ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 229 ความดื้อรั้น มักไม่จบลงด้วยดี!
บทที่ 229 ความดื้อรั้น มักไม่จบลงด้วยดี!
ฉินเทียนเลี่ยชี้มาที่ตัวเองด้วยความเย่อหยิ่ง “เข้ามา! ข้าจะรอดูว่าเจ้าจะทำอะไรข้าได้!”
สิ้นคำพูดนั้น รอบกายฉินเทียนเลี่ยพลันบังเกิดลูกไฟสว่างวาบขึ้นมา อีกทั้งยังมีม่านป้องกันสีแดงเพลิงปรากฏขึ้นมาด้วย
ไม่เพียงเท่านั้น ภายใต้ม่านป้องกันนี้ยังมีเกราะสีแดงเพลิง ทำให้การป้องดูแข็งแกร่งขึ้นมาอย่างทวีคูณ
ลู่เฉินรู้ว่าการป้องกันของอีกฝ่ายนั้นแข็งแกร่งเพียงใด หากต้องพึ่งพาความสามารถของตนเพียงลำพังก็คงไม่สามารถทำลายได้จริง ๆ แต่ชายหนุ่มกลับยิ้มออกมาแล้วเอ่ยว่า “เจ้าแข็งแกร่งมากก็จริง แต่เจ้ากลับละเลยบางอย่างไป”
“ละเลยสิ่งใด?” ฉินเทียนเลี่ยเองก็อยากรู้เช่นกันว่าลู่เฉินจะพูดสิ่งใด
ลู่เฉินที่ยืนอยู่ด้านข้างจึงตบเข้าไปที่เขตแดนก่อนจะยิ้มออกมา “ที่นี่… ยังมีเขตแดน!”
“มีเขตแดนแล้วอย่างไร?” ฉินเทียนเลี่ยไม่รู้ว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด คนอื่น ๆ ต่างก็สงสัยเช่นกัน แต่ละคนจึงมองลู่เฉินด้วยแววตาประหลาดใจ
ในขณะนั้นเอง ลู่เฉินเพิ่มแรงตบเข้าใส่เขตแดนอีกครั้ง จากนั้นเขตแดนนี้ก็เริ่มเกิดการเปลี่ยนแปลง ก่อนที่มันจะควบรวมมวลพลังมหาศาลโจมตีไปยังฉินเทียนเลี่ย
ร่างของฉินเทียนเลี่ยกระเด็นออกไปในบัดดล
ทว่าการป้องกันของฉินเทียนเลี่ยยังคงแข็งแกร่งมาก เขาเพียงแค่กระเด็นออกไปเท่านั้น ผนวกกับการป้องกันจากเกราะนั้น ทำให้อีกฝ่ายไม่ได้รับบาดเจ็บใด ๆ แต่ด้วยแรงกระแทกที่รุนแรง มันก็ส่งผลให้เขาเจ็บปวดราวกับร่างกายถูกคนทุบตี
เจ็บปวดจนฉินเทียนเลี่ยอยากจะร้องออกมา ทว่าเขาก็พยายามอดกลั้นไว้
คนเหล่านั้นรู้สึกร้อนใจขึ้นมา พวกเขาต่างมองไปยังฉินเทียนเลี่ยและถามไถ่อาการของเขา ฉินเทียนเลี่ยลุกขึ้นมา สายตาจ้องมองไปยังลู่เฉิน “ผนึกเขตแดนนี้ เจ้าควบคุมมันได้อย่างไร?”
“ถึงแม้จะบอกว่านี่เป็นผนึกเขตแดน แต่แท้จริงแล้วภายในนี้ยังมีค่ายกลโจมตี และเดิมทีก็พุ่งเป้าไปยังศาสตราวุธวิถีมาร ทว่าในเมื่อพวกเจ้าไม่รู้จักใช้มันก็ช่างมันเถิด” ลู่เฉินกล่าวพลางยิ้ม ขณะที่มองไปยังฉินเทียนเลี่ย
แน่นอนว่าฉินเทียนเลี่ยไม่คิดเชื่อคำพูดนั้น “เป็นไปไม่ได้ ภายในนี้จะมีค่ายกลโจมตีได้อย่างไร?!”
ลู่เฉินยิ้มเย็นชา “พวกเจ้าลองดูว่ารอบ ๆ ศิลาหินนั้นมีร่องรอยของการถูกอะไรบางอย่างโจมตีหรือไม่? ข้าคิดว่าค่ายกลโจมตีนี้เคยโจมตีไปยังศิลาหินนี้หลายครั้งแล้ว”
ทุกคนต่างเห็นว่าบนศิลาหินนั้นมีร่องรอยต่าง ๆ แต่ก่อนที่พวกเขาจะมาคุ้มครองที่แห่งนี้ก็มีร่องรอยนี้มาก่อนแล้ว ดังนั้นเมื่อรู้ถึงสาเหตุแล้ว แต่ละคนจึงแสดงสีหน้าประหลาดใจออกมา
ทว่าฉินเทียนเลี่ยกลับรู้สึกว่ามันไร้สาระ “เจ้า! เจ้าอย่ามาทำให้พวกข้ากลัวไปหน่อยเลย!”
“งั้นหรือ? เช่นนั้นก็ลองดูเองเถอะ!” จากนั้นเขตแดนนี้ก็พลันปรากฏแสงสีทองออกมามากขึ้น และแสงสีทองเหล่านี้ก็ตกลงสู่ร่างของฉินเทียนเลี่ย ก่อนที่ฉินเทียนเลี่ยจะกระเด็นออกไป
เมื่อเริ่มแรกยังสามารถต้านทานได้ แต่เมื่อถูกโจมตีอีกหลายครั้ง ฉินเทียนเลี่ยกลับไม่สามารถทนได้อีกต่อไป สุดท้ายใบหน้าของเขาก็ซีดเผือด ริมฝีปากกระอักเลือดออกมา หนำซ้ำยังมีท่าทีไม่สู้ดีนัก
คนอื่น ๆ ต่างหวาดกลัวขึ้นมาและไม่รู้ว่าควรทำเช่นไร
“พวกเจ้าอยากลองดูบ้างหรือไม่?” ลู่เฉินยิ้มพลางมองไปยังคนอื่น ๆ แน่นอนว่าคนเหล่านั้นไม่คิดที่จะลองดี ดังนั้นแต่ละคนจึงมีท่าทีอ่อนลง แสดงถึงท่าทีที่ไม่คิดขัดขวางลู่เฉินอีกต่อไป
ทว่าฉินเทียนเลี่ยกลับโกรธขึ้นมา เขาก็หันไปจ้องผู้คนเหล่านั้นแล้วถามว่า “พวกเจ้าทำอันใดกัน?”
ทว่าไม่มีผู้ใดเอ่ยออกมา แม้แต่หยางเป่ยเหรินก็ยังหวาดกลัวและไม่รู้ว่าควรจะทำเช่นไร
ลู่เฉินมองไปยังฉินเทียนเลี่ยด้วยรอยยิ้ม “เจ้าบอกว่าเจ้ายังคิดจะจับสิ่งใดอีกนะ?”
“หึ ที่นี่คือสถานที่ต้องห้ามของสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรา พวกเรามาถึงที่นี่ก็ยึดมั่นจะคุ้มครองจนตัวตาย!” ฉินเทียนเลี่ยยังกล่าวด้วยความเชื่อมั่น ลู่เฉินจึงยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “ยึดมั่นคุ้มครองจนตัวตาย? ได้ ข้าจะเติมเต็มสิ่งนี้ให้เจ้าเอง!”
ครั้นเอ่ยจบ เขาก็เคลื่อนไหวพร้อมโจมตีออกไป
ฉินเทียนเลี่ยรู้สึกไม่พอใจเป็นอย่างยิ่ง เขาปลดปล่อยพลังภายในร่างกายออกมาเพื่อทำให้ตนเองแข็งแกร่งยิ่งขึ้น แต่คนอื่น ๆ กลับพากันหวาดกลัว
เพราะฉินเทียนเลี่ยเริ่มเผาจิตวิญญาณและกายเนื้อแล้ว
เมื่อฉินเทียนเลี่ยแข็งแกร่งขึ้นก็โจมตีไปยังลู่เฉินทันที แต่ชายหนุ่มเตรียมพร้อมรับมือไว้ก่อนแล้ว เขาจึงหลบเลี่ยงได้ทันควัน ทำให้การโจมตีของฉินเทียนเลี่ยนั้นสูญเปล่า จนเจ้าตัวบันดาลโทสะขึ้นมา “ออกมานะ!”
ขณะนั้นเอง ลู่เฉินที่ปรากฏอยู่นอกเขตแดนพลันยิ้มออกมาอีกครั้ง “มิใช่ว่าเจ้าบอกเองหรือว่า การเผาจิตวิญญาณและกายเนื้อเช่นนี้นับว่าสูญเปล่ามาก”
ฉินเทียนเลี่ยที่ได้ยินเช่นนั้นก็โมโหขึ้นมา เขาคิดไม่ถึงว่าลู่เฉินจะสามารถออกไปภายนอกได้ ขณะที่ตนกลับไม่สามารถทำอะไรได้เลย และทำได้เพียงจ้องมองตนเองที่มีขั้นพลังลดถอยลง มิหนำซ้ำร่างกายยังดูชราภาพมากขึ้นด้วย
ส่วนคนอื่น ๆ นั้นต่างแสดงสีหน้าหดหู่ออกมา
จนกระทั่งเวลาผ่านไปครู่หนึ่ง ในที่สุดฉินเทียนเลี่ยก็อ่อนแรงลงและกลายเป็นชายชราผมขาว จากนั้นร่างทั้งร่างก็ล้มลงตรงนั้นพร้อมกับหอบหายใจออกมา
ลู่เฉินจึงเดินเข้าไปด้านใน ก่อนจะหยุดยืนอยู่ตรงหน้าเขาและคลี่ยิ้มออกมา “เป็นเช่นไรบ้าง? ยังคิดดิ้นรนอยู่หรือไม่?”
“ข้าและสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของข้าจะไม่ปล่อยเจ้าไปอย่างแน่นอน!”
“สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์? ก็คือชายชราพวกนี้ของเจ้าน่ะหรือ?!” ลู่เฉินกล่าวเย้ยหยัน แต่ฉินเทียนเลี่ยกลับยิ้มเย็นชาออกมา “สำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ของพวกเรายังมีสถานที่ลับอยู่แห่งหนึ่ง และสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ยังมีผู้มากฝีมืออีกมากอยู่ที่นั่น”
“โอ้? ยังคิดจะพึ่งผู้มากฝีมือเพียงไม่กี่คนเพื่อแก้แค้นงั้นหรือ?”
“พวกเขาไม่ใช่เพียงไม่กี่คน!” ฉินเทียนเลี่ยตอบกลับด้วยน้ำเสียงโมโห ทว่าลู่เฉินกลับไม่สนใจ และถามกลับไปว่า “พูดมาเถิด อู่เหยียนล่ะ?”
“ข้าไม่บอกเจ้า!”
ลู่เฉินยิ้มประหลาด “เช่นนั้นคงต้องทำให้เจ้านอนหลับเสียหน่อยแล้ว!”
นอนหลับ?
ฉินเทียนเลี่ยไม่รู้ว่าลู่เฉินหมายความเช่นไร ขณะที่คนอื่น ๆ ต่างก็แปลกใจว่าลู่เฉินคิดจะทำสิ่งใด
และในขณะนั้นเอง ลู่เฉินก็หยิบเม็ดยาห้วงนิทราออกมายัดเข้าไปในปากของฉินเทียนเลี่ย จากนั้นทุกคนจึงเห็นฉินเทียนเลี่ยสูญเสียความเป็นตัวเองไป ราวกับว่าเขากำลังอยู่ในโลกแห่งความฝัน และตอบทุกคำถามของลู่เฉินออกมา
“พูดมา อู่เหยียนอยู่ที่ไหน?!”
“ภูเขาภูตผีแห่งแดนทักษิณา!”
เมื่อทุกคนได้ยินชื่อภูเขาภูตผีแห่งแดนทักษิณา พวกเขาต่างก็แสดงสีหน้าประหลาดใจออกมาทันที ลู่เฉินจึงถามต่อไปว่า “ภูเขาภูตผีแห่งแดนทักษิณาอยู่ที่ใด?”
“ทางเข้าอยู่ที่สุสานจักรพรรดิแดนทักษิณา…” ฉินเทียนเลี่ยตอบออกมาโดยไม่รู้ตัว
สุสานจักรพรรดิแดนทักษิณา!
ทุกคนพลันตกตะลึงขึ้นมา ส่วนลู่เฉินพึมพำออกมาอย่างสงสัย “เหตุใดจึงอยู่ตรงนั้นนะ?”
ทว่าเพียงไม่นาน ลู่เฉินก็ได้สติกลับมาและเอ่ยถามต่อว่า “เรื่องที่ข้าถูกปล้นรากวิญญาณไป เจ้ารู้หรือไม่?”
“ไม่รู้!”
“แล้วอู่เหยียนผู้นี้เข้าร่วมสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์ตั้งแต่เมื่อใด มีประวัติเช่นไร เจ้ารู้หรือไม่?”
ฉินเทียนเลี่ยได้ยินแล้วก็พลันอธิบายออกมา ลู่เฉินจึงได้รู้ว่าอู่เหยียนผู้นี้ถูกตู๋เหล่าลิ่วเป็นผู้ชักชวนเข้ามา และยังเป็นศิษย์คนสนิทของตู๋เหล่าลิ่ว ทว่าเพราะมีความสามารถจึงได้รับการฝึกฝนให้เป็นผู้นำนิกายรุ่นถัดไป
เมื่อเข้าใจว่าเกิดอะไรขึ้น ลู่เฉินจึงจ้องมองไปยังฉินเทียนเลี่ยแล้วถามต่อไปว่า “พวกเจ้าต้องคุ้มครองที่นี่อีกนานแค่ไหน? และเปลี่ยนกะกันเช่นไร?”
“เจ้าสำนักรุ่นก่อนและผู้อาวุโสสูงสุดจะต้องเฝ้าคุ้มครองอยู่ที่นี่จนตาย!” ฉินเทียนเลี่ยตอบ
“รู้หรือไม่ว่าผู้ใดผนึกศาสตราวุธวิถีมารไว้ที่นี่?”
“ไม่รู้!”
ลู่เฉินพลันจมอยู่ในความคิด ทว่าขณะนั้นเอง ริมฝีปากของฉินเทียนเลี่ยกลับมีฟองสีขาวไหลออกมา
ทุกคนที่เห็นภาพนั้นต่างรู้สึกหวาดกลัวยิ่งนัก อีกทั้งยังแปลกใจว่าเกิดเหตุใดขึ้น ส่วนลู่เฉินรู้สึกได้ทันทีว่ามีบางสิ่งผิดปกติจึงรีบตรวจสอบฉินเทียนเลี่ยทันที ก่อนจะพบว่าที่จิตวิญญาณของอีกฝ่ายมีอักขระยันต์อยู่ และอักขระยันต์นี้กำลังกลืนกินจิตวิญญาณของฉินเทียนเลี่ย
ลู่เฉินเตรียมที่จะทำลายอักขระยันต์นี้ ทว่ามันกลับสายเกินไป เพราะขณะนี้จิตวิญญาณของฉินเทียนเลี่ยได้สลายลงไปแล้ว จนสุดท้ายอีกฝ่ายก็ปราศจากลมหายใจ
ผู้คนในบริเวณนั้นต่างก็คิดว่าลู่เฉินเป็นคนฆ่า ดังนั้นจึงมองลู่เฉินด้วยแววตาประหลาดใจ
ทว่าลู่เฉินไม่สนใจ เขาเริ่มตรวจสอบอักขระยันต์นั้นก่อนจะพึมพำออกมาว่า “ดูเหมือนว่าสำนักฟ้าศักดิ์สิทธิ์นี้ยังแอบซ่อนความลับไว้อีกไม่น้อย”
ลู่เฉินจึงหันไปถามคนเหล่านั้นต่อไปว่า “พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดอะไรขึ้น?”
“เจ้า… เจ้าเป็นผู้ฆ่าเขาไม่ใช่หรือ?” หยางเป่ยเหรินถามออกมาด้วยความตื่นกลัว ขณะที่คนอื่น ๆ ต่างก็มองลู่เฉินด้วยความตื่นตระหนก
ลู่เฉินยิ้มเย็นชาแล้วเอ่ยว่า “หากข้าคิดจะฆ่าเขา ข้าก็ลงมือฆ่าไปตั้งนานแล้ว!”
เมื่อได้ยินเช่นนั้น ทุกคนต่างหันมองหน้ากัน
ลู่เฉินจึงกล่าวว่า “ภายในร่างกายของเขาถูกอักขระยันต์กลืนกิน พวกเจ้ารู้หรือไม่ว่าเกิดเหตุใดขึ้น?”