ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 221 ค่ายกลวิญญาณโลหิต ไม่มีผู้ใดหนีไปได้!
บทที่ 221 ค่ายกลวิญญาณโลหิต ไม่มีผู้ใดหนีไปได้!
“ศิลาจารึก!” ลู่เฉินหัวเราะอย่างชั่วร้าย
“ศิลาจารึก?” มู่หรงหยิงงุนงง
ในขณะที่คนอื่นยิ่งไม่เข้าใจ และเริ่มหันไปซุบซิบนินทา
“นี่มันศิลาจารึกอันใดกัน?”
“อ่านไม่ออก”
ทุกคนที่อยู่ตรงนั้นต่างอยากรู้ว่าเกิดอันใดขึ้น
ลู่เฉินยุ่งอยู่พักหนึ่ง ไม่นานนักแผ่นหินสีดำขนาดเล็กก็เสร็จสมบูรณ์
ทว่าแม้ภายนอกสิ่งนี้จะดูคล้ายแผ่นหิน แต่แท้จริงแล้วเมื่อตรวจสอบให้ดีจะพบว่ามันประกอบขึ้นมาจากหินก้อนเล็ก ๆ จำนวนมาก!
ขณะที่ทุกคนสงสัยว่ามันมีไว้ทำอะไร ลู่เฉินก็ตะโกนบอกผู้คนจากทุกสำนักว่า “ถ้าอยากมีชีวิตรอด ก็จงมาที่นี่!”
ทุกคนอยากรู้ว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด แต่หลายสำนักล้วนอยากมีชีวิตรอด พวกเขาจึงพากันเข้าไปทีละคน แล้วถามลู่เฉินว่าต้องการให้พวกเขาทำอันใด
“ผู้ที่อยากมีชีวิตรอด ให้หยดเลือดลงบนศิลาจารึกนี้” ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัย และทุกคนก็สงสัยว่าจะเกิดอันใดขึ้นหากหยดเลือดลงไป แต่คนเหล่านี้ก็ยอมปฏิบัติตามแต่โดยดี
ในไม่ช้า คนเหล่านี้ก็สัมผัสได้ถึงพลังประหลาดจำนวนมากที่อยู่ในร่างกายของพวกเขา
คนเหล่านี้สงสัยว่ามันคืออันใด
ทว่าลู่เฉินยังไม่ได้อธิบาย เขาเพียงรอให้ทุกคนทำต่อไปจนกว่าผู้คนจากทุกสำนักจะทำจนเสร็จสิ้น
จากนั้นชายหนุ่มจึงหันมองผู้คนรอบ ๆ ด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “สิ่งนี้เรียกว่าค่ายกลวิญญาณโลหิต!”
ทันทีที่พวกเขาได้ยินนามค่ายกลวิญญาณโลหิต ทุกคนก็มีสีหน้าย่ำแย่
มู่หรงหยิงมองลู่เฉินอย่างประหลาดใจแล้วถามว่า “ค่ายกลวิญญาณโลหิตนี้ มีข่าวลือว่าเลือดเพียงหยดเดียวก็สามารถควบคุมวิญญาณของคนคนหนึ่งได้?”
“ใช่ ตราบใดที่มีเลือดสักหยด เจ้าก็จะไม่อาจทรยศข้าได้ ไม่อย่างนั้น…” เมื่อลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็หัวเราะอย่างชั่วร้าย ในขณะที่มู่หรงหยิงยิ่งตกตะลึง ส่วนคนจากสำนักมารราตรีเหล่านั้นพากันรู้สึกว่าตนเองโชคดีที่พวกเขายังไม่ได้หยดเลือดลงไป
ทว่าผู้คนจากสำนักอื่น ๆ ได้ทำมันไปแล้ว
ลู่เฉินมองไปยังผู้ฝึกตนพเนจรที่อยู่รอบ ๆ เห็นเพียงผู้ฝึกตนพเนจรเหล่านั้นกำลังตัวสั่น เพราะกลัวว่าลู่เฉินจะจับพวกเขาไปด้วย แต่ชายหนุ่มกลับมองพวกเขาด้วยรอยยิ้มแล้วกล่าวว่า “ข้าเป็นคนที่แยกบุญคุณความแค้นอย่างชัดเจน”
หลังจากเอ่ยจบ ชายหนุ่มก็ชี้ไปยังก้อนเมฆที่อยู่ไกลออกไป “นั่นคือทางออก”
เมื่อทุกคนได้ยินคำว่าทางออก พวกเขาก็ดีใจและเริ่มวิ่งตรงไปยังตำแหน่งนั้นอย่างบ้าคลั่ง
มู่หรงหยิงงุนงง “ปล่อยพวกเขาไปแบบนี้เลยหรือ?”
“คนเหล่านี้แค่มาชมความครึกครื้น ยิ่งไปกว่านั้น ข้าอยากให้พวกเขาออกไปป่าวประกาศ!” ลู่เฉินหัวเราะอย่างเย็นชา ส่วนมู่หรงหยิงกำลังงุนงง “ป่าวประกาศอันใด?”
“ป่าวประกาศว่าหากยุ่งกับข้าหรือคนของสำนักเก้าสุขสงบ คนผู้นั้นจะไม่ได้มีจุดจบที่ดี!” คำพูดของลู่เฉินทำให้มู่หรงหยิงและคนอื่น ๆ พากันตกใจ
ทว่าจู่ ๆ ลู่เฉินก็โยนศิลาวิญญาณออกมาก้อนหนึ่ง ทำให้ทางออกนั้นหายไป
การกระทำเช่นนี้ทำให้ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดลู่เฉินถึงได้ปิดทางออก ส่วนคนที่ไม่ได้ออกไป… พวกเขาก็พากันกระวนกระวายและมองไปที่ลู่เฉินที ก่อนที่ชายหนุ่มจะพูดด้วยรอยยิ้มว่า “ไม่ต้องกังวล ข้าไม่ได้พุ่งเป้าไปที่พวกเจ้า”
ทุกคนพากันงงงวย แต่ลู่เฉินกลับมองไปที่มู่หรงหยิงแล้วเอ่ยว่า “ถึงเวลาของพวกเจ้าแล้ว”
“พวกเรา?”
“ไปดูสิ ในกลุ่มคนที่เหลือ มีคนจากสำนักมารราตรีของพวกเจ้าหรือไม่” เมื่อลู่เฉินพูดเช่นนี้ ทุกคนก็ถึงกับตกใจ
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?” มู่หรงหยิงถามด้วยความฉงน
“เสี่ยเจี้ยนอยู่ในนั้น” ลู่เฉินยิ้มอย่างเย็นชา
“อยู่ที่ใด?!”
“ไปดูสิ แล้วเจ้าจะรู้เอง”
มู่หรงหยิงได้ยินเช่นนั้นจึงรีบพาคนไปตรวจสอบทันที
ฝูงชนเริ่มปั่นป่วน เห็นได้ชัดว่าบางคนต้องการหลบหนี แต่หลันหยาก็นำทีมไปจัดการคนเหล่านั้นทีละคนจนกระทั่งเสี่ยเจี้ยนถูกจับออกมาจากฝูงชน!
“ท่านเจ้าสำนัก เขาอยู่ในนี้จริง ๆ ขอรับ!”
เสี่ยเจี้ยนดูลุกลี้ลุกลน และกล่าวกับมู่หรงหยิงด้วยความเคารพว่า “ท่าน ท่านเจ้าสำนัก…”
มู่หรงหยิงไม่คาดคิดว่าเสี่ยเจี้ยนจะอยู่ในนั้นจริง ๆ นางเผยสีหน้าเคร่งขรึมทันที “พูดมา เจ้ามาทำอันใดที่นี่?”
เสี่ยเจี้ยนไม่พูด เขาเอาแต่ก้มหน้ามองพื้น ทำให้มู่หรงหยิงรู้สึกรำคาญเล็กน้อย “ไม่พูดใช่หรือไม่?”
“ท่านเจ้าสำนัก นี่เป็นเรื่องส่วนตัวของข้า” เสี่ยเจี้ยนกล่าวด้วยสีหน้าขมขื่น ขณะที่มู่หรงหยิงเอ่ยอย่างเย็นชาว่า “หากเจ้าไม่พูด ข้าก็จะลงมือ!”
เสี่ยเจี้ยนจึงกัดฟันและตะโกนว่า “ถึงเจ้าจะฆ่าข้า ข้าก็จะไม่พูดอันใด!”
เมื่อมู่หรงหยิงได้ยินเช่นนี้ นางก็ยิ่งโกรธ และเมื่อนางกำลังจะลงมือ ลู่เฉินกลับคลี่ยิ้มแล้วเข้ามาห้ามเสียก่อน “อย่ารีบร้อน ข้าจะคุยกับเขาเอง”
ทุกคนต่างสงสัยว่าลู่เฉินจะคุยอันใดกับเสี่ยเจี้ยน แต่ในเวลานี้ ชายหนุ่มกลับหยิบประตูออกมาบานหนึ่ง และก่อนที่เสี่ยเจี้ยนจะทันได้โต้ตอบก็ถูกดูดเข้าไปในนั้นทันที!
มู่หรงหยิงรู้สึกประหลาดใจเมื่อเห็นประตูบานนี้ “นี่มัน…”
ทว่าลู่เฉินไม่ได้อธิบายอันใด เพียงเอ่ยกับมู่หรงหยิงว่า “ข้าจะคุยกับเขาก่อน แล้วค่อยเล่าให้ฟังทีหลัง”
จากนั้นลู่เฉินก็เดินเข้าไปในประตูนั้น ทิ้งให้คนที่เหลือทำอันใดไม่ถูกและได้แต่รออยู่ที่นั่น
ยามนี้ภายในค่ายกลที่ด้านหลังประตู ผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ต่างกำลังหวาดกลัว และเมื่อเสี่ยเจี้ยนหลุดเข้าไป เจ้าตัวก็มองหาทางออกทันที
จนกระทั่งลู่เฉินปรากฏตัวขึ้น เสี่ยเจี้ยนก็ตะโกนใส่เขาว่า “ปล่อยข้าออกไป!”
“ปล่อยเจ้าออกไป? เป็นไปได้หรือ?” ลู่เฉินมองเสี่ยเจี้ยนด้วยรอยยิ้ม แต่เสี่ยเจี้ยนกลับกัดฟันด้วยความโกรธ “ข้าบอกเจ้าแล้ว ศิษย์น้องหญิงของข้าไม่มีทางปล่อยเจ้าไปแน่!”
“บอกมาเถิดว่าเจ้ามาที่ภูเขาเก้าสุขสงบด้วยเหตุอันใด?”
เสี่ยเจี้ยนตะคอกกลับไปว่า “ข้าไม่บอกเจ้า!”
“โอ้ เช่นนั้นอีกเดี๋ยวเจ้าก็จะพูดความจริงแล้ว” หลังจากเอ่ยจบ ลู่เฉินก็หยิบยาออกมาหนึ่งเม็ด และนี่คือยาห้วงนิทรา ทว่าเสี่ยเจี้ยนไม่รู้ จึงได้เอ่ยถามด้วยความสงสัย “นี่คืออันใด?”
“สิ่งที่ทำให้เจ้าพูดความจริง” ลู่เฉินเอ่ยจบก็เดินเข้าไปในค่ายกล
เสี่ยเจี้ยนอยากจะหลบหลีก ทว่ามีค่ายกลขัดขวางไว้ มันบีบให้เสี่ยเจี้ยนได้รับบาดเจ็บสาหัสในเวลาอันสั้น และยังถูกเถาวัลย์ซึ่งมีหนามแหลมคมพันเอาไว้ เขาจึงไม่สามารถโคจรไอมารรวมทั้งเคลื่อนไหวร่างกายได้เลย!
“เจ้า… ปล่อยข้าไปนะ!” หลังจากที่เสี่ยเจี้ยนพบว่าขยับกายไม่ได้ เขาก็เริ่มหวาดกลัวขึ้นมา แต่ลู่เฉินไม่ได้สนใจ และยัดยาเม็ดนั้นเข้าปากอีกฝ่ายทันที
เสี่ยเจี้ยนตกอยู่ในความงุนงงทันทีด้วยผลของยา เขามีท่าทีกึ่งหลับกึ่งตื่นคล้ายละเมอ ทำให้ผู้คนจากดินแดนศักดิ์สิทธิ์ที่อยู่ด้านหนึ่งเริ่มหวาดกลัว และพากันมองลู่เฉินอย่างหวาดหวั่น
ลู่เฉินไม่สนใจสายตาเหล่านั้น เขามองไปที่เสี่ยเจี้ยนด้วยรอยยิ้ม “บอกข้ามาว่าเจ้ามาที่นี่เพราะเหตุใด”
“ข้า… ศิษย์น้องหญิงของข้า… ให้ข้ามาที่นี่… เพื่อหาโอกาสจับเจ้า”
“หาโอกาส?”
“ใช่ หลังจากที่เจ้าและสำนักเก้าสุขสงบพ่ายแพ้ต่อคนของแดนศักดิ์สิทธิ์ พวกข้าจะฉวยโอกาสจับเจ้า” เสี่ยเจี้ยนพูดออกมาด้วยความงุนงง
“แล้วใครเปลี่ยนร่างให้เถียนอวิ๋นเมิ่ง?”
“อาจารย์ของข้า ผู้อาวุโสม่อ” เสี่ยเจี้ยนตอบ ในขณะที่ลู่เฉินค่อย ๆ คลี่ยิ้มแล้วถามต่อ “แล้วศิษย์น้องหญิงของเจ้าติดต่อเจ้าได้อย่างไร? และตอนนี้นางอยู่ที่ใด?”
เสี่ยเจี้ยนพูดถึงกระจก และหลังจากค้นตัวอีกฝ่ายแล้ว ลู่เฉินก็พลันหยิบกระจกออกมาเก็บไว้เสียเอง “ขอบใจเจ้าสำหรับความร่วมมือ”
เสี่ยเจี้ยนไม่รู้ว่าตนเองทำอันใดลงไป เขาแค่รู้สึกงุนงง แต่ลู่เฉินกลับหันไปยิ้มเจ้าเล่ห์ให้กับผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์ “ไม่ต้องกังวล ต่อไปจะเป็นตาของพวกเจ้า!”
เมื่อได้ยินเช่นนี้ กู่ทงก็รู้สึกหวาดกลัวและเริ่มร้องขอความเมตตา “ได้โปรด ปล่อยข้าไป!”
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจ ชายหนุ่มเพียงเดินออกจากประตูนี้ไป
มู่หรงหยิงซึ่งอยู่ข้างนอก เมื่อเห็นลู่เฉินออกมาแล้วก็ถามขึ้นมาทันที “เป็นอย่างไรบ้าง?”
ลู่เฉินโบกมือไปที่ประตู ส่วนเสี่ยเจี้ยนที่อยู่ภายในก็ถูกดึงตัวออกมาง่าย ๆ ราวกับเป็นวัตถุ จากนั้นก็ร่วงลงมาต่อหน้าทุกคน อีกทั้งยังอยู่ในสภาพกึ่งหลับกึ่งตื่น
ทุกคนจึงสงสัยว่าลู่เฉินทำอันใดกับเสี่ยเจี้ยน
ลู่เฉินหันไปเอ่ยกับมู่หรงหยิงว่า “เจ้าลองถามเถิด เขาจะตอบทุกคำถามของเจ้าเอง”
เจ้าสำนักสาวรู้สึกงงงวยกับคำพูดนี้ แต่นางก็คิดที่จะลองถามดู!