ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 224 เคล็ดวิชาของเจ้า ไม่มีผลต่อข้า!
บทที่ 224 เคล็ดวิชาของเจ้า ไม่มีผลต่อข้า!
เมื่อเห็นว่าลู่เฉินกำลังจะประลองกับตน จูเก๋อเทียนก็หัวเราะเยาะทันที “เจ้าช่างบ้าดีเดือดจริง ๆ”
“เข้ามาเลย อย่าพูดพล่ามไร้สาระให้เสียเวลา” ลู่เฉินยิ้ม
“เอาล่ะ มาดูกันว่าข้าจะจัดการกับเจ้าอย่างไร!”
หลังจากเอ่ยจบ จูเก๋อเทียนก็โบกพัดในมือ ส่งแสงสีทองสว่างวาบจากรัดเกล้าสีทองคำ ก่อนที่เส้นแสงเหล่านั้นจะลอยมา และต่างก็หมายจะรัดพันร่างของลู่เฉิน!
ฝูงชนที่รายล้อมอยู่ต่างสงสัยว่าจะเกิดอันใดขึ้นกับลู่เฉิน
ศิษย์บางคนยังคงรู้สึกว่าลู่เฉินจะต้องแพ้อนาถแน่ และบางคนถึงกับพึมพำว่า “ดูเหมือนว่าเขาจะไม่ไหวหากไม่มีค่ายกล”
“ใช่ แม้แต่หนีก็ยังหนีไม่พ้นด้วยซ้ำ”
…
พวกซือตู๋เทียนและลวี่ซ่างเพียวล้วนตกใจ ทว่าจูเก๋อเทียนกลับมองไปที่ฝูงชนอย่างพึงพอใจ “ทุกท่าน เจ้าเห็นหรือไม่ว่าเขาก็เป็นแค่ผู้ฝึกตนขั้นสร้างรากฐานที่อ่อนแอคนหนึ่งเท่านั้น! ดูสิว่าตลอดมานี้พวกเจ้าหวาดกลัวกันไปเองมากขนาดไหน!”
ทุกคนต่างเชื่อครึ่งไม่เชื่อครึ่ง
แต่ลู่เฉินกลับมองจูเก๋อเทียนด้วยรอยยิ้ม “อ่อนแอ? เจ้ากำลังพูดถึงใคร?”
“ก็พูดถึงเจ้านั่นแหละ!” จูเก๋อเทียนกล่าวอย่างภาคภูมิใจ ทว่าลู่เฉินพลันแสยะยิ้มอย่างชั่วร้าย “ถ้าอย่างนั้นเจ้าก็ดูให้ดีเสียล่ะ!”
“เจ้าหมายความว่าอย่างไร?”
ทุกคนต่างสงสัยว่าลู่เฉินกำลังจะทำอันใด
ทันใดนั้น รัดเกล้าสีทองก็พลันหายไปทีละอัน ทำให้จูเก๋อเทียนเบิกตากว้าง “เกิดอันใดขึ้น?”
“เคล็ดวิชากระจอกเช่นนี้ไม่ได้ผลกับข้าหรอก!” ลู่เฉินยิ้มอย่างมั่นใจ
“เป็นไปไม่ได้!” จูเก๋อเทียนไม่เชื่อ และคนอื่น ๆ ก็คิดว่ามันเหลือเชื่อเกินไป
ขอแค่ลู่เฉินใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ ชายหนุ่มก็จะกลืนกืนพลังของมันและทำให้สลายไปได้อย่างง่ายดาย!
“เป็นอย่างไร?” ลู่เฉินเอ่ยถามด้วยรอยยิ้ม แต่จูเก๋อเทียนไม่ยินดีและวางแผนที่จะลองอีกครั้ง
ทว่าผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิม ไม่ว่าจูเก๋อเทียนจะโยนรัดเกล้าออกไปกี่ครั้ง พวกมันทั้งหมดก็ถูกลู่เฉินทำลายจนหมดสิ้น
ผู้คนที่มองเหตุการณ์อยู่ต่างพากันตกตะลึงและไม่อยากเชื่อสายตา
ผลลัพธ์เช่นนี้ทำให้จูเก๋อเทียนรู้สึกหงุดหงิดยิ่งขึ้น เจ้าตัวพลันโบกมืออีกครั้ง ส่งใบไม้สีทองจำนวนนับไม่ถ้วนให้รวมตัวเป็นหอก และพุ่งทะยานเข้าใส่ลู่เฉิน
เมื่อเห็นสิ่งนี้ ทุกคนพลันสงสัยว่าลู่เฉินจะแก้ปัญหานี้ได้อย่างไร?
ทว่าผู้ใดจะรู้ ว่า ‘กำแพงพันชั้น’ ทั้งเก้าสิบสามชั้นของลู่เฉินจะปรากฏขึ้น และหอกของจูเก๋อเทียนก็ทำลายกำแพงปราณพวกนี้ไปได้เพียงแปดสิบชั้นเท่านั้น!
ฉากนี้ทำให้ทุกคนตกตะลึง
“การป้องกันแข็งแกร่งมาก!” มีคนอดไม่ได้ที่จะตะโกนออกมา ส่วนซือตู๋เทียนและลวี่ซ่างเพียวพร้อมพรรคพวกก็พากันสูดลมหายใจเข้าไปเฮือกหนึ่ง
จูเก๋อเทียนยังคงสับสน เขาจึงลองอีกสองสามครั้ง
ทว่าผลลัพธ์ก็เป็นเช่นเดิม เขาทำลายกำแพงนั้นได้มากสุดเพียงแปดสิบสามชั้น
“ไม่ เป็นไปไม่ได้!” เมื่อเห็นผลลัพธ์เช่นนี้ จูเก๋อเทียนก็ตกตะลึงและไม่อยากจะเชื่อ
ลู่เฉินยิ้มแล้วเอ่ยว่า “เจ้ามีวิธีอื่นหรือไม่? ถ้าไม่มี คราวนี้ก็ตาข้าแล้ว!”
ทุกคนไม่คาดคิดว่าลู่เฉินจะโต้กลับ เช่นเดียวกับจูเก๋อเทียนที่จ้องเขม็งไปยังลู่เฉินแล้วเอ่ยว่า “อย่าคิดว่าจะมีแค่เจ้าที่มีพลังป้องกันสูงส่ง!”
หลังจากเอ่ยจบ จูเก๋อเทียนก็สร้างม่านลำแสงสีทองขึ้นมาปกป้องตัวเองและไม่เปิดโอกาสให้ลู่เฉินอีก
ทว่าลู่เฉินกลับยิ้ม “เจ้าคิดอย่างนั้นหรือ คิดว่าข้าจะทำอันใดเจ้าไม่ได้หรือ?”
“ข้าคือผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อม พลังป้องกันก็แข็งแกร่งมาก ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าจะทำร้ายข้าได้ด้วยพลังขั้นสร้างรากฐานที่มี!” จูเก๋อเทียนมั่นใจว่าการโจมตีของลู่เฉินไม่อาจทำอะไรเขาได้
ทันใดนั้น ลู่เฉินก็ได้หยิบกระบี่สยบเก้าทิศออกมา…
และในเวลาเดียวกัน เขาก็ได้ใช้ ‘เคล็ดวิชาหมื่นวิญญาณ’ เพื่อดูดซับปราณโดยรอบอย่างบ้าคลั่ง
พลังปราณเหล่านี้รวมตัวกันบนร่างของลู่เฉิน ทำให้กลิ่นอายของชายหนุ่มเปลี่ยนไปไม่เหมือนเดิม จนทุกคนพากันสงสัยว่าเกิดอันใดขึ้น
“นี่มัน… เกิดอันใดขึ้น?”
“ดูเหมือนว่ามีปราณฟ้าดินมากมายรวมอยู่ในตัวเขา!”
“แปลกมาก”
ซือตู๋เทียนและคนอื่น ๆ ก็งงงวยเช่นกัน แต่จูเก๋อเทียนกลับเอ่ยว่า “ไม่ว่าเจ้าจะดูดซับพลังปราณมากเพียงใด มันก็เหมือนกันนั่นแหละ!”
ลู่เฉินจึงฉีกยิ้มอย่างชั่วร้าย
จากนั้นทุกคนก็ได้เห็นฉากที่น่าตกใจ นั่นคือหลังจากที่ลู่เฉินเรียกปราณกระบี่ออกมานับไม่ถ้วน และบีบอัดพวกมันเข้าด้วยกัน สุดท้ายก็เหลือเพียงปราณกระบี่สองสามสายที่โจมตีไปยังเกราะป้องกันของจูเก๋อเทียน!
เกราะนั้นยามแรกยังมั่นคง แต่หลังจากโดนปราณกระบี่โจมตีติดต่อกัน มันก็พลันเกิดเสียง ‘ตูม ตูม’ ดังระรัว และตามมาด้วยเสียง….
‘เปรี๊ยะ’ คล้ายบางอย่างแตกออก!
หลังจากนั้นไม่นาน เกราะป้องกันก็แตกออก
และในเวลาเดียวกัน ปราณกระบี่สองสามสายก็พุ่งเข้าใส่ร่างของจูเก๋อเทียน ทำให้สีหน้าของอีกฝ่ายเปลี่ยนเป็นดูไม่ได้ ภายในร่างกายและจิตใจปั่นป่วนไปหมด
“เป็นอย่างไร จะต่อหรือไม่?” ลู่เฉินถามอีกฝ่าย
จูเก๋อเทียนตกใจกลัว
ศิษย์ที่อยู่รอบ ๆ ก็ตกตะลึงเช่นกัน เพราะคนเหล่านี้ไม่เคยคิดว่าลู่เฉินจะน่ากลัวได้ถึงเพียงนี้แม้จะไร้ค่ายกลคอยช่วยก็ตาม!
“อันใด? ไม่ลงมือแล้ว?” เมื่อเห็นว่าจูเก๋อเทียนไม่ขยับเขยื้อน ลู่เฉินจึงยิ้มให้อีกฝ่าย ซึ่งขณะนี้ใบหน้าของจูเก๋อเทียนก็ได้กลายเป็นดูไม่ได้ไปเสียแล้ว “เจ้าคิดว่าเป็นเช่นนี้แล้วข้าจะประนีประนอมหรือ?
“โอ้? ดื้อรั้นเพียงนั้นเชียว?” ลู่เฉินมองจูเก๋อเทียนด้วยรอยยิ้มแปลก ๆ ส่วนจูเก๋อเทียนก็หันหลังกลับเพื่อพยายามหนีไปจากที่นี่
“ขวางเขาไว้” ลู่เฉินกล่าว
ทันทีที่เปล่งคำพูดเหล่านี้ออกมา ผู้อาวุโสโดยรอบก็ก้าวไปข้างหน้าทีละคน และหยุดจูเก๋อเทียนเอาไว้
“พวกเจ้าคิดจะทำอันใด?!” จูเก๋อเทียนตะคอกถาม
“จูเก๋อเทียน เจ้าพูดความจริงมาเถิด” ลวี่ซ่างเพียวกล่าวขณะจ้องมองอีกฝ่าย
“ข้าไม่พูด!”
ทุกคนสงสัยว่าเหตุใดจูเก๋อเทียนคนนี้ถึงได้ดื้อรั้นนัก
“เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าจะไม่พูด?” แต่ลู่เฉินเดินไปหาเขาพลางถามด้วยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์
“ไม่พูด!”
“ถ้าอย่างนั้น ข้าก็ไม่มีทางเลือกนอกจากทำตัวหยาบคายแล้ว!”
“ข้าไม่กลัวเจ้า!”
หลังจากกล่าวจบ จูเก๋อเทียนก็หยิบยันต์ลี้ธรณีออกมา พยายามที่จะหนีไปจากที่นี่ แต่ลู่เฉินกลับขว้าง ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ ออกไป ใช้แรงดูดของประตูลากร่างของอีกฝ่ายเข้าไปข้างในทันที
ทุกคนต่างพากันอ้าปากค้าง
“พวกเจ้ารอที่นี่” ชายหนุ่มหันมาเอ่ยกับทุกคน
จากนั้นลู่เฉินก็เข้าไปใน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’
ภายใน ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ นี้ หลังจากที่จูเก๋อเทียนถูกขังอยู่ในค่ายกล เขาก็ตะโกนด้วยความโกรธเคืองว่า “ปล่อยข้าออกไป!”
“เจ้าคิดว่าเป็นไปได้หรือ?” ลู่เฉินถาม
เมื่อเห็นลู่เฉินปรากฏตัว จูเก๋อเทียนก็กล่าวอย่างเดือดดาล “ข้าบอกเจ้าแล้วว่าข้าไม่กลัวเจ้า!”
“โอ้? เจ้าแน่ใจหรือว่าเจ้าไม่กลัว?”
“ใช่!”
“เช่นนั้นข้าจะให้เจ้าได้สัมผัสกับค่ายกลนี้ก่อนก็แล้วกัน”
หลังจากเอ่ยจบ ค่ายกลของลู่เฉินก็เริ่มทำงาน ทำให้เกิดเสียงฟ้าร้องและเส้นสายอัสนีโหมกระหน่ำ ทำให้จูเก๋อเทียนที่ถูกโจมตีถึงกับเนื้อตัวไหม้เกรียม ทว่าเขาก็ยังคงดิ้นรนไม่คิดยินยอม “ข้า… ข้าไม่บอกเจ้า!”
“ดูเหมือนว่าข้าจะต้องให้เจ้ากินยาเสียแล้ว”
“ยา? ยาอันใด?” จูเก๋อเทียนมีลางสังหรณ์ไม่ดี
ลู่เฉินเดินเข้าไปหาอีกฝ่าย ใช้เถาวัลย์รัดตัวอีกฝ่ายที่บาดเจ็บสาหัสเอาไว้ แล้วยัดยาเข้าไปในปากของจูเก๋อเทียน
จูเก๋อเทียนปฏิเสธที่จะกิน
ลู่เฉินจึงออกแรงยัดเข้าไปสุดกำลัง ส่งให้เม็ดยานั้นเข้าสู่ร่างกายของจูเก๋อเทียน ก่อนที่อีกฝ่ายจะเข้าสู่ภวังค์ในเวลาไม่นาน
“บอกมาว่าใครเป็นผู้รายงานเรื่องข้า และใครบอกว่าข้าขโมยเคล็ดวิชาไป”
“คะ คือ… ลูกศิษย์ของตู๋เหล่าลิ่ว อู่เหยียน”
เมื่อได้ยินนาม ‘ตู๋เหล่าลิ่ว’ ลู่เฉินก็ยิ้มอย่างมีเลศนัย “คาดไม่ถึงว่าจะเป็นชายผู้นี้”
จูเก๋อเทียนไม่รู้ว่าตนเองพูดอันใดออกไป เขาจึงรู้สึกงุนงง ทว่าลู่เฉินกลับจับอีกฝ่ายพร้อมลากออกมาจาก ‘ประตูไร้สิ่งสรรพ’ และโยนคนคนนี้ลงต่อหน้าทุกคนพลางถามว่า “ผู้ใดรู้บ้างว่าอู่เหยียนอยู่ที่ใด?”
เมื่อได้ยินนาม ‘อู่เหยียน’ ทุกคนก็พากันเบิกตากว้าง
ซือตู๋เทียนกล่าวด้วยความเคารพว่า “เขา…”
“เกิดอันใดขึ้น?” ลู่เฉินรู้สึกมีลางสังหรณ์ไม่ดี