ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 217 นี่แหละที่เรียกว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน!
บทที่ 217 นี่แหละที่เรียกว่าแกว่งเท้าหาเสี้ยน!
แต่สิ่งที่ทำให้ทุกคนตกใจยิ่งกว่าก็คือ ลู่เฉินกลับยืนยิ้มอยู่เฉย ๆ ทั้งยังกล่าวว่า “คนที่ต้องหนี… คือพวกเขาต่างหาก!”
สตรีภายใต้ชุดคลุมสีดำตกตะลึงอยู่ครู่หนึ่ง “พวกเขามีมากขนาดนั้น เจ้า…”
“เจ้าคือเจ้าสำนักมารราตรีใช่หรือไม่?” ลู่เฉินทราบอยู่ก่อนแล้วว่าคนที่มาก่อกวนคือหลันหยา ดังนั้นเขาจึงมองไปที่สตรีนางนั้นด้วยรอยยิ้ม ซึ่งอีกฝ่ายก็ยอมรับมันอย่างง่ายดาย “ถูกต้อง”
“ถ้าเจ้ามีเวลาว่างนัก เจ้าก็จงใช้เวลาที่มีไปหาคนคนนั้นน่าจะดีกว่า”
เมื่อลู่เฉินเอ่ยจบ ผู้คนนับไม่ถ้วนจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์และดินแดนศักดิ์สิทธิ์ก็พลันปรากฏตัวขึ้นในบริเวณใกล้เคียง
เห็นเพียงกู่ทงจ้องมองไปยังสตรีที่อยู่ข้างหน้าเขาแล้วถามว่า “เจ้าเป็นใคร?!”
หญิงสาวผู้นั้นจึงตอบออกไปตามตรง “เจ้าสำนักมารราตรี มู่หรงหยิง!”
ทุกคนตกใจเมื่อได้ยินประโยคนี้ แต่กู่ทงกลับหัวเราะเยาะ “สำนักมารราตรี พวกเจ้าอยากที่จะตายมากนักหรือ?”
ทว่ามู่หรงหยิงกลับกล่าวอย่างไม่เกรงกลัว “ในเมื่อข้ากล้ามาก็ย่อมไร้ความหวาดกลัว”
“ไร้สาระ!” หลังจากกู่ทงเอ่ยจบ เขาก็กำลังจะหาคนมาลงมือ
ขณะเดียวกันลู่เฉินก็ได้หันไปเตือนมู่หรงหยิงว่า “เจ้า…อย่าทำสุ่มสี่สุ่มห้าจะดีกว่า มิฉะนั้นจะพลอยได้รับบาดเจ็บไปด้วย”
มู่หรงหยิงกล่าวอย่างขึงขังทันทีว่า “แต่หากข้าไม่ช่วย เจ้ายังมีหวังจะรอดไปได้หรือ?”
“แค่พวกเขาน่ะหรือ?!” ลู่เฉินหัวเราะอย่างชั่วร้าย ทำให้มู่หรงหยิงฉงนใจ นางไม่เข้าใจว่าลู่เฉินไปเอาความมั่นใจมาจากไหน
ทางฝั่งกู่ทง เมื่อเขาได้ยินเช่นนั้นก็หัวเราะลั่นออกมาทันที “เจ้าหนุ่ม รอก่อนเถอะ หลังจากที่เราจัดการนางได้แล้ว เจ้าจะเป็นรายต่อไป!”
หลังจากเอ่ยจบ กู่ทงก็สั่งให้ทุกคนล้อมโจมตีมู่หรงหยิง แต่ในขณะนี้เอง เมฆหมอกสีดำพลันพุ่งลงมาจากท้องฟ้า มันเข้าไปเกี่ยวพันรอบตัวมู่หรงหยิง และอึดใจต่อมา… มู่หรงหยิงก็หายตัวไป!
ทุกคนมองไปรอบ ๆ ทันที พวกเขาล้วนสงสัยว่า “นี่มันเกิดอันใดขึ้น?”
เยว่เซียวถึงกับฉงนใจ “ทำไมจู่ ๆ นางถึงหายไป?”
โหย่วหลงเงยหน้าขึ้นและมองไปรอบ ๆ “ที่นี่ คงไม่มีค่ายกลหรอกใช่หรือไม่?”
กู่ทงเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “มีค่ายกล และมันเป็นของดินแดนศักดิ์สิทธิ์เรา”
จากนั้น กู่ทงก็ตะโกนบอกผู้รับผิดชอบค่ายกลที่ซ่อนตัวอยู่ “หาสตรีนางนั้นมาให้ข้า!”
ทว่าในขณะนี้ เสียงฟ้าร้องและเส้นสายอัสนีกลับสว่างวาบไปทั่วท้องฟ้า ตามมาด้วยเสียง ‘ครืน ครืน ครืน!’
และทันใดนั้น ซากศพก็ร่วงตกลงมาจากท้องฟ้า
ทุกคนตกตะลึง และต่างก็สงสัยว่าเกิดสิ่งใดขึ้นกันแน่ ส่วนกู่ทงรีบวิ่งไปดู และเมื่อเขาพบว่าศพเหล่านั้นล้วนเป็นร่างปรมาจารย์ด้านค่ายกลจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ เขาก็ตระหนกตกใจขึ้นมาทันที “นี่… นี่มันเกิดอันใดขึ้น?”
คนอื่นก็ต้องการที่จะรู้คำตอบเช่นกัน
ทว่ามีเพียงลู่เฉินเท่านั้นที่ยิ้มออกมาและเอ่ยว่า “ไม่กี่วันมานี้ ข้าได้ปรับเปลี่ยนค่ายกลของพวกเจ้าเล็กน้อย ดังนั้นจึงมีเพียงข้าเท่านั้นที่ควบคุมมันได้ และยอดฝีมือเหล่านั้น หากแตะต้องเข้าก็จะโดนพลังสะท้อนกลับ”
ทุกคนต่างพากันตกตะลึง
จากนั้นศิษย์ของสำนักต่าง ๆ ก็เริ่มปั่นป่วน ส่วนบรรดาผู้อาวุโสซึ่งถูกลู่เฉินจัดการควบคุมไปแล้ว พวกเขาก็พากันแสร้งทำเป็นปลอบใจทุกคน และในขณะนั้น มู่หรงหยิงที่หายไปก็ได้มาปรากฏตัว ณ ยอดเขาแห่งหนึ่ง
เมื่อเห็นดังนั้น หลันหยาและคนอื่น ๆ จึงรีบไปที่นั่นทันที
“ท่านเจ้าสำนัก ท่านไม่เป็นอันใดใช่หรือไม่?” หลันหยาถามด้วยความเป็นห่วง ขณะที่มู่หรงหยิงส่ายศีรษะแล้วเอ่ยว่า “ข้าไม่เป็นไร เพียงแต่…”
หลันหยามองดูสำนักต่าง ๆ ที่อยู่ในความโกลาหลแล้วอุทานว่า “ข้าไม่คาดคิดว่าเขาจะปั่นป่วนค่ายกลขนาดใหญ่ที่จัดตั้งโดยพวกคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ได้”
“ไม่ใช่แค่ปั่นป่วน หากแต่ตอนนี้เขาคงเข้าครอบครองแล้วด้วยซ้ำ” มู่หรงหยิงสังหรณ์ใจ ส่วนหลันหยาเบิกตากว้าง “เจ้าสำนัก หมายความว่า เขาจะพลิกกลับเป็นฝ่ายโจมตี และทำให้ผู้คนจากสำนักต่าง ๆ รวมถึงคนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ถูกกำจัดออกไปงั้นหรือ?”
“ขึ้นอยู่กับสถานการณ์ แต่ก็เป็นไปได้” มู่หรงหยิงมองไปที่ท้องฟ้า นางคิดว่าค่ายกลนี้น่ากลัวยิ่ง เนื่องจากมันเกิดจากความร่วมมือระหว่างดินแดนศักดิ์สิทธิ์และสำนักต่าง ๆ
ฉากนี้ทำให้หลันหยาและอื่น ๆ รู้สึกเหลือเชื่อ
แต่คนที่ตกใจที่สุดคือผู้คนจากสำนักต่าง ๆ รวมถึงเยว่เซียวจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ที่ตาค้างไปแล้ว ก่อนที่เจ้าตัวจะได้สติและรีบถามกู่ทงว่า “ผู้อาวุโสกู่ ตอนนี้เราควรทำอย่างไรดี”
“ให้… ให้เหล่าศิษย์ที่ควบคุมค่ายกลลงมือเดี๋ยวนี้!”
เยว่เซียวรีบตอบรับ ก่อนจะกระจายคำสั่งนี้ออกไป แต่หลังจากนั้นไม่นาน เยว่เซียวก็กลับมาด้วยสีหน้าตื่นตระหนก “ผู้อาวุโสกู่ แย่… แย่แล้ว!”
“มีอันใด?”
“คน… คนพวกนั้นก็ออกมาไม่ได้เช่นกัน” เยว่เซียวพูดอย่างตัวสั่นงันงก ขณะที่กู่ทงหน้าซีด “ว่าอย่างไรนะ!”
โหย่วหลงกัดฟันด้วยความโกรธจัด “ให้ตายเถอะ!”
ลู่เฉินซึ่งอยู่ที่เชิงเขาเก้าสุขสงบคลี่ยิ้มให้กับพวกเขาที่กระวนกระวายอยู่ไม่ไกล “เจ้ารู้หรือไม่ ว่าการแกว่งเท้าหาเสี้ยนหมายความว่าอย่างไร”
“เจ้า!” กู่ทงหน้าแดงด้วยความโกรธ ทว่าชายหนุ่มกลับยกยิ้มแล้วจ้องกลับไป “ถ้าเจ้าไม่อยากตายอนาถมากเกินไปนัก เจ้าก็ควรยอมจำนน บางทีเมื่อข้ารู้สึกดี ข้าก็อาจจะปล่อยเจ้าออกไป”
“ฝันไปเถอะ!” เป็นไปไม่ได้ที่กู่ทงจะยอมจำนนต่อลู่เฉินแม้ว่าเขาจะถูกฆ่าตายก็ตาม ส่วนเยว่เซียวนั้นได้เอ่ยขู่ว่า “เจ้าหนุ่ม ถ้าเจ้าไม่ต้องการให้สำนักเก้าสุขสงบถูกฆ่าล้างสำนัก เจ้าก็ควรรีบเปิดค่ายกลซะ!”
ลู่เฉินหัวเราะเยาะ “ฆ่าล้างสำนัก? อย่างเจ้าน่ะหรือ?”
“หากเจ้าไม่ยอมจำนน สำนักเก้าสุขสงบของพวกเจ้าก็จะเป็นดั่งหนูข้างถนนตลอดไป และทุกคนจะไล่ทุบตีเจ้า!” เยว่เซียวคิดว่าคำพูดนี้น่าจะทำให้ลู่เฉินตกใจ แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มยียวนแล้วกล่าวเพียงว่า “โอ้?”
เมื่อเห็นท่าทางที่ไม่สนใจไยดีของลู่เฉิน เยว่เซียวก็พลันกระวนกระวาย เขาหันไปพูดกับกู่ทงว่า “ผู้อาวุโสกู่ พวกเรามาลงมือกันเถอะ!”
กู่ทงรู้ว่านี่เป็นหนทางเดียวที่เป็นไปได้ในขณะนี้ ดังนั้นจึงตะโกนเสียงดังลั่นทันทีว่า “วันนี้ไม่ว่าจะเป็นสำนักใด รวมถึงผู้ฝึกตนพเนจรทั้งหลาย ตราบใดที่พวกเจ้าติดตามข้า บุกทะลวงค่ายกลสำนักเก้าสุขสงบไปด้วยกัน หากทำได้สำเร็จ แดนศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะให้รางวัลเจ้าอย่างงามแน่นอน!”
รางวัลอันยิ่งใหญ่แห่งดินแดนศักดิ์สิทธิ์คือสิ่งที่หลายคนใฝ่ฝัน!
ทว่าเมื่อคำนี้แพร่ออกไป ผู้อาวุโสของสำนักต่าง ๆ กลับบอกคนของตนว่าอย่าหุนหันพลันแล่น
ชั่วขณะนั้นจึงไม่มีใครออกมาข้างหน้าแม้แต่คนเดียว และเมื่อผู้ฝึกตนพเนจรเห็นว่าศิษย์จากสำนักเหล่านั้นไม่ได้ก้าวออกมา พวกเขาก็ไม่อยากเป็นคนนำเช่นกัน
ดังนั้นที่เชิงเขาเก้าสุขสงบจึงมีเพียงวังเหมันต์สงัด สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ และยอดฝีมือด้านค่ายกลของดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่คิดจะลงมือ!
เมื่อเห็นฉากนี้ เยว่เซียวก็พลันตกใจ “เกิดอะไรขึ้นที่นี่?”
กู่ทงไม่คิดว่าผลลัพธ์จะเป็นเช่นนี้ เขาจึงเอ่ยด้วยความโกรธว่า “อันใดกัน? พวกเจ้าไม่ได้ทำตามคำสั่งของข้าหรือ?”
เวลานี้ผู้รับผิดชอบของสำนักหนึ่งพลันกล่าวขึ้นมาว่า “ผู้อาวุโสกู่ ข้าว่าพวกเราควรยอมแพ้ดีกว่า!”
“ถูกต้อง เราไม่ใช่คู่ต่อสู้ของเขาหรอก!”
หลังจากนั้น ผู้อาวุโสของสำนักต่าง ๆ ก็พากันยอมรับความพ่ายแพ้ไปตาม ๆ กัน!
ฉากนี้เป็นสิ่งที่ไม่มีใครคาดคิดมาก่อน แม้แต่ผู้ฝึกตนพเนจรก็ยังตกตะลึง
และมู่หรงหยิงที่ยืนอยู่บนยอดเขาก็เบิกตากว้าง “คนจากสำนักเหล่านี้ เหตุใดจึง…”
หลันหยาเองก็สับสนเช่นกัน “ท่านเจ้าสำนัก คนเหล่านี้ ทำไมจู่ ๆ พวกเขาถึงขี้ขลาดเสียเล่า?”
ไม่ใช่แค่มู่หรงหยิงเท่านั้น แต่หลายคนก็ไม่เข้าใจเช่นกัน
เยว่เซียวที่เห็นสถานการณ์เป็นเช่นนี้ก็กระวนกระวายใจยิ่งนัก “พวกเจ้าคิดจะทำอันใด?”
อันที่จริงความหมายของผู้อาวุโสเหล่านั้นง่ายมาก นั่นคือพวกเขาไม่ต้องการเสียสละตัวเอง และคำพูดเหล่านี้ก็ทำให้ศิษย์ของสำนักเหล่านั้นมีความสุขมาก เพราะพวกเขาไม่ต้องถูกส่งไปตายอย่างเปล่าประโยชน์!
เยว่เซียวตวาดเสียงกร้าว “เจ้า… พวกเจ้าลองพูดอีกทีซิ!”
ทว่าผลลัพธ์ก็เหมือนเดิม ทุกคนบอกว่าพวกเขาไม่ต้องการไปตาย และขอให้กู่ทงยอมรับความพ่ายแพ้ไปเสีย ซึ่งทำให้ใบหน้าของกู่ทงบิดเบี้ยวจนน่าเกลียด “ตอนนี้พวกเจ้ากำลังจะฝ่าฝืนคำสั่งของดินแดนศักดิ์สิทธิ์งั้นหรือ?”