ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 222 นำความไปบอกนักบุญหญิงแห่งวังเหมันต์สงัด ทำให้นางตกตะลึง!
- Home
- ตำนานจอมราชันย์อหังการ
- บทที่ 222 นำความไปบอกนักบุญหญิงแห่งวังเหมันต์สงัด ทำให้นางตกตะลึง!
บทที่ 222 นำความไปบอกนักบุญหญิงแห่งวังเหมันต์สงัด ทำให้นางตกตะลึง!
มู่หรงหยิงเริ่มถาม และคำถามที่ถามก็คล้ายกับของลู่เฉิน
แต่หลังจากทราบผลลัพธ์แล้ว มู่หรงหยิงก็โกรธเป็นอย่างมาก นางมองไปที่ลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “เจ้าจะทำอันใดกับคนผู้นี้ต่อไป?!”
“เขาหรือ? …ข้าไม่ต้องการ”
“แล้วเจ้าต้องการอันใด?” มู่หรงหยิงงุนงง
“ครั้งที่แล้วข้าบอกคนของเจ้าแล้วว่าถ้าอยากให้ข้าช่วยรักษา …ย่อมได้ แต่เจ้าต้องช่วยข้าหาคนที่ใช้เคล็ดวิชาเปลี่ยนร่างนั่น”
“เมื่อครู่เขาพูดแล้ว” มู่หลงหยิงชี้ไปที่เสี่ยเจี้ยนซึ่งหมดสติไปแล้ว
“นั่นเพราะฝีมือข้า”
“แล้วเจ้าต้องการอันใด?”
“รอให้เจ้าจับผู้อาวุโสม่ออะไรนั่นแล้วค่อยมาหาข้า” ลู่เฉินมองไปยังมู่หรงหยิง ซึ่งนางก็รับปากว่าไม่มีปัญหา!
หลังจากเอ่ยจบ มู่หรงหยิงก็พาคนจากสำนักมารราตรีไปที่ทางออก ส่วนลู่เฉินก็เปิดทางออกอีกครั้ง และคนเหล่านั้นรวมถึงผู้ฝึกตนพเนจรที่อยู่รอบ ๆ ต่างก็จากไปทีละคน
ทิ้งไว้เพียงคนจากสำนักที่เหลืออีกหลายร้อยคน พวกเขาเอาแต่มองหน้ากันไปมาโดยไม่รู้ว่าจะทำอย่างไรดี
ลู่เฉินมองพวกเขาด้วยรอยยิ้ม “คาดว่าสำนักของพวกเจ้าจะได้รับข่าวในไม่ช้า และก่อนจะออกไป ข้าอยากให้พวกเจ้าทำอย่างหนึ่ง….”
คำพูดนี้ทำให้ทุกคนกังวล เพราะถึงอย่างไรเสียพวกเขาก็ไม่อาจตัดสินใจอันใดในสำนักได้ แต่ลู่เฉินกลับยิ้มให้คนเหล่านั้นแล้วกล่าวว่า “สิ่งที่พวกเจ้าต้องทำนั้นง่ายมาก นั่นคืออย่าให้สำนักของพวกเจ้ามาวุ่นวายกับข้า ไม่เช่นนั้น…”
เมื่อทุกคนได้ยินดังนั้น พวกเขาก็บอกว่าต่อไปจะไม่สร้างปัญหาให้ลู่เฉินและสำนักเก้าสุขสงบอีก!
ลู่เฉินคลี่ยิ้ม จากนั้นจึงปล่อยคนเหล่านี้ไป
เมื่อมองดูคนเหล่านี้จากไป ลู่เฉินก็ยิ้มออกมา จากนั้นจึงเอาประตูไร้สิ่งสรรพออกมา เขาเปิดออกแล้วเดินเข้าไปข้างในเพื่อพบกับผู้คนจากแดนศักดิ์สิทธิ์
ภายในนั้น กู่ทงเริ่มร้องขอความเมตตา “ปล่อย… ปล่อยพวกเราไปเถิด”
“ปล่อยพวกเจ้าไปหรือ?” ลู่เฉินเผยรอยยิ้มแปลก ๆ และเมื่อกู่ถงเห็นรอยยิ้มของชายหนุ่ม เขาก็พูดอย่างกระวนกระวายว่า “พวก… พวกเราไม่กล้าอีกแล้ว”
“คำพูดของเจ้า เชื่อถือได้แน่หรือ?” ลู่เฉินหัวเราะอย่างเย็นชา
“แล้ว… แล้วเจ้าต้องการอันใด?”
ลู่เฉินพลันเดินไปรอบ ๆ ปากก็กล่าวว่า “อยากให้ข้าปล่อยเจ้าไป …ย่อมได้ ทว่าพวกเจ้ายังต้องจัดการธุระบางอย่างแทนข้า”
“ธุระ?” คนเหล่านี้มองหน้ากันไปมา
“ช่วยข้าจับหนานกงมู่”
กู่ทงตกใจ “นางเป็นสตรีของบุตรศักดิ์สิทธิ์ พะ… พวกเราไม่อาจทำอันใดนางได้โดยง่าย”
“แล้วพวกเจ้าอยากตายหรือไม่?”
“พะ… พวกเราจะพยายามเต็มที่” กู่ทงให้คำมั่น ทว่าลู่เฉินจะเชื่อพวกเขาง่าย ๆ ได้อย่างไร? ดังนั้นชายหนุ่มจึงสลักอักขระยันต์หุ่นเชิดลงบนตัวคน ก่อนจะปล่อยพวกเขาให้จากไป
หลังจากที่คนเหล่านี้จากไป ลู่เฉินก็เดินออกจากประตูไร้สิ่งสรรพ หยิบกู่ฉินเพลิงโบราณออกมา และยิ้มให้เยว่เซียวที่อยู่ข้างใน “เราต้องคุยกัน”
เมื่อรู้ว่าไม่มีทางหนี เยว่เซียวก็เริ่มประนีประนอม “ตราบใดที่เจ้าไม่ฆ่าข้า เจ้าจะทำอันใดก็ได้”
“อันใดนะ? ประนีประนอมเร็วขนาดนั้นเลยหรือ?”
“มิฉะนั้นข้าจะทำอันใดได้อีก?” เยว่เซียวพูดอย่างหดหู่ ส่วนลู่เฉินก็มองเขาด้วยรอยยิ้ม “มา… บอกเรื่องศาสตราวุธวิถีมารที่พวกเจ้าผนึกไว้ในสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเจ้ากับข้าเถิด”
“ศาสตราวุธวิถีมาร?” เยว่เซียวมองลู่เฉินด้วยความประหลาดใจ
“มีปัญหาอันใดหรือ?”
“เหตุใดเจ้าจึงรู้ว่าพวกเราผนึกศาสตราวุธวิถีมาร” เยว่เซียวรู้สึกฉงน
“เจ้าคิดว่าอย่างไรล่ะ?”
เยว่เซียวรู้ว่าไม่สามารถปกปิดมันได้ มิฉะนั้นผลที่ตามมาคงจะร้ายแรง “ใช่ มีผนึกไว้ แต่ศาสตราวุธวิถีมารนี้ถูกสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของเรากดเอาไว้ นอกจากผู้อาวุโสและเจ้าสำนักที่รู้ คนอื่นก็ไม่รู้”
“ไม่ต้องกังวลว่าข้ารู้ได้อย่างไร เจ้าแค่ต้องบอกข้าว่าสิ่งนั้นอยู่ที่ไหน” ลู่เฉินวางกู่ฉินเพลิงโบราณลงและเอ่ยว่า “ได้เวลาไปสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์แล้ว”
หลังจากนั้น ชายหนุ่มจึงเดินออกจากภูเขาเก้าสุขสงบ
…
สิ่งที่เกิดขึ้นในภูเขาเก้าสุขสงบนั้นแพร่ออกไปในพริบตา ทำให้หลายคนสงสัยเกี่ยวกับที่มาของลู่เฉินว่าเหตุใดคนผู้นี้จึงน่ากลัวเช่นนี้
อย่างไรก็ตาม ทุกคนรู้เพียงว่าเขามาจากตระกูลลู่ แต่พวกเขาไม่รู้ว่าภูมิหลังของชายหนุ่มเป็นอย่างไร
นอกจากนี้ ภายในวังเหมันต์สงัด โหย่วหลงที่สูญเสียพลังบ่มเพาะกลับมาถึงวังอย่างรวดเร็ว
และจู่ ๆ เสียงของสตรีคนหนึ่งก็ดังขึ้น “เหตุใดเจ้าจึงมีสภาพจนตรอกเช่นนี้?”
“นักบุญหญิง คนผู้… นั้น… น่ากลัวเกินไป” โหย่วหลงรายงานด้วยสีหน้าย่ำแย่
“บอกข้าเถิด! เกิดอันใดขึ้น!” นักบุญหญิงเผยสีหน้าเคร่งขรึมทันที
โหย่วหลงจึงอธิบายทุกอย่างไปรอบหนึ่ง
เมื่อนางได้ฟังก็พลันตกใจ “อันใดนะ?!”
“ข้าคิดว่าเขาต้องไม่ใช่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานธรรมดาแน่ ๆ” โหย่วหลงเอ่ยอย่างหดหู่
นักบุญหญิงจึงสั่งว่า “ส่งคนไปสอบสวนเขา และค้นหาว่าเบื้องหลังของคนผู้นี้ ที่แท้เป็นอย่างไรกันแน่”
“ข้าเคยสอบสวนแล้วและพบว่าเขาเป็นแค่คนธรรมดาเท่านั้น”
“เราต้องขุดให้ลึกกว่านี้!” เสียงของสตรีนางนั้นดูไม่ยินดีนัก
“แต่…” โหย่วหลงไม่รู้จะทำอย่างไรดี ทว่านักบุญหญิงกลับถามออกมาก่อน “แล้วคนที่ไปกับเจ้าอยู่ที่ใด?”
“พวกเขาคงยอมจำนนหมดแล้ว” โหย่วหลงตอบ
“อันใดนะ? ยอมจำนน? เกิดอันใดขึ้น?”
โหย่วหลงจึงเล่าเรื่องที่เกิดขึ้น ทำให้คนฟังเอ่ยอย่างโกรธเคืองว่า “เชียนหลงและเกาจี้นั้น พวกมันเป็นแกนนำ ทุกคนต่อต้านข้า!”
“แล้วยังติดต่อพวกเขาได้หรือไม่?”
โหย่วหลงรู้สึกงงงวย “นักบุญหญิง ท่านต้องการติดต่อพวกเขาเพื่ออันใด?”
“ข้าแค่อยากรู้ว่าสุดท้ายจะเกิดอันใดขึ้นกับคนเหล่านี้” นักบุญหญิงเริ่มมีสีหน้าเคร่งขรึม ส่วนโหย่วหลงก็ครุ่นคิดแล้วกล่าวว่า “ข้าจะลองดู!”
หลังจากพูดจบ โหย่วหลงก็หยิบแผ่นป้ายของวังเหมันต์สงัดออกมา จากนั้นก็แทรกจิตวิญญาณเข้าไป
หลังจากนั้นไม่นาน โหย่วหลงก็ได้รับข่าว ยิ่งไปกว่านั้น สีหน้าของเขายังเต็มไปด้วยความตกใจ “นี่มัน…”
“เป็นอันใด?”
“ชายคนนั้น ปล่อยคนในสำนักทั้งหมดออกมา” โหย่วหลงตอบ
“ปล่อยคนหมดเลยหรือ?”
“ใช่”
“เพราะเหตุใด?” นักบุญหญิงรู้สึกแปลก ๆ
“เขาบอกว่าตราบใดที่ทุกคนไม่ล่วงเกินสำนักเก้าสุขสงบและเขา คนคนนั้นก็จะออกไปได้ ยิ่งไปกว่านั้น ดูเหมือนว่าอีกฝ่ายจะฝากคำพูดมาให้ท่านด้วย”
“ฝากมาให้ข้าหรือ?”
“บางที… ชายผู้นี้อาจรู้จักท่าน?”
“ข้าไม่เคยออกจากวังเหมันต์สงัด จะรู้จักชายคนนี้ได้อย่างไร” นักบุญหญิงรู้สึกงงงวย แต่โหย่วหลงกลับพูดหลังจากขบคิดเรื่องนี้ว่า “หรือว่าเคยรู้จัก?”
“เขามีนามว่าอันใด?” นักบุญหญิงชักจะอยากรู้ชื่อของชายคนนั้นขึ้นมา
“ลู่เฉิน!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น นักบุญหญิงก็พลันตกใจ “เป็นไปไม่ได้ จะเป็นเขาได้อย่างไร?!”
“ผู้ใด?”
“เมื่อหนึ่งแสนปีที่แล้ว มารชั่วผู้นั้น จอมมารลู่.. ลู่เฉิน” นักบุญหญิงตอบ
แต่โหย่วหลงปฏิเสธทันทีว่า “ไม่ใช่เขาแน่!”
“เจ้าแน่ใจได้อย่างไร?”
“ชายคนนั้นเพิ่งอยู่ในขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น เขาจะเป็นจอมมารลู่ผู้ยิ่งใหญ่เมื่อแสนปีก่อนได้อย่างไร?”