ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 230 พูดจาไม่รู้เรื่อง สูญเสียความทรงจำ
บทที่ 230 พูดจาไม่รู้เรื่อง สูญเสียความทรงจำ
เมื่อคนเหล่านี้ได้ยินคำพูดของลู่เฉิน แต่ละคนต่างก็มีสีหน้าตกตะลึง เห็นได้ชัดว่าพวกเขาไม่รู้ว่าภายในร่างกายของฉินเทียนเลี่ยนั้นมีสิ่งใดซ่อนอยู่
ดังนั้นเมื่อได้ยินคำถามของลู่เฉิน พวกเขาจึงไม่อาจให้คำตอบได้
ลู่เฉินทำได้เพียงแค่เอ่ยถามต่อไปว่า “เช่นนั้นศาสตราวุธวิถีมารนี้ พวกเจ้าก็ไม่รู้ว่ามันมาได้อย่างไร?”
ทุกคนส่ายหัวแสดงถึงความไม่รู้ แต่ลู่เฉินไม่เชื่อ ดังนั้นจึงเตรียมที่จะสลักอัขระยันต์หุ่นเชิดให้แก่พวกเขา
ในขณะที่ลู่เฉินเตรียมที่จะลงมือ จู่ ๆ คนพวกนี้ต่างก็กรีดร้องขึ้นมา จากนั้นก็เริ่มมีอาการเหมือนกับฉินเทียนเลี่ย นั่นก็คือมีฟองสีขาวทะลักออกจากปาก
ลู่เฉินรีบตรวจสอบทันที ก่อนจะพบว่าภายในร่างกายของคนเหล่านี้ แท้จริงแล้วมีอักขระยันต์เช่นกัน
“พิษนี้? ถึงกับทำให้ผู้คุ้มกันเป็นเช่นนี้ได้เชียวหรือ?” ลู่เฉินสูดหายใจเข้าลึก
เขารีบจัดการกับภาวะอารมณ์ของตนเอง ก่อนจะเดินไปหยุดอยู่หน้าผลน้ำเต้าสีม่วง ลู่เฉินวางมือข้างหนึ่งลงไป จากนั้นไอมารมากมายนับไม่ถ้วนก็หลั่งไหลเข้าสู่ร่างกาย
ไม่เพียงเท่านั้น เมื่อลู่เฉินหลับตาลง เขาก็มองเห็นพื้นที่มืดสลัวแห่งหนึ่ง
ภายในพื้นที่มืดสลัวนี้ รอบด้านกลับเต็มไปด้วยไอมาร และท่ามกลางไอมารก็ยังมีภูตผีตนหนึ่งถูกพันธนาการไว้ด้วยโซ่ตรวนสีทอง และภูตผีนั้นก็ยังอยู่ในอาการหมดสติ
แต่ลู่เฉินกลับรู้สึกคุ้นเคยกับอีกฝ่ายยิ่งนัก
หัวขโมย… ม่อชิงเทียน
แต่ม่อชิงเทียนในตอนนี้เป็นเพียงแค่เสี้ยววิญญาณหนึ่งในหกเท่านั้น!
เมื่อลู่เฉินเรียกเขา ม่อชิงเทียนก็ยังคงสับสนอยู่ “เจ้าคือผู้ใด?…”
“ข้าเอง!” ดวงจิตของลู่เฉินกลายเป็น ‘ร่างโปร่งแสง’ ยืนอยู่ตรงหน้าอีกฝ่าย ม่อชิงเทียนพลันสงสัยขึ้นว่า “เจ้าคือใคร?”
“ข้า ลู่เฉิน!”
“ลู่เฉิน…คือใคร?” ม่อชิงเทียนดูราวกับว่าสูญเสียความทรงจำไปแล้ว
ลู่เฉินขมวดคิ้วมุ่น “เจ้า จำไม่ได้หรือว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“ข้า? คือใคร?” จู่ ๆ ม่อชิงเทียนก็ดูเหมือนกับกำลังบ้าคลั่ง เฝ้าถามตัวเองว่าตนคือใคร
ลู่เฉินรู้ว่าเป็นเพราะอีกฝ่ายเป็นแค่เสี้ยวจิตวิญญาณ และหากไม่นำจิตวิญญาณทั้งหกมารวมเข้าด้วยกัน มันก็คงยากที่จะทำให้เขาฟื้นฟูความทรงจำทั้งหมดขึ้นมาได้ ดังนั้นลู่เฉินจึงเอ่ยปลอบขึ้นมาว่า “อย่าตื่นตระหนกไป ข้าจะช่วยเจ้าเอง!”
“ข้า ข้าคือใครกัน…” ม่อชิงเทียนพึมพำขึ้นมา
ลู่เฉินสูดลมหายใจเข้าเต็มปอด จากนั้นจึงเริ่มทำลายโซ่ตรวนที่อยู่รอบ ๆ เพื่อทำให้ม่อชิงเทียนเป็นอิสระ แต่เพื่อป้องกันไม่ให้เกิดเรื่องไม่คาดคิด ชายหนุ่มจึงไม่ให้เขาออกไป และยังคงทิ้งให้เขาอยู่ภายในผลน้ำเต้านี้ต่อไป อีกทั้งยังกล่าวปลอบประโลมว่า “เจ้าวางใจเถิด ข้าจะช่วยเจ้าอย่างแน่นอน”
“ข้าคือใคร!?” ม่อชิงเทียนนั่งลงตรงจุดนั้นด้วยความงุนงง
เมื่อเห็นเขาเป็นเช่นนั้น ลู่เฉินก็รู้สึกไม่สบายใจเท่าใดนัก จึงพึมพำด้วยน้ำเสียงเย็นชาว่า “ข้าจะต้องหาเสี้ยววิญญาณส่วนอื่น ๆ ของเจ้าให้พบอย่างแน่นอน และจะหาคนที่ทรมานเจ้าจนเป็นเช่นนี้ให้ได้!”
จากนั้นลู่เฉินก็นำจิตวิญญาณของตนออกจากที่นี่และกลับไปยังกายเนื้อ ก่อนจะนำผลน้ำเต้าออกมาเก็บไว้ที่ตนเองและออกไปจากที่แห่งนี้
…
หลังจากที่ลู่เฉินเดินออกมาจากหุบเขาฟ้าศักดิ์สิทธิ์ คนของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์เหล่านั้นก็พากันเอ่ยแสดงความเคารพขึ้นมาทันที แต่ลู่เฉินไม่ได้พูดอะไรกับพวกเขามากนัก เขาเพียงแค่เอ่ยลา จากนั้นก็ออกไปจากสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์
เมื่อลู่เฉินปรากฏตัวอีกครั้ง เขาก็กลับมายังสำนักเก้าสุขสงบแล้ว
เวลานี้ภายในสำนักเก้าสุขสงบราวกับว่าไม่มีเรื่องอะไรเกิดขึ้น เพราะว่าทุกคนกำลังพยายาม ‘ฝึกฝน’ อยู่ บวกกับพลังปราณที่เต็มเปี่ยมจึงทำให้ทุกคนไม่อยากออกไปจากที่นี่แม้แต่ก้าวเดียว ดังนั้นทุกคนจึงดู ‘กระตือรือร้น’ เป็นอย่างมาก
ลู่เฉินตามหาฉินหลินเพื่อถามไถ่ว่ามีผู้ใดมาตามหาตนหรือไม่ เมื่อยืนยันแล้วว่าไม่มี เขาจึงหันหลังและจากไป
“อาจารย์ ในที่สุดท่านก็กลับมา!” ทว่าขณะนั้นเอง หนานเหยาที่ได้ข่าวว่าลู่เฉินกลับมาแล้วก็ปรากฏตัวออกมาพร้อมกับยิ้มให้ลู่เฉิน
ลู่เฉินมองไปก็พบว่าขั้นพลังของนางได้ไปถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว จึงกล่าวออกมาอย่างยินดีว่า “ช่างรวดเร็วนัก เพียงไม่นานก็สามารถบรรลุไปถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อมได้”
“เป็นเพราะค่ายกลของท่านอาจารย์นั้นดียิ่ง” หนานเหยาพูดด้วยความภูมิใจ
ลู่เฉินยิ้ม “พูดมาเถิด เหตุใดจึงไม่ฝึกฝนต่อ เจ้าออกมาทำสิ่งใดกัน?”
หนานเหยาครุ่นคิดก่อนจะเอ่ยตอบ “พี่แปดของข้าอยากพบท่าน”
“พบข้า?” ลู่เฉินมีสีหน้าสงสัย หนานเหยาจึงอธิบายอย่างลำบากใจ “พี่แปดของข้าได้ยินเรื่องที่ท่านต่อสู้กับหลาย ๆ สำนัก และทำให้สำนักพวกนั้นพ่ายแพ้ไปได้ ดังนั้นจึงอยากจะคุยกับท่านเสียหน่อย”
ลู่เฉินยิ้มอย่างมีเลศนัยทันที “เขาอยากคุยเรื่องใดกับข้า?”
“ลองไปดูท่านก็จะรู้เอง” หนานเหยามองลู่เฉินด้วยรอยยิ้ม ลู่เฉินที่วางแผนไว้ว่าจะเดินทางไปยังสุสานจักรพรรดิแห่งแดนทักษิณาก็หยุดคิดอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนจะถามกลับไปว่า “เขาอยู่ที่ใด?”
“หากท่านตกลง ข้าจะพาเขามา”
“ไม่ต้อง ข้าจะไปหาเอง”
หนานเหยาพลันสงสัย “อาจารย์ ท่านยินดีที่จะไปหาเขาเองหรือ?”
“ข้ามีบางอย่างต้องทำ จำเป็นต้องไปแดนทักษิณาอยู่แล้ว” ลู่เฉินรู้ว่าแดนทักษิณาคือเมืองหลักของราชวงศ์หนานโยว ดังนั้นเขาจึงตอบหนานเหยาไปเช่นนั้น แต่หนานเหยากลับเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ “อาจารย์ เหตุใดท่านต้องไปยังแดนทักษิณาด้วย?”
“เหตุใดเจ้าจึงถามมากมายเช่นนี้?” ลู่เฉินกลอกตา ทำให้หนานเหยาเผยยิ้มแห้งแล้วกล่าวว่า “ข้าเพียงแค่สงสัยเท่านั้น”
“พูดมาเถิดว่าเขาอยู่ที่แดนทักษิณาหรือไม่?”
“ใช่ อยู่สำนักผู้ตรวจการที่แดนทักษิณา!”
ลู่เฉินพยักหน้า “ได้ ข้าจะไปหาเขาเดี๋ยวนี้!”
“เหตุใดจึงเร่งรีบเช่นนี้?” หนานเหยารู้สึกว่าปกติอาจารย์ของตนไม่ได้พูดง่ายเช่นนี้ แต่จู่ ๆ ตอนนี้กลับดูเร่งรีบ จึงทำให้นางรู้สึกแปลกใจเล็กน้อย “อาจารย์ หรือว่าเกิดเรื่องใดขึ้น?”
“ถ้าหากเจ้ายังถามมากมายเช่นนี้ ข้าจะไม่ไปแล้ว”
หนานเหยาจึงรีบเชื่อฟังทันที นางยิ้มขณะมองไปยังลู่เฉิน “อาจารย์ เรื่องที่ท่านต่อสู้กับหลาย ๆ สำนักเพียงลำพังนั้น ข้ารู้หมดแล้ว จึงอยากบอกว่า ท่านนี่… เยี่ยมจริง ๆ เก่งกาจยิ่งนัก!”
“ประจบสอพลอให้น้อยลงเสียหน่อย” คำพูดของลู่เฉินทำให้หนานเหยามีสีหน้าหดหู่ลงเล็กน้อย “หากอาจารย์ไม่ให้ถาม ไม่ให้ประจบ เช่นนั้นชีวิตข้าจะมีประโยชน์อันใด?”
“เดิมทีเจ้าก็ตายไปแล้ว เป็นเพียงแค่ภูตผีเท่านั้น” ลู่เฉินกล่าวออกมาตามตรงอย่างอดไม่ได้
หนานเหยาแทบจะต่อประโยคไม่ถูก “ท่านเป็นอาจารย์ ท่านยิ่งใหญ่ที่สุด!”
หลังจากนั้น หนานเหยาก็ไม่กล้าเอ่ยถามใด ๆ อีก ทว่าเมื่อลู่เฉินเดินนำทางออกไปได้ระยะหนึ่ง เขาก็เอ่ยถามขึ้นว่า “ไปแดนทักษิณา จำต้องหาวิธีที่ไปถึงได้โดยเร็วที่สุด!”
“อาจารย์ ข้าบรรลุถึงขั้นก่อกำเนิดระดับสมบูรณ์พร้อมแล้ว หรือว่าท่านจะให้ข้าพาท่านบินไป”
“เช่นนั้นถือว่าช้าเกินไป”
คำพูดของลู่เฉินเหมือนกำลังดูถูกหนานเหยา “หากเช่นนี้ยังถือว่าช้า แล้วอย่างไรจึงถือว่าเร็ว?”
“ค่ายกลส่งตัว!”
สิ้นเสียงของลู่เฉิน หนานเหยาก็พลันย้อนถามด้วยความสงสัย “ค่ายกลส่งตัว?”
เมื่อลู่เฉินเห็นท่าทีของหนานเหยาจึงพูดต่อ “หรือว่าเจ้าไม่รู้ว่าหลาย ๆ พื้นที่ในมหาทวีปนี้ต่างก็มีค่ายกลส่งตัว?”
เมื่อหนานเหยาได้ฟังจึงยิ้มออกมา “อาจารย์ ข้าย่อมรู้อยู่แล้ว แต่ค่ายกลส่งตัวเก่าแก่นั้นไม่สามารถใช้ได้!”
“ไม่สามารถใช้ได้?”
“ใช่แล้ว ค่ายกลส่งตัวเก่าแก่พวกนั้นจำเป็นต้องซ่อมแซมเสียก่อนจึงจะสามารถใช้ได้ แต่การจะซ่อมแซมนั้นต้องใช้พลังอย่างมาก และตอนนี้ยังไม่มีผู้ใดสามารถซ่อมแซมได้” หนานเหยาอธิบาย
ลู่เฉินกลับตอบเพียงสั้น ๆ ว่า “นั่นคือพวกเจ้า”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น หนานเหยาจึงรู้สึกงุนงง “อาจารย์ ความคิดของท่านบ้าบิ่นเกินไปแล้ว!”
“พูดให้น้อยลงเสียหน่อย!”
ครั้นลู่เฉินเอ่ยจบก็นำทางหนานเหยาไปยังเมืองเฟิงเฉิง
เมื่อผู้คนในเมืองเฟิงเฉิงเห็นลู่เฉินเดินมาจากไกล ๆ พวกเขาก็มีทีท่าราวกับเห็นปีศาจอย่างไรอย่างนั้น
ยังมีบางคนพูดคุยซุบซิบกันอยู่ที่นั่นว่า
“ดูนั่น คนผู้นั้นคือผู้ที่ทำให้หลาย ๆ สำนักพ่ายแพ้ได้!”
“แท้จริงแล้วเขาคือผู้ใดกัน? เหตุใดจึงน่ากลัวเช่นนี้!”
“นั่นคนตระกูลลู่ผู้นั้นไม่ใช่หรือ?”
…
เมื่อหนานเหยาได้ยินสิ่งที่ผู้คนกำลังถกเถียงกันอยู่นั้น นางจึงยิ้มพลางมองลู่เฉิน “อาจารย์ ชื่อเสียงของท่านโด่งดังไปไกลมากแล้ว”
“หลังจากนี้จะโด่งดังยิ่งกว่านี้อีก” ลู่เฉินยิ้มประหลาด แต่เมื่อหนานเหยาได้ยินก็แปลกใจขึ้นมา
“อาจารย์ ท่านไม่กลัวว่าแดนศักดิ์สิทธิ์หรือพวกยอดฝีมือนั่นจะมาแก้แค้นท่านหรือ?”