ตำนานจอมราชันย์อหังการ - บทที่ 231 เข้าสู่นครทักษิณา เจอคนมาจับตัว!
บทที่ 231 เข้าสู่นครทักษิณา เจอคนมาจับตัว!
“ข้าไม่ได้สะสางบัญชีกับพวกเขาก็ดีเท่าใดแล้ว เจ้าต้องการแก้แค้นข้างั้นหรือ?” ลู่เฉินเย้ยหยัน
หนานเหยาสูดลมหายใจเข้าลึกแล้วยิ้มออกมา “อาจารย์ ข้าชอบน้ำเสียงที่เย่อหยิ่งและไม่สนใจผู้ใดของท่านยิ่งนัก”
“นี่เจ้าประจบประแจงหรือกำลังดูถูกกันแน่?”
หนานเหยารีบพูดว่า “ข้าว่าชื่นชมจริง ๆ นะ!”
ลู่เฉินส่ายหัว ขณะที่หนานเหยาเปลี่ยนเรื่องด้วยการถามว่า “อาจารย์ คือว่า… เรามาทำอันใดที่นี่หรือ?”
“สืบหาเบาะแสของค่ายกลที่อยู่ใกล้เคียง” หลังจากที่ลู่เฉินเอ่ยจบ เขาก็พาหนานเหยาไปที่โรงเตี๊ยมอันดับหนึ่งในเมืองเฟิงเฉิง เพื่อพบเสี่ยวเอ้อและสอบถามเกี่ยวกับค่ายกลใกล้เคียง
เสี่ยวเอ้อเล่าทุกอย่างที่เขารู้ให้ลู่เฉินฟัง และหลังจากได้รับข่าวที่ต้องการ ลู่เฉินก็ออกจากเมืองเฟิงเฉิงไป
เมื่อปรากฏตัวอีกครั้งก็มาถึงหุบเขารกร้างแห่งหนึ่ง
ในหุบเขานี้มีค่ายกลส่งตัวแห่งหนึ่ง ทว่าค่ายกลส่งตัวนี้พังทลายลงจนไม่เหลือชิ้นดี อีกทั้งยังมีก้อนหินระเกะระกะปกคลุมอยู่ และถูกปกคลุมด้วยวัชพืชจำนวนมาก
“ท่านอาจารย์ นี่…มันยังใช้ได้อยู่อีกหรือ?” เมื่อเห็นสิ่งนี้ หนานเหยาก็รู้สึกว่ามันแปลกเกินไป แต่ลู่เฉินกลับเอ่ยขึ้นมาทันทีว่า “ตราบใดที่แกนกลางยังอยู่ มันย่อมใช้ได้!”
“แกนกลาง?” หนานเหยาไม่ค่อยเข้าใจนัก
ลู่เฉินทิ้งให้หนานเหยายืนงงอยู่คนเดียว ส่วนตัวเองก็เริ่มยุ่งกับการซ่อมแซมสิ่งรอบ ๆ
หนานเหยาพึมพำ “แบบนี้ซ่อมได้จริงหรือ?”
ในขณะที่หนานเหยากำลังรู้สึกสงสัย ลู่เฉินก็ได้ซ่อมแซมรอบ ๆ ค่ายกลอย่างช้า ๆ จนกระทั่งวันรุ่งขึ้น เมื่อทุกอย่างเสร็จสมบูรณ์ ค่ายกลนี้จึงกลับมามีกระแสไอปราณอีกครั้ง และหลังจากที่หนานเหยาเห็นมันก็อุทานลั่น “อาจารย์! มันใช้ได้จริง ๆ หรือนี่?!”
“แน่นอน”
หนานเหยาตกตะลึง นางเดินตามไปดูและเอ่ยถามขึ้นว่า “อาจารย์ แล้วจะใช้มันได้อย่างไรเล่า?”
“ข้าดัดแปลงค่ายกลนี้ และมันก็เท่ากับว่ามีเพียงข้าเท่านั้นที่ใช้มันได้” หลังจากเอ่ยจบ ลู่เฉินก็ขึ้นไปยืนอยู่ภายในค่ายกล และยังให้หนานเหยาเข้ามายืนด้วย หลังจากที่หนานเหยาเข้ามายืนข้างกายแล้ว ลู่เฉินยังคงง่วนอยู่กับการเปิดใช้งานค่ายกล
ครู่ต่อมา สภาพแวดล้อมโดยรอบก็พลันมืดลง จากนั้นบริเวณโดยรอบก็มืดสนิท
ทันใดนั้น หนานเหยาพลันรู้สึกราวกับว่ามีแรงดึงดูดในร่างกายของนาง และความรู้สึกนี้ก็แปลกประหลาดเป็นอย่างมาก
หลังจากเห็นแสงสว่างอีกครั้ง หนานเหยาก็มายืนอยู่บนยอดเขารกร้างแห่งหนึ่ง ซึ่งค่ายกลส่งตัวที่นี่ก็ถูกทิ้งร้างเช่นกัน
เมื่อนางมองเห็นกำแพงเมืองขนาดใหญ่จากระยะไกลก็พลันตกใจ “เรามาถึงนครทักษิณาแล้ว!”
“อืม” ลู่เฉินมองมันจากระยะไกล ก่อนจะจมอยู่ในห้วงความคิด
หนานเหยารู้สึกอัศจรรย์ใจมาก เพราะจากเฟิงเฉิงไปยังนครทักษิณา หากเดินทางกับยอดฝีมือขั้นก่อกำเนิดจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยสองสามวัน แต่ตอนนี้เพียงใช้ค่ายกลเคลื่อนย้าย ภายในชั่วพริบตาก็มาถึงแล้ว ด้วยเหตุนี้นางจึงรู้สึกตกตะลึงเป็นอย่างมาก “อาจารย์ ท่านเก่งกาจยิ่งนัก!”
“ไปกันเถอะ!” ลู่เฉินมองไปที่หนานเหยาด้วยรอยยิ้ม
หนานเหยาตอบรับและเป็นคนนำทางลู่เฉินอย่างตื่นเต้น ราวกับว่าได้กลับมาเยี่ยมบ้านอีกครา
แต่นครทักษิณาซึ่งเป็นเมืองหลวงของราชวงศ์หนานโยวย่อมได้รับการคุ้มกันอย่างแน่นหนา ดังนั้นทุกคนที่เข้าออกจากที่นี่จะต้องถูกตรวจสอบทีละคน เพื่อตรวจสอบว่าพวกเขาเป็นอาชญากรหรือไม่
ในตอนแรกลู่เฉินและหนานเหยาก็ไม่ต่างจากคนทั่วไป พวกเขาเข้ามาในเมืองอย่างราบรื่น แต่หลังจากเดินไปได้ไม่กี่ก้าว หัวหน้าหน่วยทหารยามชุดเกราะสีเงินก็เดินออกมาจากด้านข้าง
ส่วนทหารยามคนอื่น ๆ ที่สวมชุดเกราะสีขาว เมื่อพวกเขาเห็นหัวหน้าก็เอ่ยทำความเคารพทันที “หัวหน้าเหยียน!”
ชายที่ถูกเรียกว่า ‘หัวหน้าเหยียน’ กล่าวกับพวกเขาว่า “ชายคนนี้มีปัญหา จับเขาไว้!”
และคนที่หัวหน้าเหยียนกล่าวถึงก็คือลู่เฉิน
ทว่าคนเหล่านั้นต่างรู้สึกงงงวยยิ่งนัก และบางคนก็พูดขึ้นว่า “หัวหน้าเหยียน เขาไม่ได้อยู่ในรายชื่อผู้ต้องสงสัยนะขอรับ”
“ข้าตอบว่าใช่ก็คือใช่ ไยจึงต้องกล่าวไร้สาระเช่นนี้” ชายคนนั้นกลอกตา ทหารยามที่เหลือจึงไม่กล้าทำให้อีกฝ่ายไม่พอใจอีก พวกเขาจึงล้อมรอบลู่เฉินและหนานเหยาไว้
หนานเหยาเริ่มโมโหขึ้นมา “เจ้าเป็นผู้ใด?”
“ข้าน่ะหรือ? หัวหน้าหน่วยทหารยามพิทักษ์นครหลวง เหยียนเฟิง!” ชายคนนั้นตอบอย่างเย็นชา ในขณะที่หนานเหยาได้เอ่ยถามด้วยความหงุดหงิดว่า “เหตุใดเจ้าถึงต้องจับอาจารย์ของข้า?”
“เพราะเขาก่ออาชญากรรม!”
“อาจารย์ของข้าไม่เคยมาที่นี่มาก่อน ไฉนจึงเป็นผู้ก่ออาชญากรรมไปเสียได้?” หนานเหยาพูดด้วยความโกรธเคือง ขณะที่เหยียนเฟิงกล่าวว่า “แม่นาง หากเจ้าไม่ต้องการถูกจับพร้อมกับเขา ก็จงอยู่ห่างจากเขาไว้!”
“เจ้ายังไม่ตอบคำถามของข้าเลย!” หนานเหยากล่าวเสียงเข้ม
ทหารยามเหล่านั้นคิดไม่ถึงว่าหนานเหยาจะรับมือได้ยากเพียงนี้ ขณะที่ฝูงชนใกล้เคียงต่างก็รู้สึกสงสัยว่าเกิดสิ่งใดขึ้น ไม่นานนักก็มีผู้คนจำนวนมากมารวมตัวกันที่บริเวณโดยรอบ และแม้แต่ผู้ฝึกตนบางคนก็ยังมาร่วมชมความครึกครื้น
เหยียนเฟิงจ้องมองหนานเหยาอย่างไม่สบอารมณ์ “ไยข้าต้องอธิบายให้เจ้าฟังด้วย!”
“จับคนโดยไม่อธิบาย? ทหารยามในนครทักษิณาไร้กฎระเบียบเช่นนี้ตั้งแต่เมื่อใดกัน?” หนานเหยาตำหนิ แต่เหยียนเฟิงกลับตะโกนด้วยสีหน้าขุ่นเคือง “จัดการพวกมันให้ข้า!”
หนานเหยาตะโกนโต้กลับไปว่า “ผู้ใดกล้า!”
ทุกคนไม่คาดคิดว่าจะมีผู้ที่กล้าท้าทายทหารยาม ดังนั้นพวกเขาจึงเริ่มถกเถียงกัน
“คนต่างถิ่นสองคนนี้บ้าไปแล้ว”
“นั่นน่ะสิ กล้าท้าทายทหารยามเลยหรือ?”
“พวกเขาจบเห่แน่แล้ว!”
ในขณะที่คนเหล่านี้กำลังคุยกัน เหยียนเฟิงก็จ้องมองไปยังคนที่ยังไม่ได้ลงมือทำอะไรเสียที “พวกเจ้าจะรอไปถึงเมื่อใด?”
คนเหล่านั้นไม่มีทางเลือกอื่นนอกจากเตรียมที่จะลงมือ
“ผู้ใดก็ตามที่ทำเช่นนั้นจะต้องโชคร้าย!” คำพูดของหนานเหยาทำให้ผู้คนงงงวย ขณะที่เหยียนเฟิงพูดอย่างโกรธจัด “ไปให้พ้น ข้าจัดการเอง!”
เหยียนเฟิงคนนี้มีพลังปราณของผู้ฝึกตนขึ้นก่อกำเนิดที่ทรงพลัง และเมื่อเขายื่นมือขวาออกมา กรงเล็บสีดำก็ปรากฏขึ้น จากนั้นกรงเล็บนี้ก็บินออกมาหมายคว้าหนานเหยา
หนานเหยาเองก็ไม่เกรงใจ นางปล่อยหมัดออกไปทันที
แน่นอนว่าในหมัดนี้มีไอภูตผีแฝงอยู่
เพราะอย่างไรแล้วหนานเหยาก็เป็นผู้ฝึกวิถีภูตผี ดังนั้นเมื่อทุกคนเห็นเงาของกำปั้นที่มีไอภูตผี พวกเขาจึงตกใจไปตาม ๆ กัน “ดูสิ นี่คือผู้ฝึกวิถีภูตผี!”
“แท้จริงแล้วสตรีนางนี้เป็นผู้ฝึกวิถีภูตผี!”
เหยียนเฟิงหลบหมัดอย่างรวดเร็ว ก่อนจะกล่าวถามทันทีว่า “ผู้ฝึกวิถีภูตผี กล้ามาที่นี่ได้อย่างไร?!”
“ผู้ฝึกวิถีภูตผีแล้วอย่างไรเล่า?” หนานเหยาจ้องกลับไปอย่างเดือดดาล ขณะที่เหยียนเฟิงกล่าวอย่างเย็นชาว่า “ไม่มีอันใด แต่ถ้าเจ้าสร้างปัญหาที่นี่ ข้ามีสิทธิ์ที่จะจัดการเจ้า”
“สร้างปัญหาหรือ? เช่นนั้นบอกข้ามา เหตุใดเจ้าถึงต้องการจับอาจารย์ของข้า?” หนานเหยาตะโกนถาม
“ข้าไม่จำเป็นต้องรายงานเจ้า!”
หนานเหยาได้ยินเช่นนั้นก็คิดที่จะระเบิดพลังออกมา แต่ลู่เฉินเพียงยิ้มให้เหยียนเฟิงแล้วถามว่า “บอกข้ามาว่าผู้ใดส่งเจ้ามาที่นี่?”
“ใครสั่งให้ข้ามาอะไรงั้นหรือ?” เหยียนเฟิงแสร้งทำเป็นโง่งม ส่วนลู่เฉินกลับไม่คิดสนใจท่าทีนั้น “เช่นนั้นเรามาจัดการกับเจ้ากันก่อน”
“จัดการข้าหรือ? เจ้าหนุ่ม เจ้าสติไม่ดีหรือไร! เจ้ากล้าพูดแบบนี้กับข้าได้อย่างไร?!” เหยียนเฟิงผู้นี้ไม่เพียงไม่โกรธเท่านั้น แต่ยังหัวเราะออกมา กระทั่งผู้คนรอบข้างยังหัวเราะลั่น
บางคนถึงกับเอามือกุมท้องและหัวเราะลั่น “ดูสิ เจ้าหนุ่มคนนี้ช่างยโสยิ่งนัก ทั้ง ๆ ที่ฝึกถึงขั้นสร้างรากฐานเท่านั้น”
“ไม่เจียมตัวเอาเสียเลย!”
ทหารยามรอบ ๆ ก็ยังอดไม่ได้ที่จะผสมโรงหัวเราะตามไปด้วย
หนานเหยาไม่สามารถทนมองได้อีกต่อไปจึงเป็นฝ่ายเริ่มโจมตีก่อน ขณะที่เหยียนเฟิงหลบไปรอบ ๆ และตะโกนสั่งทหารยาม “พวกเจ้ายืนบื้ออันใดเล่า? จัดการพวกมัน!”
ขณะที่คนเหล่านี้กำลังจะเคลื่อนไหว เหยียนเฟิงก็ถูกเถาวัลย์พันเกี่ยวไปทั่วร่างกาย
นี่คือเถาวัลย์ของลู่เฉิน
โดยปกติแล้วเคล็ดเถาวัลย์ธรณีนี้จะไม่มีประโยชน์มากนักกับผู้ฝึกตนขั้นก่อกำเนิดที่ทรงพลัง แต่ในอึดใจนั้น ช่วงเวลาที่คู่ต่อสู้เข้ามาพัวพัน หนานเหยาก็เริ่มเคลื่อนไหวอีกครั้ง
แม้จะเป็นเพียงช่วงเวลาสั้น ๆ แต่ก็เพียงพอที่จะทำให้เหยียนเฟิงโดนหมัดของหนานเหยา!