ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 218 อยากมาก็มา อยากไปก็ไปงั้นหรือ?
บทที่ 218 อยากมาก็มา อยากไปก็ไปงั้นหรือ?
ผู้คนจากสำนักเหล่านี้มองหน้ากันไปมา ขณะที่ลู่เฉินซึ่งนั่งอยู่ที่นั่นอย่างสบาย ๆ พลันยิ้มแล้วกล่าวว่า “สำนักอื่น ๆ ไม่ได้มาจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเจ้า ทำไมพวกเขาต้องฟังเจ้าด้วย?”
นี่เป็นความจริง เพราะท้ายที่สุดแล้ว ดินแดนศักดิ์สิทธิ์เป็นเพียงสถานที่ที่ทุกคนใฝ่ฝัน ไม่ใช่ความสัมพันธ์ระหว่างนายกับบ่าว
ด้วยเหตุนี้ ศิษย์จากแต่ละสำนักจึงฟังเฉพาะผู้นำของสำนักตนเองเท่านั้น
สิ่งนี้ทำให้กู่ทงโมโหอย่างมาก ขณะที่เยว่เซียวขู่ว่า “พวกเจ้า… หรือว่าพวกเจ้าอยากถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฆ่าล้างสำนักงั้นหรือ?”
ถูกดินแดนศักดิ์สิทธิ์ฆ่าล้างสำนัก?
สีหน้าของศิษย์และตัวแทนผู้นำแต่ละสำนักมีความกังวลเล็กน้อย เพราะอย่างเสีย พวกเขาก็ไม่ใช่เจ้าสำนักจริง ๆ จึงไม่อาจตัดสินใจในสิ่งที่จะสร้างผลร้ายขนาดนั้นได้ ดังนั้นพวกเขาจึงพากันมองไปทางลู่เฉิน เพราะอยากรู้ว่าอีกฝ่ายจะพูดอันใดหรือไม่
เมื่อกู่ทงเห็นว่าทุกคนดูเหมือนจะกลัวลู่เฉิน เขาจึงพูดขึ้นว่า “เขาตัวคนเดียว ไยพวกเจ้าจึงต้องกลัวนักหนา?”
คนเหล่านั้นไม่พูด แต่ลู่เฉินหัวเราะพลางตอบไปว่า “ในแดนทักษิณาแห่งนี้ มีดินแดนศักดิ์สิทธิ์มากกว่าหนึ่งแห่ง”
กู่ทงเบิกตากว้าง “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“สำนักเก้าสุขสงบก็สามารถสร้างตัวเองเป็นแดนศักดิ์สิทธิ์เพื่อให้ทุกคนลี้ภัยได้” ลู่เฉินยืนหัวเราะอยู่ที่นั่น ส่วนกู่ทงนั้นเมื่อได้ยินเช่นนี้ก็หัวเราะลั่นทันที “สำนักเก้าสุขสงบ ดินแดนศักดิ์สิทธิ์?”
“ข้องใจอะไรหรือ?”
“เจ้าหนุ่ม ในดินแดนศักดิ์สิทธิ์ของเรา มียอดฝีมือเหนือขั้นก่อกำเนิดนับไม่ถ้วน ไม่ว่าผู้ใดก็ตามสามารถมาที่นี่และทำลายสำนักเก้าสุขสงบลงได้อย่างง่ายดาย” กู่ทงกล่าวอย่างเย่อหยิ่ง ส่วนเยว่เซียวก็เอ่ยต่ออย่างเห็นด้วย “ถูกต้อง! สำนักเก้าสุขสงบไม่มีแม้แต่คนที่เป็นเหมือนยอดฝีมือ พวกเจ้าคิดจะตั้งตนเป็นดินแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”
ลู่เฉินยิ้มอย่างชั่วร้าย “โอ้? ถ้าอย่างนั้นให้ยอดฝีมือของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่ว่าเผยตัวมาให้ข้าดูเสียหน่อยว่าพวกเขาทรงพลังแค่ไหน”
กู่ทงหน้าแดงด้วยความโกรธ ทว่าไม่ตอบคำใด ขณะที่เยว่เซียวรีบมองไปที่กู่ทงแล้วเอ่ยว่า “ผู้อาวุโสกู่ รีบเรียกยอดฝีมือมาสองสามคนเถิด”
สีหน้าของกู่ทงดูย่ำแย่ทันที ส่วนลู่เฉินพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ตอนนี้ ข้าเกรงว่าพวกเขาจะยุ่งเกินกว่าจะสนใจพวกเจ้ากระมัง!”
เยว่เซียวงงงวย “เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
“ความหมายของข้าง่ายมาก ยอดฝีมือเหล่านั้นในดินแดนศักดิ์สิทธิ์… ไม่ว่างแล้วอย่างไรเล่า!” ลู่เฉินยิ้ม ปล่อยให้เยว่เซียวงุนงงและมองไปทางกู่ทง
กู่ทงพลันตวาดลั่น “ตอนนี้ไม่ว่าง แต่ก็ไม่ได้หมายความว่าต่อไปก็จะไม่ว่าง!”
ลู่เฉินมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “เรื่องของอนาคตก็ให้มันเป็นเรื่องของอนาคตเถิด!”
หลังจากพูดจบ ลู่เฉินก็ลุกขึ้น ก่อนจะหยิบศิลาวิญญาณออกมาและโยนออกไปข้างนอก
และหลังจากที่ศิลาวิญญาณเหล่านั้นลอยขึ้นไปในอากาศทีละก้อน เสียงสายฟ้าและฟ้าผ่าพลันดังกึกก้องไปทั่วสารทิศ
ทุกคนเริ่มหวาดกลัวและสงสัยว่าเกิดอะไรขึ้นกันแน่
ลู่เฉินตะโกนบอกศิษย์สำนักอื่นว่า “ถ้าเจ้าไม่อยากตายก็อย่าขยับ เพราะพวกเจ้าไม่เกี่ยวกับเรื่องนี้!”
หลังจากนั้น ท่ามกลางสายตาจับจ้องของทุกผู้คน ลู่เฉินก็ค่อย ๆ เดินออกจากค่ายกลของสำนักเก้าสุขสงบ
“เขาออกมาแล้ว!” มีคนอุทาน ส่วนเยว่เซียวก็รู้สึกยินดีอย่างมาก รีบหันมองไปทางกู่ทง เป็นจังหวะเดียวกับที่กู่ทงสั่งคนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และวังเหมันต์สงัดทันทีว่า “ทุกคนบุกไปพร้อมกัน!”
คนเหล่านั้นเตรียมตัวพร้อมลงมือ
แต่สิ่งถัดจากนั้นก็ทำให้พวกเขาต้องตกใจ เพราะเมื่อลู่เฉินกางมือออก เสียงฟ้าร้องกึกก้องและเส้นสายอัสนีพลันผ่าลงมาตามการขยับมือของชายหนุ่ม และเมื่อมือขวาของลู่เฉินขยับ สายฟ้าก็ได้ฟาดลงมาที่ศิษย์ขั้นก่อกำเนิดของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ ทำให้คนเหล่านั้นกรีดร้องออกมาสุดเสียง!!
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นร่างที่ดำเป็นตอตะโก
ฉากนี้ทำให้ทุกคนหวาดกลัว โดยเฉพาะผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และวังเหมันต์สงัดที่พากันถอยไปทีละก้าวด้วยความตกใจ
กู่ทงพลันร้อนใจขึ้นมา “กลับมาหาข้า!”
เยว่เซียวตะโกนลั่น “ออกไปจากที่นี่!”
บางคนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ พวก… พวกข้ายังไม่อยากตาย!”
มีคนพูดขึ้นอีกว่า “ผู้อาวุโสใหญ่ พวกเรายอมแพ้กันเถิด”
ผู้คนในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์คิดยอมแพ้?
…สิ่งนี้ทำให้ทุกคนคาดไม่ถึง!
เรื่องนี้ทำให้เยว่เซียวโกรธเคืองยิ่งนัก “สวะ พวกเศษสวะใช้การไม่ได้!”
หลังจากที่กู่ทงเห็นว่าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นั้นไร้ประโยชน์ เขาก็มองไปที่วังเหมันต์สงัด บอกกับโหย่วหลงว่า “โหย่วหลง ข้ารู้ว่าเจ้าแข็งแกร่งมาก เจ้าหาวิธีจัดการกับเขาให้ข้าเสีย”
“ข้าจะพยายาม!” ร่างกายของโหย่วหลงแผ่ไอเย็นออกมาทันที เตรียมที่จะเคลื่อนไหวลงมือได้ทุกเมื่อ
ชั่วขณะนั้น ลู่เฉินพลันควบคุมสายฟ้าให้ฟาดไปทางโหย่วหลง หากแต่จู่ ๆ ก็มีรองเท้าสีดำคู่หนึ่งปรากฏขึ้นที่ขาของโหย่วหลง ทำให้ความเร็วของเขานั้นเพิ่มขึ้นอย่างมาก ส่งผลให้เจ้าตัวหลีกเลี่ยงสายฟ้าฟาดได้ทันท่วงที
ผู้คนจากวังเหมันต์สงัดส่งเสียงให้กำลังใจ
กู่ทงรู้สึกยินดีเป็นอย่างยิ่ง
เยว่เซียวมองเห็นความหวังจึงตะโกนลั่นว่า “เอาล่ะ ฆ่าเขาเสีย!”
โหย่วหลงคิดว่าถ้าตนเองเข้าใกล้ลู่เฉินก็จะสามารถฆ่าอีกฝ่ายได้อย่างง่ายดาย ด้วยเหตุนี้ เมื่อไปถึงเบื้องหน้าลู่เฉิน เขาก็ฟาดไอเย็นออกจากฝ่ามือทันที!
ทุกคนคิดว่าลู่เฉินจะตาย…
ทว่าสิ่งที่ทุกคนไม่คาดคิดคือลู่เฉินกลับเปิด ‘กำแพงพันชั้น’ ที่เวลานี้มีกว่าเก้าสิบชั้นออกมา ทำให้แม้ว่าฝ่ามือนั้นจะกระแทกเข้าไป แต่มันก็ทำลายได้เพียงเจ็ดสิบชั้น ไม่ถึงแปดสิบชั้นเสียด้วยซ้ำ
ฉากนี้ทำให้โหย่วหลงตกตะลึง เขาไม่เคยแม้แต่จะคิดฝันว่าตนเองจะไม่สามารถเอาชนะลู่เฉินในระยะประชิดเช่นนี้ได้
ไม่ใช่แค่โหย่วหลงเท่านั้น แต่คนอื่น ๆ ก็ตกตะลึงเช่นกัน แม้แต่มู่หรงหยิงที่เฝ้ามองจากยอดเขาก็ตกตะลึงไม่ต่างกัน “ใต้หล้านี้ จะมีผู้ฝึกขั้นสร้างรากฐานที่น่าอัศจรรย์เช่นนี้ได้อย่างไร?”
หลันหยาเองก็ถอนหายใจ “น่ากลัวยิ่งนัก!”
ระว่างที่ทุกคนกำลังสนทนากัน โหย่วหลงพลันใช้รองเท้าวิเศษของเขาเพื่อเคลื่อนไหวอย่างรวดเร็ว ส่วนลู่เฉินก็ปล่อยให้อีกฝ่ายโจมตีตามสบาย จนกระทั่งใบหน้าของโหย่วหลงแปรเปลี่ยนเป็นสีแดง ลู่เฉินจึงหัวเราะพลางเอ่ยขึ้นว่า “เป็นอย่างไรเล่า เล่นพอแล้วหรือยัง?”
“เจ้า เจ้ามันสัตว์ประหลาด!” โหย่วหลงถอยหลังหนีด้วยความตกใจ เขามาถึงข้างกายของเยว่เซียวและคนอื่น ๆ ก่อนที่กู่ทงจะพูดอย่างกระวนกระวายใจว่า “มีวิธีอื่นอีกหรือไม่?”
“ข้า… ข้าได้ใช้สมบัติวิญญาณของข้าเพื่อเพิ่มความเร็วจนสุดขีดแล้ว ทว่าเขา…” สีหน้าของโหย่วหลงผู้นี้ฉายชัดถึงความไม่เต็มใจ ในขณะที่กู่ทงก่นด่าสาปแช่งว่า “สมควรตายนัก!”
เยว่เซียวรู้ว่าในขณะนี้หากฝืนต่อไปคงไม่เป็นผลดี ดังนั้นเขาจึงพูดกับกู่ทงว่า “ผู้อาวุโสกู่ พวกเราถอยกันก่อนเถิด!”
กู่ทงรู้ว่านี่เป็นหนทางเดียว
ดังนั้นเขาจึงกัดฟันเอ่ยด้วยความโกรธจัด “ถอนตัว!”
ผู้คนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และวังเหมันต์สงัดพากันทะยานขึ้นไปกลางอากาศ เตรียมที่จะออกจากที่แห่งนี้
ทว่าสายอัสนีบนท้องฟ้าพลันประทุ บางคนที่รากฐานการฝึกฝนอ่อนแอจึงโดนโจมตีทันที บางคนที่แข็งแกร่งกว่าแม้ว่าจะต้านทานได้แต่ก็หวาดกลัวไม่น้อย
กู่ทงตกใจยิ่งกว่าเดิม “นี่มันเกิดอะไรขึ้น!”
ลู่เฉินยิ้มและกล่าวว่า “อยากมาก็มา อยากไปก็ไป พวกเจ้าคิดว่าที่นี่เป็นสถานที่ใดกัน?”
“เจ้า!” กู่ทงจ้องไปที่ลู่เฉิน ส่วนเยว่เซียวเอ่ยขู่ว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดให้ดี ถ้าเจ้าลงมือทำอะไร หมายความว่าเจ้าได้เป็นศัตรูต่อดินแดนศักดิ์สิทธิ์นะ!”
“แล้วการที่พวกเจ้ามาล้อมโจมตีที่นี่ ยังไม่ถือว่าเป็นศัตรูหรือ?” ลู่เฉินจ้องมองเยว่เซียวราวกับมองคนโง่งม ส่วนเยว่เซียวเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ยัง… ยังพอปรับความเข้าใจกันได้”
“ข้าไม่ต้องการปรับความเข้าใจ” หลังจากพูดเช่นนั้น ลู่เฉินก็หยิบคันธนูของเขาออกมา
ธนูเงามาร!
เมื่อเห็นธนูนี้ เยว่เซียวก็เอ่ยอย่างเคร่งขรึมว่า “เจ้าหนุ่ม เจ้าคิดให้ดี!”
ลู่เฉินไม่สนใจอีกฝ่าย ส่วนเยว่เซียวพลันรีบไปซ่อนตัวอยู่ข้างหลังกู่ทงและเอ่ยอย่างตะกุกตะกักว่า “ผู้อาวุโสกู่ ท่าน… ท่านต้องช่วยข้า”
กู่ทงจ้องมองเยว่เซียวดั่งคนไร้ค่าคนหนึ่ง “มันก็แค่ธนู จะไปกลัวอันใด”
“นี่… นี่ไม่ใช่ธนูธรรมดา” เยว่เซียวเอ่ยตะกุกตะกัก แต่กู่ทงไม่ได้สนใจ และจ้องมองไปที่ลู่เฉิน “วันนี้ข้าจะสู้กับเจ้าเอง!”
หลังจากเอ่ยจบ กู่ทงก็หยิบเม็ดยาสีชาดออกมา
ทุกคนต่างสงสัยว่ามันคือยาอะไร แต่หลังจากกู่ทงกลืนยานั้นเข้าไป การเปลี่ยนแปลงครั้งใหญ่ก็เกิดขึ้น!