพราะเรื่องนี้ ถึงขนาดมีข่าวลือเรื่อง ‘หลุมมาร’ แพร่กระจายออกไปในยุคนั้น
แต่ชายในชุดคลุมสีฟ้าผู้นี้ไม่รู้ เขายังคงพูดอย่างมีลับลมคมใน “ว่ากันว่าเขาเป็นสหายกับจอมมารอันดับหนึ่งเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน และเมื่อตัวคนตายไป จอมมารลู่ผู้นั้นก็ได้สร้างหลุมมารขนาดใหญ่ขึ้นมา พร้อมกับให้ผู้คนนับไม่ถ้วนฝังไปพร้อมกัน และสร้างสุสานม่อชิงเทียนขึ้นมา!”
ลู่เฉินมีท่าทีสับสนเล็กน้อย ตัวคนนิ่งงันไป ซึ่งเมื่อชายในชุดคลุมสีฟ้าเห็นอาการตกตะลึงของลู่เฉิน เขาจึงพูดต่อไปว่า “เล่าลือกันอีกว่า วิญญาณของม่อชิงเทียนผู้นี้ ถูกผนึกไว้ภายในศาสตราวุธวิถีมารหกชิ้น และเพียงแค่ได้รับศาสตราวุธวิถีมารมาเพียงหนึ่งชิ้น คนคนนั้นก็จะสามารถสืบทอดวิชามารอันเก่งกาจของม่อชิงเทียนมาได้!”
เมื่อลู่เฉินได้ยินมาถึงตรงนี้ ชายหนุ่มก็พลันได้สติคืนมา “ผนึกไว้ในศาตราวุธวิถีมารหกชิ้น?”
“ใช่!”
“ใครทำ?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยน้ำเสียงเย็นชา แต่ชายในชุดคลุมสีฟ้านั้นไม่รู้สาเหตุแม้แต่น้อยว่าเหตุใด จู่ ๆ น้ำเสียงของลู่เฉินจึงเปลี่ยนไป!