ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 206 เปลือกไข่
บทที่ 206 เปลือกไข่
บนขวดมีกลิ่นอายหลงเหลืออยู่ไม่น้อย แต่โชคดีที่อยู่ใต้ดินจึงไม่มีการรบกวนมากนัก ทำให้ลู่เฉินพบกลิ่นอายที่เขาตามหาได้ไม่นานนัก
กลิ่นอายนี้เป็นของท่านอาจารย์ จักรพรรดินีองค์แรกของแดนเซียนสามสิบหกชั้น!
แต่สิ่งนี้ก็ทำให้ลู่เฉินต้องประหลาดใจ “มีบางอย่างเกี่ยวข้องกับนางจริง ๆ”
ดังนั้นลู่เฉินจึงสัมผัสไปที่สิ่งของต่าง ๆ อีกครั้ง และพบว่าทุกชิ้นล้วนมีกลิ่นอายของนางเล็กน้อย
ลู่เฉินจึงมีท่าทีจริงจังขึ้นมา “ดูเหมือนว่าสิ่งเหล่านี้จะมีความเกี่ยวข้องทางใดทางหนึ่งกับนาง!”
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ลู่เฉินก็สามารถสรุปได้ว่าสุสานโบราณนี้น่าจะเกี่ยวข้องกับนาง ดังนั้นลู่เฉินจึงมองไปที่ภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบ ๆ อย่างตื่นเต้น ก่อนจะพบว่าภาพนี้กำลังแสดงแผนที่ของสถานที่แห่งหนึ่ง
แต่ลู่เฉินไม่เคยเห็นสถานที่นี้มาก่อน ซึ่งมันทำให้เขางุนงง “สถานที่นี้สำคัญอย่างไร? ”
หลังจากตรวจสอบสักพัก ลู่เฉินก็มั่นใจว่าต้องเป็นนางที่จงใจทิ้งไว้แน่ ทว่าชายหนุ่มไม่รู้แม้แต่น้อยว่าตำแหน่งของสถานที่นี้คือที่ใด
เมื่อเห็นท่าทีลู่เฉินที่ดูแปลกไป เสียงในมุมมืดก็พลันดังขึ้นอีกครั้ง “เจ้าเป็นอันใด?”
“เจ้าบอกว่านี่คือสุสานโบราณใช่หรือไม่?” ลู่เฉินถาม
“ใช่”
“คาดไม่ถึงว่าจะเป็นสุสานโบราณ แล้วใครถูกฝังอยู่ที่นี่?” ลู่เฉินขมวดคิ้วทันที เพราะเขาพบว่าที่นี่ไม่มีใครเลย ไม่มีแม้แต่โลงศพหรือแผ่นศิลาจารึก
“นี่…”
“พูดมา!” ลู่เฉินไม่อยากให้อีกฝ่ายปิดบังตน เพราะถึงอย่างไรเสียมันก็เกี่ยวข้องกับอาจารย์ของเขา ชายหนุ่มจึงร้อนใจมากกว่าใคร
เสียงในความมืดจึงอธิบายว่า “ห้าพันปีก่อน ที่นี่มีไข่สีดำอยู่ใบหนึ่งที่ดูประหลาดมาก และด้านบนของมันก็มีอักขระยันต์ผนึกอยู่”
“ไข่?”
“ใช่ พวกเราศึกษามัน และนำมันกลับมาที่สำนักด้วยซ้ำ แต่จู่ ๆ เจ้าสิ่งนี้ก็แตกออกเมื่อสองสามร้อยปีก่อน และได้กลายเป็นมารเหี้ยมโหดพุ่งหายเข้าไปในค่ายกลแล้วซ่อนตัวอยู่ในนั้น ก่อนจะออกมาจับผู้คนเป็นครั้งคราว”
ลู่เฉินขมวดคิ้ว “เช่นนั้นมารเหี้ยมโหดที่เจ้าพูดถึงก็กำเนิดมาจากไข่หรือ?”
“ใช่”
“แล้วเปลือกไข่ล่ะ?” ลู่เฉินอยากรู้ว่ามันเป็นสัตว์ชนิดใดกันแน่ และยังมีไข่นั่นอีก มันใช่สิ่งที่ท่านอาจารย์ของเขาทิ้งไว้หรือไม่?
“ข้าจะให้เจ้าดู”
ทันใดนั้น กอง ‘เศษ’ สีดำก็ปลิวเข้ามากจากด้านนอกและร่อนลงตรงหน้าลู่เฉิน
เสียงนั้นเอ่ยว่า “พวกนี้แหละ”
ลู่เฉินก้าวไปข้างหน้าแล้วตรวจสอบดู เขาพบว่ามีอักขระยันต์อยู่จริง แต่อักขระยันต์ชนิดนี้เป็นอักขระสำหรับการเลี้ยงดู
ดังนั้นลู่เฉินจึงไม่ค่อยเข้าใจนัก “เหตุใดนางถึงสร้างอักขระยันต์บนเปลือกไข่นี้ แล้วโยนมันทิ้งไว้ในที่ที่มีปราณบางเบาและแรงดึงดูดมหาศาลเช่นนี้?”
ในความเข้าใจของลู่เฉิน โดยทั่วไปแล้วอักขระยันต์เลี้ยงดูมักจะวางไว้ในที่ที่มีปราณหนาแน่นเพื่อดูดซับปราณฟ้าดินที่ทรงพลัง จึงจะทำให้ไข่ฟักตัวได้อย่างรวดเร็ว แต่ท่านอาจารย์ของตนกลับมายังที่ซึ่งไม่มีปราณฟ้าดิน….
เมื่อนึกถึงสิ่งนี้ ลู่เฉินก็อยากพบเจอตัวตนที่ถูกเรียกว่ามารเหี้ยมโหด และดูว่าตนเองจะสามารถรู้อันใดจากมันได้บ้าง
ลู่เฉินจึงหยิบ ‘เศษ’ ขึ้นมา และหลังจากจำภาพจิตรกรรมฝาผนังรอบ ๆ ได้ เขาก็พูดกับเสียงในความมืดว่า “มารเหี้ยมโหดนั่นอยู่ที่ใด?”
“เจ้า… อยากไปหามันหรือ?”
“ใช่!”
“มันอันตราย ทว่าเจ้าสามารถช่วยพวกเราทำลายค่ายกลได้ และพวกเราจะช่วยเจ้าเอง”
“ไม่ เจ้าแค่บอกบริเวณที่มันคลื่อนไหวกับข้าก็พอแล้ว”
เสียงนั้นจึงทำได้เพียงพูดว่า “เอาล่ะ เจ้าเดินออกไป แล้วข้าจะพาเจ้าไปที่นั่น”
…
หลังจากนั้นไม่นาน ลู่เฉินก็มาอยู่ด้านนอก และเมื่อผู้อาวุโสสวีเห็นลู่เฉินออกมา เขาก็ชมว่า “ศิษย์น้อง เจ้าออกมาแล้วหรือ?”
ลู่เฉินไม่ได้พูดจา แต่มีเสียงหนึ่งพูดว่า “พาเขาไปยังค่ายกลที่มีมารเหี้ยมโหด”
“ขอรับ ท่านเจ้าสำนัก!” เห็นได้ชัดว่าผู้อาวุโสสวีกลัวเสียงนั้นมาก ดังนั้นหลังจากตอบรับ เขาก็รีบพาลู่เฉินออกไป
ลู่เฉินได้ถามระหว่างทางว่า “มารเหี้ยมโหดตนนี้เก่งเรื่องการจับกุมและกินคนจริง ๆ หรือ?”
“ใช่แล้ว” ผู้อาวุโสสวีดูมึนงงเล็กน้อยเมื่อเขาพูดถึงเรื่องนี้
ลู่เฉินรู้สึกฉงน “เช่นนั้นมารเหี้ยมโหดตนนี้หน้าตาเป็นอย่างไร? แล้วในสถานการณ์ปกติมันจะออกมาจับกุมผู้คนเมื่อไหร่? พวกที่มันจับไปคือพวกใด?”
ผู้อาวุโสสวีพูดอย่างอาย ๆ ว่า “สิ่งนั้นเป็นสีดำและดูเหมือนลิงแต่ก็ไม่ใช่ เพราะมันแข็งแกร่งกว่าลิงทั่วไปนัก ตัวราวกับภูเขาขนาดย่อม และขนาดนอนหมอบ ตัวมันก็ดูราวกับวัวอย่างไรอย่างนั้น”
ลู่เฉินรู้ว่าคำอธิบายพวกนี้ไม่มีประโยชน์แม้แต่น้อย ดังนั้นเขาจึงได้แต่ถามต่อไปว่า “ถ้าอย่างนั้นก็พูดมาเถิดว่ามันมักจับผู้ใด”
“มันเชี่ยวชาญในการจับผู้ที่มีขั้นพลังอ่อนแอ อย่างเช่นผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐาน และยังจับไปแต่ผู้หญิงเท่านั้น”
“ผู้หญิง?” ลู่เฉินงงงวย
“อืม”
ลู่เฉินรู้สึกแปลก ๆ จึงถามว่า “เจ้าเคยพูดมาก่อนว่าเมื่อคนนอกเข้าไป พวกเขาจะไม่กลับมาอีกเลย เช่นนั้นไม่ใช่ว่ามารตนนี้จัดการทั้งหญิงและชายหรือ?”
“บางทีผู้ชายพวกนั้นอาจเดินเข้าไปเอง ดังนั้นไม่ถือว่าถูกจับไป มากสุดก็นับว่าเป็นความผิดพลาด” ผู้อาวุโสสวีอธิบาย
“ตัวอย่างเช่นที่เจ้าล่อลวงข้าไปที่นั่น?” ลู่เฉินมองไปที่ผู้อาวุโสสวีด้วยรอยยิ้ม
ผู้อาวุโสสวีตกใจจนขวัญกระเจิง จากนั้นจึงรีบขอโทษ “ข้า… ข้าไม่ได้มีเจตนาอย่างนั้นจริง ๆ”
“บอกข้ามาสิว่าพวกเจ้าหลอกมากี่คนแล้ว”
ส่วนผู้อาวุโสสวีก็ตอบอย่างอาย ๆ ว่า “ทุกปี เจ้านั่นจะออกมาจับกุมผู้หญิงที่อยู่ขั้นสร้างรากฐาน ซึ่งทำให้ศิษย์หญิงของพวกเราตื่นตระหนก ดังนั้นคนในสำนักจึงออกความคิดล่อคนนอกให้เข้าไป จากนั้นก็จะเลื่อนเวลาออกไปได้หนึ่งปี”
“เลื่อน?”
“ใช่ ขอแค่คนกลุ่มหนึ่งเข้าไป มันจะถูกเลื่อนออกไปหนึ่งปี ดังนั้น…” ผู้อาวุโสสวีดูกระดากอาย
ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย “สำนักกู่หวงของเจ้าช่างชั่วร้ายจริง ๆ”
“ศิษย์น้อง พวกเราทำเพื่อปกป้องลูกศิษย์ของเราและป้องกันไม่ให้พวกเขาถูกทำร้าย” ผู้เฒ่าสวีรู้สึกหดหู่ ในขณะที่ลู่เฉินยังคงถามต่อไปว่า “นอกเหนือจากการจับกุมผู้หญิงแล้ว มีอันใดพิเศษอีกบ้าง?”
“พิเศษ? ก็คือสามารถเข้าและออกจากค่ายกลได้อย่างอิสระ ทว่าไม่มีใครได้รับอนุญาตให้เข้าใกล้ เพราะตราบใดที่เจ้าเข้าใกล้ ไม่ว่าเจ้าจะเป็นชายหรือหญิง เจ้าจะถูกจับ”
“ไปแล้วจะโดนกินหรือไม่?”
“ศิษย์ทุกคนในสำนักของเรามีเปลวไฟนิรันดร์ ตราบใดที่มีชีวิต ไฟก็จะติด แต่เมื่อหมดลมหายใจ ไฟก็จะดับ ซึ่งศิษย์ที่ถูกจับไปล้วนเปลวไฟดับลงในวันถัดไป” ผู้อาวุโสสวีถอนหายใจ
ลู่เฉินรู้สึกอยู่เสมอว่ามารเหี้ยมโหดตนนี้แปลกเกินไป
ขณะเดียวกัน ผู้อาวุโสสวีก็ได้พาลู่เฉินมาที่ป่าหินสีดำ “ที่นี่แหละ”
ลู่เฉินมองไปรอบ ๆ แล้วเอ่ยว่า “มันคือป่าหินดำ”
“ใช่ ป่าหินแห่งอื่นล้วนเป็นสีเหลืองทรายหรือสีน้ำตาลดิน แต่ป่าผืนนี้เป็นสีดำเข้ม และจะสะท้อนแสงในเวลากลางคืน” ผู้อาวุโสสวีอธิบาย
“เช่นนั้นก็ได้ ข้าจะเข้าไปก่อน”
หลังจากที่ลู่เฉินพูดจบ เขาก็ก้าวข้ามและเดินไปที่ป่าหินสีดำโดยไม่หันกลับมา ปล่อยให้ผู้อาวุโสสวีถามอย่างกระวนกระวายว่า “เจ้าไม่ได้พาใครมาด้วยหรือ?”
“ไม่ รังแต่เป็นภาระเปล่า ๆ!”
คำพูดของลู่เฉินทำให้ผู้อาวุโสสวีดูลำบากใจ และตะโกนเข้าไปในความมืดว่า “ท่านเจ้าสำนัก พวกเราแค่ให้เขาทำลายค่ายกล แต่เขา…”
“ดูเหมือนว่าเขาจะสนใจมารเหี้ยมโหดตนนั้น” เจ้าของเสียงแหบชราในความมืดเองก็ดูงุนงงเล็กน้อย