ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 197 แค่ขั้นพลังหลอมแก่นแท้ของเจ้า จะทำอันใดข้าได้?!
บทที่ 197 แค่ขั้นพลังหลอมแก่นแท้ของเจ้า จะทำอันใดข้าได้?!
เมื่อเห็นลู่เฉินมีน้ำเสียงเปลี่ยนไป ชายในชุดคลุมสีฟ้าก็ครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะพลันส่ายหัว “สิ่งนี้ข้าไม่รู้จริง ๆ!”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินจึงรู้ว่ามีเพียงแค่ต้องเข้าถึงศาสตราวุธวิถีมารของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เท่านั้น จึงจะสามารถรู้ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นกับม่อชิงเทียน! เพราะตอนนั้นชายหนุ่มพบเพียงร่างของอีกฝ่ายในขณะที่วิญญาณไม่อยู่แล้ว!
และตอนนี้เมื่อพอจะมีข่าวคราวมาบ้าง ลู่เฉินจึงสูดหายใจเข้าลึก จากนั้นก็จ้องมองไปยังชายในชุดคลุมสีฟ้าแล้วถามว่า “ศาสตราวุธวิถีมารนั่น ตอนนี้อยู่ที่ใด?”
“อยู่ที่สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ แต่ต่อมา จู่ ๆ เถียนอวิ๋นเมิ่งก็หายไปเสียอย่างนั้น” ชายในชุดคลุมสีฟ้ากล่าวพลางถอนหายใจ
“ไม่ใช่หายไป แต่เป็นเพราะนางเปลี่ยนรูปร่าง กลายเป็นอีกคนหนึ่ง หรือว่าพวกเจ้าไม่รู้?” ลู่เฉินถามด้วยความประหลาดใจ แต่อีกฝ่ายกลับย้อนถามมาว่า “อันใดนะ?”
ลู่เฉินจึงเล่าเรื่องของหนานกงมู่ให้อีกฝ่ายได้รับรู้
ชายในชุดคลุมสีฟ้าได้ยินดังนั้นก็พลันตกตะลึงขึ้นมา “เรื่องนี้ ข้าไม่รู้จริง ๆ”
“เช่นนั้น เจ้าอยู่ในสำนักมารราตรีด้วยตำแหน่งใด?” ลู่เฉินอยากรู้ว่าชายหนุ่มตรงหน้านี้มีตำแหน่งระดับล่างหรือไม่ เพราะแม้แต่เรื่องนี้ก็ยังไม่รู้!
ชายในชุดคลุมสีฟ้าจึงตอบด้วยสีหน้าเคร่งขรึม “ข้าเคยเป็นผู้อาวุโส ต่อมาได้เกษียณตัวเองออกมา ละทิ้งต่อเรื่องต่าง ๆ แต่เจ้าสำนักคนปัจจุบันคือน้องสาวของข้า!”
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นจึงตอบกลับไปว่า “เช่นนั้น ถ้าผู้น้อยทำอะไร เจ้าก็ไม่สามารถรู้ได้?”
ชายในชุดคลุมสีฟ้าครุ่นคิดขึ้นมา “เมื่อกลับไป ข้าจะลองคุยกับเจ้าสำนักเพื่อตรวจสอบดูว่าเกิดเรื่องใดขึ้น!”
“เช่นนั้นบอกมาเถิด เจ้ามีนามว่าอะไร และเจ้าสำนักของเจ้าให้มาส่งสารเรื่องใด!”
แน่นอนว่าเมื่อชายในชุดคลุมสีฟ้าได้พิสูจน์ความสามารถของลู่เฉินแล้ว เขาจึงยอมเอ่ยชื่อของตนเอง “ข้ามีนามว่าหลันหยา เจ้าสำนักของเราได้รับบาดเจ็บ แต่วิชาแพทย์ของข้าไม่สูงพอ ดังนั้นจึงอยากเชิญเจ้าไปดูเสียหน่อย และหากเจ้ายอมช่วย เจ้าสำนักของเราจะมอบเคล็ดวิชาแพทย์วิถีมารที่หลงเหลืออยู่เป็นการตอบแทน!”
ลู่เฉินที่ได้ยินพลันยิ้มอย่างมีเลศนัย “คิดจะยืมมือข้าด้วยการแลกเพียงแค่วิชาแพทย์เท่านั้นหรือ?”
“เจ้าเข้าใจผิดแล้ว เจ้าสำนักของเรายังพูดอีกว่า ถ้าหากเจ้าสามารถรักษาอาการป่วยของนางได้ สำนักมารราตรีของเราจะคอยสนับสนุนเจ้า!”
“สนับสนุน?” ลู่เฉินแสยะยิ้ม
“ใช่!”
“แม้จะต่อสู้กับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกเจ้าก็ไม่กลัว?”
หลันหยาที่ได้ยินดังนั้นจึงเผยยิ้มออกมา “พวกเราสำนักมาร เดิมทีไม่ได้มีความเกี่ยวข้องอันใดกับดินแดนศักดิ์สิทธิ์ รวมทั้งสำนักต่าง ๆ พวกนั้น! เพราะพวกเขาต่างมองเราเป็นเสี้ยนหนามตำตา! …โดยเฉพาะเมื่อหนึ่งแสนปีก่อน เมื่อจอมมารลู่ได้ทำลายสำนักเหล่านั้นไปมากมาย จนคนรุ่นหลังของสำนักเหล่านั้นพากันตั้งกฎเกณฑ์ขึ้นมาบนมหาทวีปจิ่วโหยวนี้!”
“ตั้งกฎเกณฑ์?” ลู่เฉินสงสัยว่ามันคือกฎเกณฑ์อันใด
หลันหยาพยักหน้า “ก็คือไม่ว่าจะเป็นผู้ฝึกตนสำนักใดก็ตาม ไม่อนุญาตให้รับผู้ฝึกฝนวิถีมารใด ๆ เด็ดขาด และหากเป็นไปได้ เมื่อพบเห็นผู้ฝึกวิถีมาร ต้องฆ่าให้สิ้น! หรือไม่ก็จับตัวและมอบให้พันธมิตรกำจัดมาร!”
“พันธมิตรกำจัดมาร?”
“ใช่ พันธมิตรกำจัดมาร พวกนั้นกระจายอยู่ทั่วมหาทวีปจิ่วโหยวเลยทีเดียว”
เมื่อได้ยินดังนั้น ลู่เฉินก็พยักหน้ารับรู้ ทว่าในใจยังคงมีข้อสงสัยบางอย่าง “เช่นนั้นสำนักมารของพวกเจ้า เหตุใดจึงไม่ถูกพวกเขาทำลาย?”
หลันหยาฝืนยิ้มออกมา “ผู้ฝึกฝนวิถีมารนั้นมีจำนวนไม่น้อย ดังนั้นพวกมันจึงพุ่งเป้าไปยังสำนักมารที่มีความเก่งกาจ หรือไม่ก็ผู้ฝึกวิถีมารที่เก่งกาจ ดังนั้นจึงไม่ทำอันใดกับสำนักมารราตรีของพวกเรา!”
เมื่อลู่เฉินเข้าใจแล้วจึงพูดต่อไปว่า “หมายความว่าสำนักมารราตรีของพวกเจ้า ยังไม่เข้าตาผู้อื่น!”
“ประมาณนั้น” หลันหยาตอบกลับด้วยความรู้สึกขมขื่น
ลู่เฉินจึงคลี่ยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “จงกลับไปบอกเจ้าสำนักของพวกเจ้าว่า หากต้องการให้ข้าช่วยหลือก็ย่อมได้ แต่มีเงื่อนไขอย่างหนึ่ง”
“ได้โปรดบอกข้ามา!”
ลู่เฉินจึงเอ่ยว่า “การที่เถียนอวิ๋นเมิ่งแปลงกายเป็นหนานกงมู่ได้นั้น มันไม่ใช่เคล็ดวิชาการแปลงกายทั่วไปที่คนธรรมดาจะทำได้ ดังนั้นพวกเจ้าต้องหาคนผู้นี้ให้พบ …แล้วบอกข้าว่าผู้ใดทำให้นาง!”
“ได้ ข้าจะกลับไปบอกตามนี้”
จากนั้นหลันหยาจึงเตรียมตัวออกไปทันที
แต่ลู่เฉินกลับพูดขึ้นมาอีกประโยคว่า “พวกเจ้าต้องดำเนินการให้แยบยลที่สุด มิเช่นนั้นหากแหวกหญ้าให้งูตื่น มันคงจะไม่เป็นการดีเท่าใดนัก”
หลันหยาพยักหน้า จากนั้นจึงหมุนตัวและจากไป
เมื่ออีกฝ่ายจากไปแล้ว ลู่เฉินก็พลันพูดกับตนเองเสียงเบาว่า “พันธมิตรกำจัดมาร… นี่คือสิ่งที่ผู้ชอบธรรมทั้งหลายกระทำงั้นหรือ? ช่างคิดว่าตนทำถูกเสียจริง!”
ขณะนั้นเอง หลี่ว์ซือค่อย ๆ ฟื้นตื่นขึ้นมาจากอาการหมดสติ ก่อนจะถามด้วยความสงสัยว่า “ข้าเป็นอันใดไป?”
ลู่เฉินที่ได้ยินดังนั้นจึงหันมายิ้มให้พร้อมตอบกลับไปว่า “ก็แค่หมดสติไปเท่านั้น”
หมดสติ? หลี่ว์ซือรู้สึกสงสัยเล็กน้อย แต่เมื่อเขามองไปรอบ ๆ กลับพบว่าไร้เงาผู้คน “แล้วคนคนนั้นเล่า?”
“ไปแล้ว!”
“เช่นนั้นเขามาทำอันใดกัน?” หลี่ว์ซือไม่เข้าใจ ลู่เฉินจึงอธิบายไปว่า “ก็แค่คนคนหนึ่งที่มาเชิญข้าไปจัดการบางอย่าง”
“เชิญเจ้า?” หลี่ว์ซือได้ฟังก็ยิ่งสับสน
ลู่เฉินยิ้ม “ไปเถิด ข้าจะพาเจ้าไปฝึกฝนยังที่แห่งหนึ่ง”
เมื่อหลี่วซือได้ยินว่าสามารถไปยังสถานที่ซึ่งเหมาะสมกับการฝึกฝนของตน เจ้าตัวก็พลันแสดงสีหน้ามีความหวัง
แต่เมื่อทั้งสองเดินไปได้เพียงครึ่งทางของภูเขา จู่ ๆ ก็มีคนกลุ่มหนึ่งทะยานผ่านนภา และมาหยุดลอยตัวอยู่เบื้องหน้าพวกเขาทั้งสอง
“พ่อหนุ่ม ครั้งนี้เจ้าหนีไม่พ้นแล้ว!” เมื่อเยว่เซียวเห็นลู่เฉิน ร่างกายที่หดเล็กลงของเขาก็กระตุกเล็กน้อย ทำให้ดูแล้วประหลาดยิ่งนัก
ส่วนหลี่ว์ซือนั้นถึงกับตกตะลึง “ทำไมถึงมีผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดมากมายเช่นนี้?”
ทว่าลู่เฉินก็เพียงกวาดสายตามอง และเมื่อเห็นว่ามีประมาณสิบกว่าคนเขาจึงคลี่ยิ้มออกมา “คนพวกนี้ เพียงไม่กี่หมัดของเจ้าก็จัดการได้แล้ว”
“แต่ข้าเกรงว่าความเร็วของข้าอาจจะไม่มากพอ คงไม่สามารถจัดการพวกเขาได้ในคราเดียว เมื่อถึงเวลานั้นก็อาจส่งผลต่อท่านได้” หลี่ว์ซือรู้สึกกังวลเล็กน้อย แต่ลู่เฉินกลับยิ้มแล้วเอ่ยว่า “ข้ารู้ว่าการป้องกันของเจ้านั้นเพียงพอ ดังนั้น เพียงแค่เจ้าดูแลตนเองให้ได้ก็พอ ส่วนพวกเขา …อยากฆ่าข้านักหรือ? นั่นยังเร็วไป!”
เมื่อเห็นลู่เฉินมั่นใจเช่นนี้ หลี่ว์ซือก็รู้สึกวางใจ ทว่าเยว่เซียวที่ลอยอยู่บนอากาศกลับพูดด้วยสีหน้าดุดัน “พ่อหนุ่ม! เมื่อไม่มีค่ายกลคอยช่วย เจ้ายังกล้าหยิ่งผยองอีกหรือ?!”
“ค่ายกล?”
“ใช่ หากเจ้าไม่พึ่งค่ายกล เช่นนั้นเจ้าจะมีความสามารถอันใดมาต่อต้านข้างั้นหรือ?” เยว่เซียวตะโกนก้อง ทว่าขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็พลันหยิบธนูเงามารออกมา
เมื่อเห็นคันธนูดังกล่าว คนพวกนั้นจึงรวมตัวกันสร้างม่านป้องกันขึ้นมาทันที
เยว่เซียวเองก็เช่นกัน เขากางม่านปราณออก และเพราะได้รับผลกระทบข้างเคียงจากยา ทำให้ขั้นพลังบ่มเพาะตกต่ำลง
ชายหนุ่มที่เห็นดังนั้นจึงกล่าวเย้าแหย่ออกมาว่า “แค่ขั้นพลังหลอมแก่นแท้ของเจ้า จะทำอันใดข้าได้?!”
“ขั้นหลอมแก่นแท้แล้วอย่างไร?” เยว่เซียวตอบกลับอย่างไม่พอใจ แต่ตนกลับซ่อนตัวอยู่ท่ามกลางกลุ่มยอดฝีมือผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิด ไม่ให้ลู่เฉินมีโอกาสทำร้ายได้
ลู่เฉินยิ้มประหลาด “เจ้าคิดว่าหลบซ่อนเช่นนี้ ข้าจะทำอะไรเจ้าไม่ได้หรือ?”
“พ่อหนุ่ม เจ้าอย่าบ้าให้มากนัก มิเช่นนั้นข้าจะทำให้เจ้าต้องเสียใจ!” เมื่อเอ่ยจบ เยว่เซียวก็สั่งให้ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดเหล่านั้นลงมือ!
ลู่เฉินจึงใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นลี้’ เพื่อหายตัวไปในคราเดียว ส่วนหลี่ว์ซือที่มีเคล็ดวิชาเบิกกายา เขาย่อมสามารถต้านทานการโจมตีของเคล็ดวิชาเหล่านี้ได้
เมื่อเห็นลู่เฉินหายไป เยว่เซียวพลันตื่นตระหนกขึ้นมา และเมื่อมองไปรอบด้านแต่ไม่พบสิ่งใด มันก็ทำให้เยว่เซียวหวาดกลัวจนเม็ดเหงื่อเริ่มผุดพรายไปทั่วกาย “เจ้า… พวกเจ้าจงคอยคุ้มครองอยู่รอบ ๆ ข้า อย่า… อย่าให้ผู้ใดมาโจมตีข้าได้!”
ผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดเหล่านี้ต่างทำตามคำสั่งทันที
เยว่เซียวที่เห็นดังนั้นจึงผ่อนลมหายใจลง จากนั้นจึงเริ่มพยายามสื่อสารกับจิตวิญญาณของตู๋เหล่าลิ่วที่อยู่ภายในร่างกายของเขา “สามารถหาให้พบและจัดการเขาได้หรือไม่?”